ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ครั้งที่ ๓ ณ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดยการประสานงานเชิญจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้เข้าร่วมเสวนาระดับสูง ในหัวข้อ “การรับมือภัยพิบัติ : เสริมสร้างความต้านทานภัยพิบัติระดับชุมชนและส่งเสริมให้การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็นวาระของทุกคน” ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๘ ณ มหาวิทยาลัยโตโฮกุ เซนได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเวทีที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด และปลัดกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเสวนา
งานครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยโตโฮกุ ร่วมกับ สำนักงานเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ เชิญผมเข้าร่วมเวทีสาธารณะหัวข้อ “ชุมชนรู้รับ ปรับตัว ฟื้นคืนทั่วอย่างยั่งยืน : บ้านของเรา ชุมชนของเรา ฟื้นตัวได้เอง” ในวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘ ณ มหาวิทยาลัย โตโฮกุ เซนได ประเทศญี่ปุ่น
การมาญี่ปุ่นครั้งแรกของผมไม่ง่ายเลยครับ การเดินทางคนเดียวซึ่งไม่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ หรือภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเดินทางจากภูเก็ตบินไปสนามบินอินชอล ประเทศเกาหลี ใช้เวลาบิน ๖ ชั่วโมง เมื่อไปถึงผมเริ่มใช้ภาษามือผมใช้ได้ทุกสถานการณ์ แม้แต่ถามทางเพื่อต่อเครื่องไปเซนได อีก ๒ ชั่วโมง ความกังวลอยู่ในใจผมตลอดเวลา ว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นเขาจะถามอะไร ผมจะตอบว่าอะไร แล้วจะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า จะเข้าเมืองได้หรือเปล่า แล้วผมก็ผ่านไปได้ถึงเซนได มีคนมารับผม ๓ คน มี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตโฮกุ เจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนักศึกษาไทยในเซนได ทั้งหมดโล่งใจเมื่อเจอผม และพาผมไปแลกเงินญี่ปุ่นเพื่อพกติดตัว เราจึงเดินทางไปโรงแรมที่พัก ของบ่ายวันที่ ๑๓ มีนาคม “วันนี้ คุณไมตรีพักผ่อนก่อนนะคะ พรุ่งนี้เป็นวันฟรีเดย์ มะรืน(๑๕ มีนาคม)จะเริ่มเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ ทางคณะ จะมารับคุณไมตรี ที่นี่นะคะ” เจ้าหน้าที่ กรมป้องกันฯ บอกผม
วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๘ เมื่อมาถึงญี่ปุ่นต้องสำรวจเมือง ผมเดินสำรวจเมืองรอบๆที่พักเห็นได้ชัดว่าช่างเป็นเมืองที่มีระเบียบ มีเลนจักรยาน มีทางเท้า มีไฟแดงสำหรับคนข้ามถนน จัดระบบฝังเมืองได้ลงตัว ไม่มีขยะริมถนน รถบนถนนก็ไม่มากนัก ระบบขนส่งสาธารณะจะเห็นรถไฟที่สามารถใช้ได้ทั่วไป ผมเดินวนเมืองอยู่จนรอบ และวกมาที่สถานีรถไฟ ระบบการซื้อตั๋วรถไฟคล้ายกับเมืองไทย ต่างกันตรงที่มีแต่ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ผมพยายามถามคนญี่ปุ่นจนซื้อตั๋วเข้าเมืองเซนไดได้ในราคา ๔๑๐ เยน เมื่อรถไฟออกจาสถานี สองข้างทาง จะเห็นเป็นย่านเกษตร ย่านเมือง ย่านการค้า เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน เมื่อถึงเซนได เดินเที่ยวเมืองวกไปวนมา มีคนเดินเต็มทางเท้า การขึ้นลงบันใด การขึ้นลงรถไฟ การขึ้นรถเมล์ คนญี่ปุ่นจะเข้าแถวเพื่อรอคิว คนที่นี่ช่างมีระเบียบวินัยเสียจริง แต่ผมก็อยากไปที่ประชุมแต่ก็ขึ้นรถเมล์ไปไม่ถูก สุดท้ายผมก็ต้องไปรถแท็กซี่ วิ่งออกนอกเมืองไปถึงที่ประชุมประมาณไม่เกิน ๕ กิโลเมตร ค่ารถ ๑,๒๗๐ เยน เมื่อไปถึงผมก็วกเข้าห้องประชุมต่างๆ หลายห้อง หลายประเด็น จากเจ้าภาพที่หลากหลาย แต่โดยสรุปผมไม่สามารถจับประเด็นได้เลย เพราะฟังไม่เข้าใจ ตัดสินใจเดินออกมาจากมหาลัย เพื่อหาที่ประชุมใหญ่ให้เจอ
เมื่อเดินมาเจอที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ผมมุ่งหน้าเข้าที่ประชุมทั้งที่ไม่รู้ว่าบัตรประจำตัวผมสามารถเข้าที่ประชุมได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แล้วบัตรผมก็สามารถผ่านเข้าออกที่ประชุมใหญ่ได้เมื่อผ่านการสแกนบัตรใน ๒ ขั้นตอน ผมเข้าบริเวณที่ประชุมได้ แล้วมุ่งตรงไปที่ห้องประชุมเพื่อสำรวจดูบริเวณโดยทั่วไป ผมต้องหลบชิดฝาผนังทางเดิน เมื่อขบวนผู้นำประเทศต่างๆเริ่มทยอยออกจากห้องประชุม ด้วยขบวนของจักรพรรดิญี่ปุ่น ต่อด้วยเลขาธิการยูเอ็น และผู้นำประเทศต่างๆที่ทยอยออกจากห้องประชุม แล้วขบวนนายกรัฐมนตรีประเทศไทย ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้แทนไทย ขบวนใหญ่ ผมเข้าไปทักทายหลายคนในคณะ และพูดคุยประเด็นการประชุม การผลักดันนโยบายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นหลัก ซึ่งมติครั้งนี้ทุกเวทีสนับสนุนให้ “การลดความเสี่ยงภัยโดยชุมชน” เป็นฐาน และทุกรัฐบาลต้องปรับปรุงกฎหมายให้สามารถปฏิบัติได้

ก่อนกลับออกจากห้องประชุมผมได้มีโอกาสได้พูดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงประเด็นความเป็นไปได้ในการสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน
ในเวทีวิชาการทั้ง ๒ วันที่เข้าร่วมเสวนา โดยเนื้อหาหลักคือการนำเสนอพื้นที่รูปธรรมของในแต่ละประเทศที่สามารถพื้นฟูชุมชนตนเองได้หลังภัยพิบัติ ในวันที่ ๑๕ เป็นเวทีเฉพาะของประเทศไทยที่พยายามนำรูปธรรมโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการฟื้นฟูชุมชน โดยการนำเสนอของหน่วยงานระดับกระทรวง ขององค์กรภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน เพื่อให้นานาชาติยอมรับรูปแบบการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติที่ประเทศไทยทำมา ว่าเดินหน้าตามกรอบแนวทางอยู่แล้ว ส่วนเวทีวันที่ ๑๖ เป็นการนำเสนอรูปธรรมชุมชนในการการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน ซึ่งรูปธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในทั่วโลก ทั้งประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา และประเทศไทย ที่จะยืนยันได้ว่าการจัดทำกรอบข้อตกลงเพื่อลดความเสี่ยงภัยในปีนี้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างแน่นอน เพราะในหลายประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว เพียงแต่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องปรับปรุง หรือแก้กฎหมายเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนขับเคลื่อนไปได้
ทั้งนี้ภาพรวมของการประชุมครั้งนี้ คือการผลักดันให้ทุกรัฐบาลได้ลงทุนกับชุมชนในการลดความเสี่ยงภัย โดยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เดินไปพร้อมกัน
การฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติสึนามิ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผ่านมา ๔ ปี จะชี้ได้ชัดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่รัฐเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูชุมชน โดยการจัดทำผังเมืองใหม่ กำหนดพื้นที่ปลอดภัยใหม่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยนโยบายพื้นที่เสี่ยงภัยต้องไม่มีที่อยู่อาศัยให้เสี่ยงกับชีวิตประชากรญี่ปุ่นอีก ทำให้พื้นที่ประสบภัย ยังไม่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ มีแต่การก่อสร้างถนน ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ก่อสร้างสวนสาธารณะ ก่อสร้างอนุสรณ์สถาน ขึ้นมามากมายหลายจุด มีแผนสร้างโรงงานในพื้นที่ประสบภัย ในขณะเดียวกันชุมชนก็จะย้ายขึ้นไปอยู่บนพื้นที่สูง เช่นภูเขาเล็กๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังปรับปรุงภูมิทัศน์ เตรียมการสร้างชุมชน ผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นผ่านมา ๔ ปี จึงยังอาศัยอยู่ในบ้านชั่วคราว
ญี่ปุ่นยืนยันหนักแน่นว่าการฟื้นฟูชุมชนต้องมีแผนระยะยาว ๖๐ ปี ต้องฟื้นฟูในทุกมิติ ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาชีพ รายได้ วิถีชีวิตชุมชน ส่วนระยะกลางต้องสร้างชุมชนให้เสร็จภายใน ๑๐ ปี จึงเป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพักชั่วคราว
คนญี่ปุ่นซึ่งมีประชากรที่มีระเบียบวินัยสูง และพร้อมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล เป็นเหตุให้การฟื้นฟูยังเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล โดยที่ประชาชนญี่ปุ่นเพียงรอปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้น แต่ก็มีบางชุมชนในญี่ปุ่นที่ยังไม่ประสบภัยสึนามิ แต่พวกเขารู้ดีว่าชีวิตอยู่บนความเสี่ยง จึงมีระบบการจัดการตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ มีศูนย์อพยพ มีระบบศูนย์ประสานงาน มีครัวกลาง ทั้งหมดเป็นบทเรียนที่หลากหลายที่ได้เกิดขึ้นจากเวทีการประชุมระดับโลกครั้งนี้
*ไมตรี จงไกรจักร แกนนำชุมชนบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งมีประสบการณ์ ในการจัดการชุมชนหลังภัยพิบัติสึนามิ จนทำให้บ้านน้ำเค็มและจังหวัดพังงา เป็นที่ศึกษาดูงานด้านการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งชุมชน เอกชนและหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง


