พิมพ์
สร้อยแก้ว คำมาลา
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 952

n.reform130258.02เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2558 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เดินทางมารับฟังความคิดเห็นขององค์กรชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ ในเวที ปฏิรูปองค์กรชุมชนท้องถิ่นสู่สมัชชาพลเมืองภาคเหนือ และรับฟังความคิดเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญของภาคพลเมือง ณ ห้องประชุมเอื้องมัจฉา อาคารยุพราชวิทยมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย โดยหลังจากที่ขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือได้กล่าวเปิดเจตนารมณ์ของขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ “ปฏิรูปประเทศไทยด้วยหัวใจพลเมือง” แล้ว ศ.เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการได้กล่าวบรรยายต่อประเด็นทิศทางรัฐธรรมนูญไทย และการเคลื่อนสมัชชาพลเมืองโดยมีใจความดังนี้

ผมต้องขอขอบคุณที่ท่านให้เกียรติผมมาร่วมงาน ได้เรียนรู้ และรับฟังเจตนารมณ์ของพวกท่าน การจัดงานวันนี้มีสิ่งที่น่ายินดี น่าดีใจอย่างยิ่ง กับสิ่งที่ชุมชนได้พยายามทำให้เห็นว่า ชุมชนสามารถทำได้ ยืนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปรอตัวบทกฎหมาย ไม่ต้องรอนโยบายที่มาจากรัฐ หรือไม่ต้องไปรอโครงการการปฏิรูปที่มาจาก สปช. แต่ชุมชนสามารถทำได้เลย ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งน่าสนใจของชุมชนในประเทศไทย

เราสามารถทำได้แม้ว่าจะทำบนเงื่อนไขที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด แต่น่าดีใจที่ว่า ภายใต้ทรัพยากรจะมีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าเรื่องของตัวบุคคล เรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ เรื่องของเงินทองงบประมาณ ทุกอย่างมีจำกัดหมด แต่กลับสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นผลชัดเจน และเห็นผลมากกว่าที่ฝ่ายรัฐทำ เพราะที่รัฐทำ คนก็เยอะ เงินก็เยอะ แต่เห็นผลน้อย ชาวบ้านก็ยังเหมือนเดิม น้ำที่เคยท่วม ถ้าชาวบ้านไม่ทำอะไร มันก็ท่วมเหมือนเดิม พอถึงหน้าแล้ง เจอภัยแล้ง ถ้าชาวบ้านไม่ทำอะไร มันก็แล้งทุกปี แม้ว่าจะมีหน่วยงานของภาครัฐอยู่ แต่ในงานนี้ทำให้เห็นแล้วว่าชุมชนสามารถจัดการดูแลตนเองได้

ชาวบ้านจะรู้ก่อนเลยว่าเดือนไหนน้ำจะท่วมที่ไหน เดือนไหนจะแล้ง เดือนไหน จังหวัดไหน หมอกควันจะมา เป็นสิ่งที่รู้กันหมด แล้วก็มีการจัดการแก้ไข ถามว่าแล้วภาครัฐทำอะไรหรือ ผมเห็นว่าถ้าหน้าหนาวมาที ภาครัฐจะประกาศทุกปี ขอรับเสื้อผ้ากันหนาว ผ้าห่มกันหนาว ซึ่งจะมีคนมาบริจาคทุกปี และก็มีคนมารับทุกปีเหมือนกัน ผมเคยถามว่าเด็กๆ ต่างจังหวัดที่ทำงานที่บ้านผม “เดี๋ยวถ้าถึงหน้าหนาว อีสาน หรือเหนือ หลวง (ภาครัฐ) จะมีคนนำเสื้อหนาว ผ้าห่มมาบริจาค พวกเธอจะไปรับไหม” เขาบอก “ไปค่ะ” ผมก็ว่า “อ้าว ไปรับทุกปี แล้วของปีที่แล้วล่ะ ไม่พอรึ” เขาตอบ “ขายแล้วค่ะ”

เพราะเขารู้แล้วว่า เดี๋ยวปีหน้าเขาก็จะได้รับบริจาคอีก ก็ขายไปก่อน – เอ้อ นี่ชาวบ้านเขาคิดดีนะ เพราะเขารู้แล้วว่าปีหน้าเดี๋ยวก็ได้มาอีก

การจัดงานวันนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาวบ้านต้องทำอะไรด้วยตนเองนะ เพราะรัฐทำแล้วอาจไม่แก้ตรงความต้องการ อย่างปัญหาน้ำท่วม พอแก้ทีด้วยการจะสร้างเขื่อน คนก็มาทะเลาะกันอีก คนหนึ่งให้สร้าง บางคนไม่ให้สร้าง สุโขทัย อุตรดิตถ์ท่วมทุกปี แล้วชาวบ้านก็ทะเลาะกันไป น้ำก็ท่วมไป จนวันหนึ่งชาวบ้านก็เลยบอกว่า ไม่เอาละ ฉันจะจัดการตัวฉันเอง ฉันจะมาคุยกันแก้ปัญหากันเอง นี่เป็นที่มาของความเข้มแข็งของเครือข่ายและกลายมาเป็นของสมัชชาพลเมือง

เมื่อกี้ผมก็ดูแผ่นชาร์ตที่มีการรวมตัวกัน มีการจัดทำแผนงาน มีการดำเนินงาน มีการตรวจสอบการทำงานของคนในภาครัฐของชุมชน มีการดำเนินงาน มีการจัดทำแผนไปสู่การปฏิบัติ นี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะการพัฒนาต้องมาจากคนในที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่อย่างเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่เราไปรับความช่วยเหลือจากอเมริกา อเมริกามีโครงการพัฒนาชนบท จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ก็มาตั้งกรมพัฒนาชุมชน และอเมริกาก็ส่งผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาชนบท ซึ่งไม่เคยรู้เรื่องเมืองไทย มาบอกคนไทยว่าควรพัฒนาอย่างไร

ฝรั่งมาถึงก็มาบอก ทำไมคนไทยมีความเป็นอยู่อย่างนี้ ห้องน้ำไม่มี ส้วมไม่มี พวกคุณปลดทุกข์ที่ไหน ชาวบ้านบอกก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ก็ไปปล่อยตามทุ่งตามไร่ตามนา สิ่งเหล่านี้มันเป็นการบ่งบอกถึงความล้าหลัง ด้อยพัฒนา มหาดไทยก็รับเอานโยบายนี้ ต่อไปทุกหมู่บ้านต้องมีส้วม

แต่ชาวบ้านไม่มีเงินสร้าง เขาก็ให้เงินทุนมาสร้าง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาชนบท นี่เป็นเรื่องจริงหรือโจ๊กก็ไม่แน่ใจนะ แต่ก็มีกำนันผู้ใหญ่มาสั่ง ให้สร้างๆๆๆ ส้วม พอเป็นคำสั่งให้สร้างชาวบ้านก็ต้องสร้างจนพอถึงเวลาตรวจงาน ก็ปรากฏว่าชาวบ้านสร้างส้วมไว้หน้าบ้าน ถามว่าทำไมสร้างส้วมไว้หน้าบ้าน ชาวบ้านบอก “อ้าว รัฐจะได้รู้อย่างไรล่ะว่าเรามีส้วมแล้ว”

เจ้าหน้าที่รัฐก็ถาม “อ้าว แล้วเวลาใช้ คุณใช้ยังไง”

ชาวบ้านตอบ “ก็ออกทุ่งเหมือนเดิม”

ส้วมมีไว้เพื่อโชว์อำเภอ นายอำเภออยากให้มีส้วมเหมือนฝรั่ง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่า การพัฒนาจากข้างบนลงข้างล่างเป็นอย่างไร มันเป็นการมองความต้องการของชาวบ้านจากข้างบน นี่ไม่ได้หมายความว่า ส้วมไม่จำเป็นนะ แต่วิธีการมันต้องปรับ วิธีที่เราควรทำคือ ไปรวบรวมชาวบ้านมา ให้เขานั่งคิด ถกเถียงกัน อะไรดี อะไรไม่ดี ถ้ามีส้วมแล้วจะดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร ให้ปรึกษาหารือ และตัดสินใจร่วมกัน แล้วความร่วมมือจะเกิดขึ้น

สิ่งที่ทุกท่านทำตอนนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ผมยินดีที่จะรับข้อเสนอนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการที่ทำเรื่องของสมัชชาพลเมือง ตอนนี้คณะกรรมาธิการของเราได้เดินสายฟังที่ภาคอีสาน ภาคใต้ เราก็จะมาคุยกันว่าข้อเสนอของพวกเราจะสามารถใส่ไว้ใน รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ผมดีใจที่ท่านว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะทำหรือไม่ ไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป แต่เราจะทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสมกับชุมชน เหมาะสมกับท้องถิ่น

และดีใจที่เห็นว่า แต่ละท้องที่แต่ละชุมชนซึ่งมีปัญหาต่างกันไปได้ก็แก้ไขปัญหาของแต่พื้นที่ไปด้วยตนเอง เพราะจะให้ทุกพื้นที่มามีปัญหาเป็นหน้ากระดาน แล้วมาแก้ให้เหมือนกันไม่ใช่ แต่ละพื้นที่มีปัญหาอย่างหนึ่งก็แก้อย่างหนึ่ งแม่ฮ่องสอน มีชนเผ่าเยอะ เป็นพื้นที่พิเศษเพราะมีภูเขาเยอะ มีแม่น้ำ อยู่ติดชายแดนพม่า มันเป็นพรมแดนที่ต่างจากพื้นที่อื่น ดังนั้น ต้องมาพูดคุยกันอย่างหนึ่ง ส่วนสุโขทัย อุตรดิตถ์ มีเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง ดังนั้น การแก้ปัญหาก็เป็นอีกอย่าง แต่ละอย่างต้องมาพูดให้ชัดเจน

ในสมัยที่ผมทำงานเป็นประธานสภาพัฒนาการเมือง ก็เคยได้พบกับ สามารถ (สามารถ พุทธา จ.ลำปาง) ประนอม ( ประนอม เชิมชัยภูมิ จ.เชียงราย) เราได้มีข้อตกลงเรื่องการพัฒนาและการปฏิรูป ปฏิรูปให้ชุมชนเข้มแข็ง ปฏิรูปให้ชุมชนยืนด้วยขาของตัวเองได้ ปฏิรูปให้ชุมชนจัดการและดูแลตนเอง นี่เป็นการทำให้ภาคพลเมืองเข้มแข็ง

ถ้าสมัชชาพลเมืองมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำ พึงควร ก็อยากให้พวกเรามาช่วยกันทำ อย่าให้มันกลวง หลายอย่างเราตั้งขึ้นมาแล้วกลวง กลวงในความหมายที่ว่าไม่ใช่ไม่มีคนทำงาน มีคนทำงานแล้วแต่คนทำงานไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกกำหนดให้ทำ แต่ไปทำในสิ่งที่ทำแล้วมันไม่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ต่ออุดมการณ์ ต่อเจตนารมณ์ ของการมีตรงนั้น ผมถึงบอกว่าตรงนี้มันกลวง ขออย่าให้มันกลวง และผมคิดว่าสมัชชาพลเมืองมันดีอยู่แล้วตรงที่มันมีอยู่ก่อน ไม่ใช่ออกกฎหมายมาก่อน หรือออกแบบโครงสร้างมาก่อนแล้วแล้วค่อยมาดึงคนเข้ามา ไม่ใช่ แต่มันมีอยู่ก่อนแล้ว มันสร้างจากกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว และมีมานานค่อนข้างจะอยู่ตัวพอสมควรตามที่ผมได้เห็นการเสนอจากพาวเวอร์พ้อยท์ เอกสารต่างๆ บอร์ดนิทรรศการ ฉะนั้น มันเป็นการชี้ให้เห็นว่ามันมีมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะมีกฎหมาย

โครงสร้างของกฎหมายจะเป็นการยกระดับของการมีสมัชชาพลเมืองหรือการมีเครือข่ายนี้ขึ้นมา ก็หวังว่ากฎหมายจะทำให้การทำงานตรงนี้ดีขึ้น

แต่ไม่ว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ขอให้ท่านรักษาสิ่งที่ท่านทำไว้ และพัฒนาไปด้วยตัวของท่านเอง และเป็นการชี้ให้สังคมและผู้มีอำนาจรู้ว่าท่านทำได้ แม้ว่าข้างบน แม้แต่ สปช. เองยังไม่รู้จะปฏิรูปอะไร เพราะมันเยอะไปหมดเลย แต่พอมาฟังเจตนารมณ์ที่ท่านประกาศว่า การปฏิรูปจะทำได้ต้องมีการกระจายอำนาจ อันนี้ชัดเจนนะครับ ชัดเจน ฟันธงเลย นี่คือการปฏิรูป ถ้าพลเมืองหรือประชาชนไม่มีส่วนในการทำตรงนี้ไม่ใช่การปฏิรูป เพราะว่าที่ทำมาในสมัยก่อน มาจากข้างบน แต่การปฏิรูปครั้งนี้มาจากข้างล่าง นี่คือการปฏิรูป

ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจไม่ว่าการเมืองข้างบนจะเปลี่ยนแปลงระดับไหน รัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ผ่านหรือไม่ ถ้าผ่านแล้วจะมีการทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแค่ไหนก็เป็นเรื่องของผู้นำชุดต่อมา ซึ่งต่อไปไม่ว่าการเมืองระดับบนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ถ้าพวกท่านยังทำงานอย่างต่อเนื่อง อันนี้จะเป็นสิ่งที่ดีของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาจากข้างล่างสู่ข้างบน ขอเอาใจช่วยให้ท่านทำงานจนเกิดผลสำเร็จของ เพราะสิ่งที่ท่านทำเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ต่อประเทศชาติ ขอจงทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ ผมขอขอบคุณครับ


n.reform130258.14เจตนารมณ์ของเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือ
"ปฏิรูปประเทศไทยด้วยหัวใจพลเมือง" มีดังนี้

1.กระจายอำนาจให้ประชาชนได้มีการจัดการชุมชนท้องถิ่นตนเองในทุกมิติ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายต่างๆ ในการปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์นี้ ซึ่งควรดำเนินการใน 3 ลักษณะคือ 1) การเพิ่มขีดความสามารถ อำนาจหน้าที่ งบประมาณให้องค์การบริหารท้องถิ่นและสมัชชาพลเมือง 2) การจัดตั้งสมัชชาพลเมือง 3) การให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนวางแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

2.สมัชชาพลเมืองควรมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการและจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรของท้องถิ่น บูรณาการการทำงานและงบประมาณของชุมชนท้องถิ่น ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในตำบลและจังหวัด ร่วมตัดสินใจในการจัดทำโครงการ พัฒนาขนาดใหญ่ในท้องถิ่น ส่งเสริมการเมืองภาคประชาชน พัฒนา ความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน และมีการเชื่อมโยงกันระหว่างตำบล จังหวัด ภูมินิเวศน์

  1. การทำงานตามภารกิจดังกล่าวให้บรรลุผล สมัชชาพลเมืองต้องประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชน องค์กรประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้แทนกลุ่มอาชีพ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้นำท้องที่/ท้องถิ่น ผู้แทนหน่วยงาน ผู้แทนกลุ่มธุรกิจและผู้แทนจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสัดส่วนหญิง-ชายอย่างเท่าเทียม
  2. สมัชชาพลเมืองต้องมีสถานะเป็นองค์กรตามกฎหมายที่ชัดเจน มีงบประมาณและสำนักงานในดำเนินการชัดเจนในระดับจังหวัด ในการจัดตั้งสมัชชาในระดับตำบล จังหวัด และภูมินิเวศน์ ให้เป็นไปตามความพร้อม และต้องจัดตั้งให้ครบทุกจังหวัดทุกตำบลภายในสามปี การดำเนินงานของสมัชชาต้องเป็นอิสระตามความคิดเห็นของคนท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง กลุ่มผลประโยชน์หรือแม้แต่สมัชชาในระดับสูงขึ้นไป
  3. เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือมีพื้นที่ที่ดำเนินการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสมัชชาพลเมืองอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่า 30 ตำบลและเตรียมการจัดตั้งสมัชชาพลเมืองในระดับตำบลไม่น้อยกว่า 50 ตำบลในปี 2558 และเต็มพื้นที่ 15 จังหวัดภายใน 2567
  4. นอกเหนือจากข้อเสนอเรื่องสมัชชาพลเมืองแล้ว เครือข่ายยังมีข้อเสนอให้ชุมชนท้องถิ่นมีงบประมาณ ดำเนินการไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของงบประมาณแผ่นดินของประเทศในแต่ละปี ให้มีกฎหมายจังหวัดจัดการตนเองเพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัดของตนเอง ให้มีกฎหมายการจัดการที่ดินในรูปของสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดินและที่อยู่อาศัย การรับรองการจัดสวัสดิการโดยชุมชน การร่วมตัดสินใจในการนำแร่ธาตุต่างๆ มาใช้ประโยชน์ เป็นต้น โดยมีรายละเอียดข้อเสนอ ในเอกสารที่ยื่นให้ผู้แทน สปช. ในครั้งนี้ด้วยแล้ว
  5. เพื่อให้มีกรอบการพัฒนาภาคเหนือโดยชุมชนท้องถิ่นในระยะยาวต่อเนื่องจากที่ดำเนินการมาแล้วและแสดงถึงเจตจำนงที่จะจัดการท้องถิ่นของตนเอง  ผู้แทนเครือข่ายได้ร่วมกันร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการทรัพยากรของประชาชนภาคเหนือและจะดำเนินการตามแผนนี้ด้วยตนเองในช่วงสิบปีต่อไป (ปี 2567)



แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter