พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1106

IMG 6571 resizeIMG 6592 resize

สมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) พูดไว้ว่า “ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่ดินจึงเป็นหลักประกันความมั่นคงในการทำมาหากิน ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น”

          เรื่องที่ดินเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังมานาน และยังไม่มีหน่วยงานไหนมีการจัดทำข้อมูลด้านที่ดินได้อย่างเป็นระบบและถูกต้อง แม้แต่กรมที่ดิน และหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็ขาดระบบข้อมูลอันเป็นที่น่าเชื่อถือได้ และด้วยการขาดข้อมูลที่ชัดเจนนี้เอง เป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่เป็นธรรมนำมาซึ่งความไม่มั่นคงในที่ดินของคนไทย และด้วยความเป็นผู้กุมระบบข้อมูลเรื่องที่ดินนี่เองจึงทำให้การวางแผนการใช้ที่ดินหรือการที่รัฐจะประกาศอะไรออกมาจึงมักทำที่ส่วนกลาง เพียงการนั่งขีดเส้นบนแผนที่อยู่ที่กรุงเทพ (ส่วนกลาง) ก็จะทำให้ชีวิตประชาชนในต่างจังหวัดพลิกผันได้ในชั่วพริบตา

          ผมจะขอแบ่งปัญหาเรื่องที่ดินออกเป็นสองประเภทคือ 1.) ที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตหมู่บ้าน เขตเมือง ซึ่งประชาชนตั้งถิ่นฐานมาช้านาน ความไม่มั่นคงของที่ดินประเภทนี้จะเกิดจากการกว้านซื้อที่ดินของนายทุน นักการเมือง หรือนายหน้าของนายทุนต่างชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากที่ดินบริเวณนั้นมีโครงการขนาดใหญ่ หรือมีแผนพัฒนาของรัฐด้วยแล้วละก็ การกว้านซื้อที่ดินจะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยที่ชาวบ้านไม่รู้ข่าวคราวมาก่อน ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านหลายจังหวัด ทุกภาค พบว่าที่ดินจำนวนมากถูกขายไปแล้ว นี่เป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นในทุกจังหวัดเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าโรคระบาด ยิ่งในปัจจุบันที่ดินมีราคาสูงขึ้น โอกาสที่จะซื้อที่ดินหรือไถ่ถอนคืน ยิ่งเป็นไปได้ยากยิ่ง

          อีกประเภทหนึ่งคือที่ดินในเขตป่า เกาะ ทั้งที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เดิม แล้วทางการประกาศทับที่ หรือป่าเสื่อมสภาพซึ่งชาวบ้านบุกรุกเข้าไปอยู่ในภายหลัง ที่ดินประเภทนี้ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรดังนั้นเมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับรัฐคราใด ชาวบ้านจะเป็นผู้แพ้เสมอ เพราะรัฐอาศัยกฏหมายและข้อมูลจากรัฐเท่านั้น อีกทั้งการต่อสู้คดีเรื่องที่ดิน ต้องอาศัยหลักฐานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการตั้งถิ่นฐาน ต้นไม้ อาสินที่ปลูก พื้นที่ทางจิตวิญญาณ ฯลฯ ในขณะที่ศาลไทยยอมรับเฉพาะเอกสารข้อมูลและกฏหมายของทางราชการเท่านั้น ดังนั้นคราใดที่รัฐมีนโยบาย จะนำที่ดินตรงไหนไปทำอะไร จะประกาศเขตอะไรขึ้นมา ชาวบ้านจึงเป็นผู้เสียเปรียบเสมอมา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การกว้านซื้อที่ดินโดยนายทุนก็ยังเกิดขึ้นกับที่ดินประเภทนี้ด้วยเช่นกัน เพราะราคาถูกกว่า แถมจะได้ที่ดินมากกว่าที่ซื้อเพราะมีการบุกรุกถางป่าเพิ่มขึ้นในภายหลัง

          ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมามีชาวบ้านซึ่งประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รวมตัวกับแก้ปัญหาพัฒนาประสบการณ์กันอย่างต่อเนื่อง จนได้ข้อสรุปว่า “การจัดการข้อมูลเรื่องที่ดินต้องทำโดยชุมชนและท้องถิ่น แล้วพัฒนาข้อมูลนั้นไปสู่การจัดทำผังที่ดินรายแปลงและผังที่ดินรวม แล้วยกระดับไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดิน

          นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ต.แม่ออน อาศัยอยู่ในเขตป่ามาช้านาน จนมีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างพึ่งพาต่อกัน แต่รัฐอนุญาตให้ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินบนที่ดินเพียงประมาณ 5,000 ไร่ เท่านั้น เราพยายามต่อสู้เรื่อยมาเพราะมีพี่น้องเราอีกจำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตป่าอีกประมาณ 9 พันไร่

          “ เราจึงทำการสำรวจข้อมูลทั้งหนึ่งหมื่นสี่พันไร่ แล้วทำผัง วางกฏระเบียบให้สอดคล้องกับอาชีพของชาวบ้านบนหลักการของการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน เราเคยเรียกร้องให้มี พ.ร.บ.ป่าชุมชน แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นที่เราทำที่แม่ทาก็คือ เราจำลองให้เห็น พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับแม่ทานั่นเอง ซึ่งในที่สุดรัฐก็ยอมรับและอนุญาตให้เราใช้ที่ดิน 9 พันกว่าไร่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยนายกรัฐมนตรีเดินทางมามอบเอกสารสิทธิ์ทำกินให้เราเมื่อเดือนเมษายน 58 ที่ผ่านมา เราใช้เวลาสร้างอำนาจ สร้างความรู้ สร้างรูปธรรมจากข้างล่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงข้างบน” กนกศักดิ์กล่าว

          การแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยใช้การจัดทำข้อมูลที่ดินโดยชุมชนหรือ “การแก้ปัญหาที่ดินแนวใหม่” ซึ่งสนับสนุนโดย พอช.นั้นเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่สำคัญของชาวบ้านในปัจจุบัน ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินการกว่า 1,700 ตำบล ปัจจุบันได้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ในการนำระบบ TCNAPGIS หรือการพัฒนาข้อมูลพื้นฐานตำบลด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศ มาสนับสนุนการจัดทำข้อมูลชุมชนและท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บนความเชื่อมั่นว่าการจัดทำข้อมูลที่ดินต้องทำโดยชุมชนร่วมมือกับท้องถิ่น จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรข้อมูลไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย

          อีกด้านหนึ่งได้มีการผลักดันเชิงนโยบายการแก้ปัญหาที่ดินโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ฯ  มี นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เป็นประธาน ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการของสภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้ว 2 เรื่องคือ เรื่องโฉนดชุมชนและกองทุนที่ดิน (ธนาคารที่ดิน) ซึ่งอยู่ในระหว่างยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ

          ว่ากันจริง ๆ แล้ว กว่าจะเป็นโฉนดชุมชนและกองทุนที่ดินที่นำเสนอโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ฯ ในวันนี้ แนวคิด องค์ความรู้และการปฏิบัติจริงก็มาจากชุมชน ไม่ต่างกับการเคลื่อนงานแก้ปัญหาที่ดินแนวใหม่ที่สนับสนุนโดย พอช.ดังกล่าวข้างต้น

          ทั้งนี้เพราะเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เนื่องจากอำนาจในการจัดการรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางหลายกระทรวงหลายกรมกองที่ขาดการประสานงานซึ่งกันและกัน ทำให้การถือครองที่ดินไม่เป็นธรรม ประชาชนร้อยละ 90 ถือครองที่ดินเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ต่อคน ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 10 ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ต่อคน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตนเองและยังมีประชาชนกว่า 1.2 ล้านครอบครัวอาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ทำกิน จึงเสนอให้มีการออกโฉนดชุมชน และตั้งกองทุนที่ดิน เพื่อจัดหาที่ดินให้กับคนจนเช่าหรือเช่าซื้อ กองทุนที่ดินจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้คนจนมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

          จะว่าไปแล้วแนวทางการแก้ปัญหาทั้งที่ถูกนำเสนอผ่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม (โฉนดชุมชนและกองทุนที่ดิน)  และที่สนับสนุนการทำงานโดย พอช.และสสส. (การแก้ปัญหาที่ดินแนวใหม่) ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ทำกินให้กับคนจน โดยอาศัยเครื่องมือสำคัญเดียวกันนั้นคือการจัดทำระบบข้อมูลโดยชุมชนท้องถิ่น หากมีการประสานเข้าหากันเชื่อว่าจะเกิดพลังในการผลักดันสู่การแก้ปัญหาระดับนโยบายได้ดียิ่งขึ้น เป็นการร่วมกันคิด แยกกันทำ สู่เป้าหมายเดียวกัน

         

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter