“ ตอนแรกมีชาวบ้านมาช่วยทำงานน้อยมาก แต่พอรู้ว่า เรื่องที่สภาองค์กรชุมชนทำ มันเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องปากท้องของชาวบ้านทุกคน ก็มีคนออกมาช่วยมากขึ้นและยังทำได้หลายเรื่องอีกด้วย ”
ดวงพร ชุมพลวงค์ สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลาน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เล่าให้ฟังถึงการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนเกี่ยวกับการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งให้ฟัง โดยเธอบอกว่า ตอนตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใหม่ ๆ ได้หยิบยกเอาเรื่อง การใช้ทะเลหน้าบ้านมาจุดประกายให้คนมาร่วมกันทำงาน เพราะทะเลเป็นทั้งธนาคารและตู้เย็นหน้าบ้านที่ทุกคนต้องตระหนักและช่วยกันรักษาเอาไว้ให้ลูกหลาน
ในอดีตชายฝั่งทะเลขอนคลาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานทางทะเลหมู่เกาะเภตรามากนัก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำ ทำให้คนที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม มีอาชีพประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน ต่อมาทรัพยากรชายฝั่งถูกทำลายทั้งจากนโยบายส่งเสริมการทำนากุ้งและการเข้ามาของประมงขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องมือจับปลาแบบล้างผลาญ ส่งผลให้ขาวประมงพื้นบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากจับปลาได้น้อยลง ในปี พ.ศ.2541 ชาวประมงขอนคลานจึงได้รวมตัวกัน เรียนรู้หาทางช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการตั้งแกนนำหมู่บ้านละ 10 คน จากทั้ง 4 หมู่บ้าน โดยกิจกรรมในช่วงแรก ๆ ก็เน้นทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ตระหนักถึงความจำเป็นต้องช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งให้กลับสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง เช่น การปลูกป่าชายเลน การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่ทะเล และจัดทีมลาดตระเวนเพื่อไม่ให้เรือประมงขนาดใหญ่ เข้ามาจับสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง
นายอับดุลรอซัก หวังเหม แกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานเล่าว่า ราว ๆ ปี 2546 ด้วยความที่เราหมั่นตรวจตราอยู่ตลอดเวลาทำให้เรือประมงขนาดใหญ่หมดไป เราจึงหันมาให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้ชาวบ้านเข้าใจและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และขยายผลไปสู่การสร้างแพปลาชุมชน การแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งเป็นธุรกิจพึ่งตนเองของชุมชนในเวลาต่อมา พร้อม ๆ กับในปี พ.ศ.2549 ได้มีการตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อช่วยเหลือดูแลสมาชิกให้มีความมั่นคง ตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนการปล่อยเงินให้สมาชิกกู้ยืมไปประกอบอาชีพอีกด้วย ตอนนี้มีสมาชิกกองทุนกว่าหกร้อยคน
ในปี พ.ศ.2551 ได้มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลาน โดยมีองค์กรชุมชนจำนวน 23 องค์กรร่วมจดแจ้ง ซึ่งสิ่งแรก ๆ ที่สภาองค์กรองค์กรชุมชนทำก็ยังเป็นการใช้ทะเลหน้าบ้าน จุดประกายให้คนมารวมกัน รวมทั้งการประสานกับภาคีพัฒนาต่าง ๆ มาร่วมทำงานเช่น มูลนิธิรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิชุมชนไท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น
การมีสภาองค์กรชุมชน ซึ่งได้มีการประสานงานกับภาคีพัฒนาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้บทบาทของสภาเด่นชัดกว้างกว่างานรักษ์ท้องทะเล เนื่องจากทุกงาน ทุกกิจกรรมที่เข้ามาจะถูกนำไปปรึกษาหารือในสภาองค์กรชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานสวัสดิการชุมชน การแก้ปัญหาด้านที่ดิน ซึ่งล่าสุดในปี 2553 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายซ่อมสร้างบ้านให้กับคนจน (ไทยเข้มแข็ง) สภาองค์กรชุมชนก็เป็นเวทีให้คนมาพูดคุยกัน สร้างทีมงาน สร้างกติกา หนุนเสริม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนสร้างสามารถซ่อมสร้างบ้านให้กับคนจนได้ถึง 145 ราย และยังมีระบบ ใครได้เงินซ่อมสร้างต้องส่งเงินหมุนเวียนให้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งขณะนี้มีเงินส่งคืนกองทุนกว่าห้าแสนบาท
ด้านนางปรีดา หมานยาง เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานเล่าว่า แม้งานอื่นจะเข้ามามากแต่งานรักษ์ทะเลก็คือชีวิตจิตใจจะขาดไม่ได้เลย เราจึงยังคงทำงานนี้อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ สกว.ท้องถิ่น มูลนิธิสยามกัมมาจล ทำการวิจัยเกี่ยวกับทะเลเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการทำงานพัฒนา
“ เราใช้กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นคนทำข้อมูล ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 69 คน เป็นเด็กประถมต้น โดยเราแบ่งข้อมูลเป็น 4 ฐานคือ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ ข้อมูลอาชีพรายได้ และข้อมูลด้านภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เกี่ยวกับทะเล ซึ่งการทำงานครั้งนี้จะมีภาคีวิจัยดังกล่าวมาหนุนเสริมร่วมกับผู้ใหญ่ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งการที่เราใช้เด็กและเยาวชนเป็นคนทำงานเพราะเรามีกฏเหล็กอยู่ว่า “ เราต้องทำให้ทะเลสมบูรณ์ ทุกคนหากินได้และมีลูกหลานสืบทอด ” นางปรีดากล่าว
จากข้อมูลที่สอบถามจากชาวประมงพบว่ามีเรือประมง 191 ลำ และชาวประมงที่หากินชายฝั่งหรือประมงพื้นบ้านอีกจำนวนมาก ชนิดที่พูดได้ว่า ทะเลคือหม้อข้าวหน้าบ้านอย่างแท้จริง ซึ่งรายได้จากเรือประมงทั้ง 191 ลำ จะสูงถึง 25 ล้านบาทต่อปี โดยเรือประมงเหล่านี้จะพากันจับสัตว์น้ำจาก “ ดอหมัน ” จำนวน 16 แห่ง (แหล่งที่มีปลาและสัตว์น้ำชุกชุม) ซึ่งชาวบ้านเล่าเพิ่มติมว่า จริง ๆ แล้วปลาจาก “ ดอหมัน ”ไม่ได้ถูกจับเฉพาะชาวประมงจากตำบลขอนคลานเท่านั้น แต่ชาวประมงจากตำบลอื่นก็มาจับได้เพราะเป็นสมบัติสาธารณะ จึงประมาณการว่า หากรวมรายได้จากเรือ 191 ลำ เรือประมงจากที่อื่นตลอดจนชาวประมงพื้นบ้านที่หากินโดยเครื่องมือที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน กล่าวได้ว่า ทรัพยากรสัตว์น้ำที่ถูกจับบริเวณฝั่งทะเลขอนคลานมีถึงปีละ 100 ล้านบาทเลยทีเดียว
นายอับดุลรอซัก หวังเหม ให้ข้อมูลอีกว่า การใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการรวมคนมาพัฒนา เป้าหมายเพื่อเกิดตำบลจัดการตนเองให้ได้ ซึ่งเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ 1). ชุมชนเข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีแกนนำทุกระดับมาช่วยกันทำงาน ซึ่งเรื่องนี้เรามีทั้งแกนนำระดับหมู่บ้าน ระดับกลุ่มและแกนนำสมาชิกสภาองค์กรชุมชน 2). สวัสดิการทั่วหน้า โดยใช้กองทุนสวัสดิการมาเป็นเครื่องมือ มีเป้าหมายขยายสมาชิกให้ได้เกินร้อยละ 50 ของคนทั้งตำบล ขณะนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนของเราไม่เพียงจ่ายสวัสดิการให้สมาชิกตั้งแต่เกิดจนตายเท่านั้น แต่ขยายไปสู่การให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพอีกด้วย 3). การสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย ซึ่งได้มีการสำรวจข้อมูลการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินไว้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ที่คืบคลานเข้าสู่สตูลอย่างไม่หยุดยั้ง และสุดท้ายก็คือ การสร้างความมั่นคง แหล่งอาหารทางทะเล เป็นสเมือนลมหายใจของชาวบ้านทุกคนในขอนคลาน โดยแผนทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ได้จัดทำเป็นข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชนที่จะนำสู่การพิจารณาขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่อไป
“ แผนต่อไปของสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานก็คือ เราตั้งเป้าว่า ไม่เพียงทำหน้าที่แก้ปัญหาให้กับชุมชนสมาชิกเท่านั้น แต่จะก้าวไปเป็นผู้ประสานหลักให้เป็นเวทีกลางที่ชาวบ้านขอนคลานทุกคนและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งภารกิจนี้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามที่สอนให้คนปรึกษาหารือกัน ( ซูรอ ) เพื่อแก้ปัญหา นี่คือโจทย์ที่เราพยายามตอบว่า สภาองค์กรชุมชนมีคุณค่าอะไรต่อคนขอนคลาน ” อับดุลรอซัก ตั้งความหวัง
ทุกวันนี้การจัดการกับเรื่องภายในของคนขอนคลานเป็นระบบมากขึ้น มีฐานอาชีพ ฐานเศรษฐกิจ ฐานทุนที่เป็นรูปเป็นร่าง มีองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งภายใต้การประสานงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล มีกลุ่มเยาวชนที่เข้ามาเรียนรู้ ซึมซับและสืบทอด ซึ่งจะมีการจัดค่ายเยาวชนอย่างต่อเนื่อง มีการเชื่อมร้อยเครือข่ายกับชุมชนอื่นในสตูลในนาม “ รักจังสตูล ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหลักประกันในชีวิตที่คนขอนคลานร่วมกันสร้างมาไม่น้อยกว่า 30 ปี แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านวางใจได้ทั้งหมด เพราะความกังวลอันสำคัญของชาวขอนคลานในวันนี้คือ ภัยที่มากับนโยบายของรัฐ แผนพัฒนาท่าเรือปากบาราและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดสตูล
หากวันนั้นมาถึงพลังของชุมชนเล็ก ๆ จะต้านนโยบายขนาดใหญ่ได้เพียงใด หม้อข้าวหน้าบ้าน ธนาคารชีวิตจะเป็นอย่างไร ?



