พิมพ์
โดย สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1210

เศรษฐกิจในวันนี้ เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงที่ประชาชนคนเดินดินอยู่ในภาวะลำบากเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ซึ่งเศรษฐกิจหลักขึ้นอยู่กับยางพารา เมื่อราคายางพาราตกต่ำ ชาวสวนยางจึงต้องหันไปพึ่งเงินนอกระบบกันจำนวนมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปัญหานี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีหน่วยงานไหนเอื้อมมือมาช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ แต่ที่เทศบาลตำบลพนม จ.สุราษฎร์ธานี ธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของชาวบ้าน สามารถเข้ามาช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นหนี้นอกระบบได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

          นายวัชรินทร์ รัตนพันธ์ ประธานธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทุกหมู่บ้านก็มีองค์กรการเงินของหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ขาดประสบการณ์ ทำให้สมาชิกขาดความเชื่อมั่นและหยุดดำเนินการไปในที่สุด คงเหลือเฉพาะหมู่ที่ 5 บ้านนางยวนที่ยังคงดำเนินการต่อไปได้ ต่อมาในปี พ.ศ.2551 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) ได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริม เรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี จึงรวมตัวกันจัดตั้งกองทุนโดย นำประสบการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน มีการปรับระบบคิดในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง เน้นวินัยทางการเงินและระบบการบริหารจัดการที่ดี ทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่สมาชิกจับต้องได้

          นายวัชรินทร์ เล่าอีกว่า ในการทำงานเราใช้แนวคิดอุดมการณ์  “ ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี ” เป็นแนวคิดหลักในการทำงาน เริ่มจากเข้าไปฟื้นฟูกลุ่มองค์กรเดิมในแต่ละหมู่บ้านให้เข้มแข็งและให้กลุ่มระดับหมู่บ้าน บริหารดูแล นำเงินสมทบปีละ 365 บาทต่อคน ของสมาชิกนำส่งเข้ากองทุนระดับตำบล ทำให้เงินสมทบของสมาชิกเข้าสู่กองทุนกลางได้อย่างเป็นระบบ

65999 resize         “ ส่วนสวัสดิการที่จัดให้กับสมาชิกก็ไม่ต่างจากกองทุนสวัสดิการตำบลทั่วประเทศคือ ไม่ว่าจะเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะได้รับสวัสดิการทั้งหมด แต่ของเรามีสวัสดิการพิเศษก็คือ คนพิการทุกคนในตำบลบัดนี้มีอยู่ 68 คน เราจะดูแลจ่ายเงินสมทบให้ คนพิการจึงเป็นสมาชิกกองทุนและได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ”

          ประธานธนาคาร ฯ เล่าอีกว่า การดำเนินงานของกองทุนยังได้มีการบูรณาการกับระบบต่าง ๆ ในตำบล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งความคิดนี้เกิดขึ้นเพราะคราใดที่เกิดน้ำท่วม น้ำจะไหลหลากเร็วและรุนแรง ทั้งนี้เพราะป่าไม้ถูกทำลาย เราจึงคิดว่า เราจะนำกองทุนสวัสดิการชุมชน ทำงานร่วมกับธนาคารต้นไม้ ซี่งมีอยู่หลายธนาคารในตำบล โดยมีหลักว่า ชาวบ้านที่ปลูกต้นไม้โดยเน้นพืชเศรษฐกิจเช่น ยางนา ตะเคียนทอง พะยอม ฯ ล ฯ สามารถนำมาออมหรือสมทบเข้ากองทุนได้ ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านที่ปลูกต้นไม้เข้าร่วมโครงการแล้ว 274 ราย จำนวน 6,030 ต้น  โดยตีมูลค่าต้นไม้จากเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร เท่ากับเงินออม 20 บาท คิดเป็นเงิน 3.6 ล้านบาท

          ตาเสริม จิตจิ๋ว อายุ 85 ปี เล่าให้ฟังว่า ตามีต้นไม้ยางนาที่บ้าน 12 ต้น แต่ละต้นใหญ่ขนาดสองคนโอบ ตาไม่มีเงินก็เอาต้นไม้ทั้ง 12 ต้นมาฝากไว้ที่กองทุน ตาก็เป็นสมาชิกกองทุนได้เหมือนคนอื่น

          นายเจริญศักดิ์ ทองญวน กรรมการผู้จัดการธนาคารและกองทุนสวัสดิการเทศบาลตำบลพนม เล่าว่า นับตั้งแต่มีกองทุนสวัสดิการมาในปี 2551 ได้มีการดำเนินงานตามแนวคิด ปรัชญาของกองทุนสวัสดิการชุมชนบนฐานของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชน ในขณะนี้กองทุนสวัสดิการมีเงินสมทบจาก  สมาชิก 365 บาท/ปี/คน จาการสมทบจากรัฐบาลเท่ากับที่สมาชิกสมทบ จากการสมทบของเทศบาลตำบลซึ่งตั้งงบประมาณให้ทุกปีทั้งหมด 5.5 ล้านบาท และมาจากการนำต้นไม้มาฝากมูลค่าอีก 3.6 ล้านบาททำให้กองทุนมีสมาชิกถึง 98 % ของประชาชนทั้งตำบลประมาณ 5,000 คน  มีการจ่ายสวัสดิการให้กับสมาชิกได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย

   66000 resize       กรรมการผู้จัดการเล่าอีกว่า ในปี 2557 เป็นต้นมา กองทุนสวัสดิการได้มีการปรับตัวครั้งสำคัญ เนื่องจากราคายางตกต่ำ ประชาชนขาดเงินหมุนเวียน ทำให้ต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบ ที่นายทุนจากในเมืองสุราษฎร์ธานีนำมาปล่อยกู้ ร้อยละ 10 – 20 ต่อเดือน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้กองทุนปรึกษาหารือกันถึงการยื่นมือเข้าไปแก้วิกฤตทางเศรษฐกิจให้กับสมาชิก โดยมีแนวคิด 2 ทางคือ การปลดหนี้นอกระบบให้กับสมาชิกและทำให้สมาชิกมีงานทำเพิ่มขึ้น โดยกองทุนได้ไปขอใช้สินเชื่อจากธนาคารออมสินเป็นเงิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 บาท ต่อปี รวมกับเงินกองทุนอีก 3.4 ล้านบาท รวมเป็น 6.4 ล้านบาท ปล่อยให้สมาชิกกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี เพื่อนำไปปลดนี้นอกระบบแล้วมาผ่อนชำระกับกองทุนเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน แล้วแต่ความสะดวกของสมาชิก พร้อมทั้งปรับสถานะกองทุนเป็น “ ธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม ” ซึ่งดอกเบี้ยส่วนต่าง  เอาไปจัดสรรกลับเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกกองทุน

          นายเจริญศักดิ์ เล่าอีกว่า ในการบริหารจัดการเราจะให้สมาชิกที่กู้เงิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5 – 6 คน ตามที่สมาชิกสะดวก ให้ทุกคนจ่ายเงินกับหัวหน้ากลุ่มแล้วให้หัวหน้ากลุ่มส่งให้กับธนาคารต่อไป ซึ่งการทำงานแบบนี้  ทำให้ธนาคารชุมชนบริหารหนี้สินได้เป็นอย่างดี

          นางกิ้มดวง ชูแก้ว  หัวหน้ากลุ่มมีสมาชิกซึ่งเป็นลูกหนี้ธนาคาร 6 คน เล่าให้ฟังว่า เดิมทุกคนในกลุ่มต้องจ่ายหนี้ให้กับนายทุนนอกระบบ รวมกันประมาณวันละ 2,500 บาท แต่พอเข้าธนาคารก็เอาเงินที่กู้จากธนาคารไปจ่ายหนี้นอกระบบ แล้วจ่ายหนี้ให้กับธนาคารแทนรวมทั้ง 6 คน เหลือเพียงวันละ 125 บาทเท่านั้น โดยทุกคนจะนำหนี้ที่ต้องจ่ายให้ธนาคารมาส่งให้ทุกเช้า แล้วตนจะโอนเงินของทุกคนไปให้ธนาคารวันละ 125 บาท ทุกวัน ทำให้ลดภาระไปได้อย่างมาก

          กรรมการผู้จัดการธนาคารเล่าอีกว่า เงินที่ธนาคารมีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการของสมาชิก เพราะเกือบทุกคนเป็นหนี้กันทั่วหน้า เราทำได้ก็เพียงบรรเทาเท่านั้น เรื่องนี้รัฐควรจะเข้ามาดูแลประชาชนอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามธนาคารเห็นว่า การส่งเสริมให้สมาชิกมีงานทำเพื่อให้เงินหมุนเวียนในตำบลเป็นเรื่องจำเป็น จึงได้สนับสนุนสินเชื่ออาชีพขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ได้สนับสนุนให้มีการเลี้ยงไก่บ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคกันแล้วหลายราย

          “ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือต้นไม้ เราทำได้เพียงรับฝากเท่านั้น แต่ลูกค้าหรือสมาชิกที่ฝากต้นไม้ยังไม่อาจกู้เงินจากเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะกำหนดอัตราไว้ว่าต้นไม้มีเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร กู้ได้ 100 บาทก็ตาม ด้วยเหตุผลหลายอย่างคือ เงินกองทุนไม่เพียงพอ และเรื่องนี้ต้องทำเป็นโครงการสินเชื่อระยะยาวประมาณ 15 ปี ซึ่งต้องคิดค้นกันต่อไป

          กิจการดังกล่าวของธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมเทศบาลตำบลพนม จึงเป็นรูปแบบการรวมตัวของชุมชน ที่ไม่เพียงให้บริการพื้นฐานด้านสวัสดิการให้กับสมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังได้เชื่อมโยงบูรณาการทำงานที่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของสมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่การจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริงและสอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นได้อีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกองทุนที่ตั้งขึ้นมาบนฐานของความเอื้อเฝื้อซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคน คนกับสังคมและคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter