
กลางพฤษภาคม ที่ผ่านมา ชาวบ้านตำบลใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน พวกเขามีผลงานการผลิตผักอินทรีย์มาบอกเล่าเรื่องราวแก่คนภายนอกให้ได้รับฟัง น้ำเสียงหวานๆ เชื้อเชิญอย่างมีมิตรไมตรี จากพี่ฑิฆัมพร กองสอน ชาวบ้านคนเดียวที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้เข้าไปในนามตัวแทนคนจังหวัดน่าน

เมื่อถึงบริเวณที่จัดงาน ภาพที่เห็นชวนให้ตื่นใจอย่างยิ่ง คนมาร่วมงานจำนวนมาก แผงผักอินทรีย์สองแถวยาว อันเป็นผลผลติตจากแปลงอินทรีย์ของชาวบ้านวางไว้ให้ผู้มาร่วมงานได้เลือกซื้อหา
ส่วนราชการและเอกชนมากันแทบจะกล่าวได้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิสัมมาชีพ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ภาคีคนฮักเมืองน่าน หอการค้าจังหวัดน่าน บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน หน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถาน กรมป่าไม้ เกษตรอำเภอนาน้อย สาธารณะสุขอำเภอนาน้อย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 7 วิทยาลัยชุมชนจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนตำบลบัวใหญ่ ฯลฯ หน่วยงานที่มากมายขนาดนี้ หากไม่ใช่ความสามารถในการประสานงานของ พี่ฑิฆัมพร กองสอน และหากชุมชนไม่มีพื้นที่ฐานที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็คงยากจะประสานความร่วมมือขนาดนี้ได้
พี่ฑิฆัมพร กองสอน เล่าว่า ตำบลบัวใหญ่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น ข้าวโพดโดยใช้สารเคมีในการทำเกษตรเต็มพื้นที่ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของสาธารณะสุขพบว่า คนบัวใหญ่เป็นมะเร็งสูงที่สุดในจังหวัดน่าน และจากการสำรวจข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำแผนชุมชนพบว่า ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรสูงมาก จะกินจะใช้ภายในครอบครัวต้องซื้อทั้งหมด อีกทั้งยังทำให้อากาศแห้งแล้งและดินเสื่อมสภาพ
“เราพยายามนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่การจัดทำแผนชุมชน เปลี่ยนระบบการเกษตร โดยการลดปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วแบ่งที่ดินมาปลูกพืชสวนครัว รณรงค์ให้ลดการใช้สารเคมีเพื่อลดค่าใช้จ่ายและถนอมสุขภาพให้ดีขึ้น จนกระทั่งปี 2549 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการส่งเสริมความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในชนบท (บ้านมั่นคง) จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดินก็ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่า ปัญหาของคนบัวใหญ่คือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นที่มาของหนี้สินและความยากจนของคนในชุมชน”
พี่ฑิฆัมพร กองสอน เล่าอีกว่า ในปี พ.ศ.2556 ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสัมมาชีพ พอช. มูลนิธิปิดทองหลังพระ และภาคเอกชน ทำโครกงาร 1 ไร่อินทรีย์ขึ้น ขณะนี้มีชาวบ้านสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 200 ราย รวม 400 กว่าไร่ จากทั้งหมด 8 หมู่บ้าน โดยหนึ่งไร่จะเน้นปลูกพืชอาหารไว้กิน เหลือค่อยขาย และไม่ลืมที่จะปลูกพืชสมุนไพรด้วย ซึ่งการทำเกษตรเช่นนี้ จริงๆ แล้วชาวบ้านมีความถนัดอยู่แล้ว เพราะเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวชนบท แต่มาละทิ้งไปเมื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวถาโถมเข้าสู่ชุมชนนี่เอง ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่า โครงการ “1ไร่ อินทรีย์”นี้ จะทำให้คนมีอาหารปลอดภัยบริโภค ไม่ต้องซื้อเขากิน มีรายได้เพิ่ม และร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี
“ขณะนี้ เรามีหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนโครงการหลายราย เช่น สาธารณะสุขตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล เกษตรอำเภอ เป็นต้น ทุกครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องมีกติการ่วมกัน โดยสมาชิกต้องเจาะเลือดตรวจสารเคมีในกระแสเลือด และต้องทำบัญชีครัวเรือน รวมถึงปลูกพืชเพื่อกินที่หลากหลาย” ฑิฆัมพรเล่าต่อ
จากการเริ่มต้นเช่นนี้เองจึงทำให้เกษตรกรจำนวนมาก ได้ตัดสินใจทำการเกษตรอินทรีย์หนึ่งในนี้คือ คุณสมฤทธิ์ ต๊ะติ๊บ วัย 50 ปี ที่ยืนยันและเชื่อมั่นอย่างมากต่อสิ่งที่ทำ ชีวิตประจำวันของเขาที่นี่ ทุกเช้าเขาจะเก็บผักในสวนใส่ตะกร้าและห้อยท้ายรถมอเตอร์ไซต์ออกขายตามหมู่บ้านและมีคนรับซื้ออย่างพ่อค้าทั่วไป ตามปกติ ไม่เห็นผักอินทรีย์จะไม่เป็นที่นิยม ตรงข้ามชาวบ้านชอบผักของเขาเพราะรู้ว่าเป็นผักปลอดภัย และคุณสมฤทธิ์ก็ยืนยันว่า ทำให้เขาสุขภาพดี
ลุงยงยุทธ ตะติ๊บ อายุ 65 ปี แห่งบ้านสันพยอม ต.บัวใหญ่ เล่าว่า หน้าบ้านได้ปลูกพืชสวนครัวไว้กิน มีทั้งตะไคร้ ไผ่ มะกรูด ผักต่างๆ ส่วนไม้ผลก็มี มะม่วง มะละกอ รวมๆ แล้วเกือบร้อยชนิด และยังแบ่งที่ไว้เลี้ยงไก่ หมู เป็นรายได้เสริม เท่าที่ปลูกไว้ก็กินไม่หมด ยังเก็บขายได้วันละประมาณ 200 บาท
“พออายุมากขึ้นจะทำไร่ข้าวโพดมากๆ แบบเมื่อก่อนก็ไม่ไหว เมื่อก่อนพอขายข้าวโพดได้ก็เหลือเงินไม่มาก แถมยังต้องจ่ายเงินซื้อของกินทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้ทำสวนครัวที่บ้าน ทำให้ชีวิตยามชรามีความสุขมาก ผมทำเพราะทำแล้วมีความสุข ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อของกิน แถมยังมีเงินไหลเข้ากระเป๋าอีกด้วย” ลุงยงยุทธเล่าอย่างมีความสุข
ส่วนลุงนเรศ ศรีนะ อายุ 51 ปี อยู่หมู่ที่ 2 ต.บัวใหญ่ เล่าว่า ได้แบ่งพื้นที่ไร่เศษมาปลูกพืชสวนครัวทุกชนิด ทั้งฟักทอง ผักหวาน แค เสาวรส พริก มะเขือ ฯลฯ โดยการต่อท่อสปริงเกอร์ปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักทุกๆ เช้าเย็น
“ผมเข้าโครงการ 1 ไร่อินทรีย์ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องดี ทำแล้วมีความสุข มีอาหารปลอดภัยกินทุกวัน และยังเหลือขายทุกวัน แรกๆ ก็แบ่งปันเพื่อนบ้านได้กินกันทั่วหน้า แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่พอทำไปแล้ว ก็มีเพื่อนบ้านมาถามหลายคน ก็กลับไปทำที่บ้านของตัวเอง”
งานวันนี้ไม่เพียงได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเท่านั้น แต่โรงพยาบาลอำเภอนาน้อยยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือการรับซื้อผักปลอดภัยจากสมาชิกกลุ่มเกษตร 1 ไร่อินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ โดยหวังว่าจะเป็นฐานสำคัญในการเปิดตลาดเกษตรอินทรีย์ให้ขยับขยายและมีตลาดที่แน่นอนมากขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อแขกผู้มาเยือนได้เลือกซื้อผลิตผลที่ล้วนเป็นอาหารปลอดภัย สุมนไพรไร้สาร ทั้งสดใหม่ และมีคุณค่า ทางกลุ่มสมาชิกเครือข่ายเกษตรกร 1 ไร่อินทรีย์ ยังได้นำแขกต่างบ้านต่างเมืองไปชมกระบวนการจัดการน้ำ ที่เรียกว่า "การตะบันน้ำ" (การใช้แรงดันน้ำอัดกับกระบอกลม ดันน้ำขึ้นสู่ที่สูง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำไหลจึงจะสามารถดันน้ำขึ้นไปได้) ในพื้นที่การเกษตรของพวกเขา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัวใหญ่มีความภาคภูมิใจ เพราะสามารถจัดการให้มีน้ำใช้การเกษตรในหน้าแล้งได้ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแม้สักน้อยเดียว เกษตรกรใช้น้ำได้อย่างมีคุณค่าที่สุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อได้เห็นกระบวนการทำงานและเรื่องเล่ามากมายของเกษตรกรแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหน่วยงานต่างๆ มากมายถึงได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่นี่อย่างไม่ขาดสาย แม้เส้นทางจะยาวไกลมิใช่เล่นก็ตาม


