
เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2557 เวลา 18.05 น. หรือหนึ่งปีล่วงมาแล้ว คนไทยทั้งประเทศคงจำกันได้ว่า เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประเทศไทย ความแรง 6.3 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากเช่น บ้านเรือนเสียหายกว่า 10,000 หลังคาเรือน วัดเสียหายกว่าร้อยแห่ง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจแก่ประชาชนในวงกว้าง
แต่ในความโชคร้าย ก็ได้สร้างความตระหนักในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะแผ่นดินไหวไม่ใช่ภัยไกลตัวอีกต่อไป ทุกคนได้รับรู้ว่า แผ่นดินไหวเมื่อปีก่อนมาจากรอยเลื่อนพะเยาหนึ่งใน 10 แห่งของรอยเลื่อนในภาคเหนือ ซึ่งไม่ใช่รอยเลื่อนที่ใหญ่ที่สุด หากแต่เป็นรอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งยังไม่เคยปล่อยพลังออกมานับพันปีแล้ว และมีโอกาสจะปล่อยพลังออกมาเมื่อไหร่ก็ได้
ดังนั้นในห้วงเวลาที่ครบรอบหนึ่งปีแผ่นดินไหว พี่น้องประชาชนและภาคีพัฒนาต่าง ๆ ในเชียงราย ที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อนหน้า ได้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2558 ณ.วัดแม่สรวยหลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พวกเขาไม่ได้มาเพื่อรำลึกถึงความโหดร้าย ความเสียหาย แต่มาสรุปบทเรียนร่วมกัน เพื่อจะรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหม่ที่ใครก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ยาพี จูเปาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาวี อ.แม่สรวย เล่าว่า ตอนเกิดแผ่นดินไหวใหม่ ๆ ทุกคนมืดแปดด้าน ทำอะไรไม่ถูก พอแผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำหลากก็ซ้ำเติมเข้ามา ทำได้แค่ให้กำลังใจชาวบ้าน แล้วเรียกแกนนำชาวบ้านมาทำความเข้าใจ เพื่อให้แกนนำเหล่านี้มีกำลังใจ มีสติช่วยกันทำงาน มีการสำรวจข้อมูลความเสียหาย จัดทำแผนขอความช่วยเหลือจากอำเภอ โดยมีการประชุมสภาอบต. กันในพื้นที่เลยทีเดียว ทำให้สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าไปได้
“ จากนั้นไม่นาน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาต่อยอด ชวนคิด ชวนคุย เรื่องรับมือกับภัยพิบัติแบบยั่งยืน โดยเรามีความคิดว่า การรับมือภัยพิบัติต้องทำแบบองค์รวม คือต้องวางแผนให้ครอบคลุมถึงการจัดการธรรมชาติ เราจึงมีการสำรวจข้อมูล ทั้งการตั้งถิ่นฐาน พื้นที่ทำมาหากิน(เพาะปลูก) ป่า แหล่งน้ำ แล้วนำข้อมูลไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น และการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ ให้สอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แม้แต่เรื่องการซ่อมแซมบ้าน เราคิดว่าต้องมีกองทุนป่าไผ่และกองทุนหญ้าคา ซึ่งเป็นวัสดุในท้องถิ่นที่ชาวบ้านทุกคนใช้ซ่อมแซมบ้านอย่างชำนาญ ” นายกยาพีกล่าว
นายสมพงศ์ เจาะเส็น นายกอบต.แม่สรวยบอกว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองมากขึ้น ไม่รอคนมาช่วยเหลืออย่างเดียว หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนก็หันมาร่วมมือกันมากขึ้น จนเรารู้สึกว่ายามเกิดภัยพิบัติ เงินเป็นเรื่องรอง ความร่วมมือเป็นเรื่องหลัก อย่างไรก็ดีถ้าเราคิดจะช่วยตนเองให้มากที่สุด กองทุนก็เป็นเรื่องจำเป็น เราจึงได้ตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” ขึ้น โดยมีทุกภาคีในท้องถิ่นช่วยกันสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกชนิด ไม่จำเพาะแต่แผ่นดินไหวเท่านั้น
นายปิยเนตร เขตสมุทร รองประธานมูลนิธิมดชนะภัย ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวะและเข้ามาหนุนเสริมการฟื้นฟูผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ให้ความเห็นว่า พลังที่สำคัญที่สุดในการรับมือภัยพิบัติคือ พลังของชุมชน ไม่ใช่คนนอก เพราะเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เชื่อว่าชาวบ้านมีพลังเพียงพอที่จะรับได้ แต่ขาดความรู้ ทุนและโอกาส พอเกิดภัยชาวบ้านก็จะถูกกันเป็นผู้ประสบภัยต้องรอรับอย่างเดียวทั้ง ๆ ที่เขามีพลังอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้นต้องเปลี่ยนจากผู้ประสบภัยให้เขาเป็นผู้จัดการกับภัยพิบัติจึงจะแก้ปัญหาได้ โดยคนนอกทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุน ที่เชียงรายเราได้ร่วมกันสร้าง “สล่าชุมชนหรือช่างชุมชน” ให้เขาช่วยเหลือกันเอง ตลอดจนรวบรวมช่างชุมชนจากทั่วประเทศมาร่วมกันทำงานจนปัจุบันมี “สล่าชุมชนถึง 80 คน”
“ที่น่าสนใจคือ บ้านราษฏร์ที่เสียหาย ซึ่งเราทำงานด้วยมีประมาณ 1,600 หลัง เป็นฝีมือสล่าชุมชนช่วยกันซ่อมถึง 1,300 หลัง” ปิยเนตรกล่าว
ครูแดง หรือเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการประสานองค์กรต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่และจากทั่วประเทศให้มาร่วมกันทำงานทั้งสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนและภาครัฐ ฯลฯ ครูแดงบอกว่า หัวใจสำคัญของการรับมือและจัดการกับภัยพิบัติคือ “ความร่วมมือ” ทุกภาคส่วนจะต้องนำความถนัดและประสบการณ์ของตนเองออกมาสนับสนุนชุมชนในลักษณะของการบอกให้ชุมชนทำเองเป็น หรือทำให้ชุมชนช่วยตัวเองให้ได้
“การจัดการภัยพิบัติยังต้องทำควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยการนำข้อมูลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มาวางแผน ทุกวันนี้ธรรมชาติถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์ จนธรรมชาติรับไม่ไหว ภัยรูปแบบต่าง ๆ จึงตกกับมนุษย์ผู้ทำลาย ดังนั้นการวางแผนเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติต้องทำควบคู่กับการวางแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”
นายประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงรายบอกว่า หลังแผ่นดินไหวเพียงหนึ่งวัน เราก็ประสานสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 16 ตำบล ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพื่อประชุมวางแผน โดยเริ่มจากลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหาย พร้อมกับประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ หลังจากที่ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าคลี่คลายลงก็ได้ทำการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อนำไปสู่การวางแผนในระยะยาว
“เราให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้จัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง พึ่งภายนอกให้น้อยที่สุด ในการทำงานเราจะใช้พื้นที่ประสบภัยทั้ง 16 ตำบล เป็นพื้นที่นำร่อง ทุกตำบลจะต้องสำรวจข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลไปสู่การวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว” ประนอมกล่าว
การดำเนินในระยะเร่งด่วนของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ก้าวแรกคือการสำรวจข้อมูล จนทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลชุมชนถึง 1,629 เครือข่าย จากนั้นก็กำหนดหลักเกณฑ์ คัดกรองผู้เดือดร้อน จัดทีมลงช่วยเหลือในชุมชน มีการสร้างทีมช่างชุมชน ลงซ่อมสร้างบ้านให้กับชาวบ้าน
จากนั้นได้มีการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติระดับตำบลขึ้น 16 ตำบล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน แล้วเชื่อมร้อยเป็นศูนย์จัดการภัยพิบัติภาคประชาชน จ.เชียงราย โดยแต่ละตำบลจะต้องจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติเช่น กำหนดพื้นที่ปลอดภัย มีกำลังอาสาสมัคร มีอุปกรณ์สื่อสาร และที่สำคัญจะต้องมีกองทุนภัยพิบัติ
นายประนอม กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ทำงานระดับตำบล ทุกแห่งมีความคิดร่วมกันว่า การจัดการภัยพิบัติมิได้มุ่งรับมือแต่เฉพาะแผ่นดินไหวแต่ต้องรับมือได้กับภัยทุกประเภท น้ำท่วม แล้ง ดินถล่ม ฯลฯ ดังนั้นการจัดทำแผนภัยพิบัติต้องทำควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องอาศัยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น ซึ่งแผนการฟื้นฟูนี้จะนำไปสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น และประมวลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในที่สุด
ภัยพิบัติมีแนวโน้มที่จะรุนแรงหลากหลายรูปแบบและเกิดบ่อยขึ้น แม้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเรื่องจำเป็น แต่ตัวแปรสำคัญต้องเป็นชาวบ้าน ดังนั้นต้องไม่ทำให้ชาวบ้านเป็นผู้ประสบภัยที่รอรับการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเชื่อมั่นพลังของชุมชน ทำให้ชุมชนเป็นผู้จัดการภัยพิบัติ โดยพลังของเขาเอง


