พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1952

ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้รัฐบาลแจ5555 resizeงงบประมาณปี 2559 จำนวน 2.7 ล้านบาท  มีอยู่ช่วงหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงหน่วยงานที่มีการจ่ายงบประมาณล่าช้าอันเนื่องมาจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พูดถึงการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองหรือบ้านมั่นคง  ที่รับผิดชอบโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  กระทรวงการพัฒนาสังคมความมั่นคงของมนุษย์  ว่ามีความล่าช้าทำให้มีงบค้างจำนวนห้าพันกว่าล้านบาท

          นายกยังพูดอีกว่า “คนจนเราต้องทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คนจนที่อยู๋ในเมืองทำไมถึงย้ายออกไม่ได้ สร้างตึกให้อยู่แรกๆ อาจไม่คุ้นเคยพออยู่ไปก็ปรับตัวได้

          การพูดของนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุม สนช. ในวันนั้นประชาชนทั่วๆ ไปที่ได้ฟังบางคนอาจไม่ได้คิดอะไร บางคนอาจคิดว่าดีเพราะสามารถแก้ปัญหาชุมชนแออัดหรือที่พวกเขาเรียกว่า “สลัม” ให้หมดไปได้  แต่สำหรับชาวชุมชนแออัดแล้วพวกเขาไม่คิดอย่างที่นายกคิดแน่นอน 

          ชุมชนแออัดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและ44 resizeตามเมืองต่างๆ เป็นผลพวงของการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด  ทำให้ชาวชนบทยากจนทิ้งบ้านทิ้งช่องเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง โดยเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐและเอกชนที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าและพื้นที่ริมคลองต่างๆ

          ในปี 2525 เศรษฐกิจมีการขยายตัวทำให้ที่ดินในกรุงเทพ มีราคาสูงขึ้น เอกชนต้องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ  จึงมีการไล่รื้อชาวชุมชนด้วยวิธีการรุนแรง ทั้งเผา และใช้กำลังไล่รื้อ เช่น การไล่รื้อชุมชนบางอ้อ บ่อนไก่ และชุมชนในซอยมหาดไทย เป็นต้น

          ปัญหาชุมชนแออัดมีความสลับซับซ้อนและกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย รัฐแก้ปัญหาโดยการให้การเคหะสร้างแฟลตให้ชุมชนอยู่อาศัย  โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมกับแหล่งทำงานหรือการประกอบอาชีพของชาวบ้านจึงทำให้การแก้ปัญหาโดยสร้างเฟลตล้มเหลวตลอดมา

          ในขณะนี้รัฐและคนทั่วไปในสังคมมองว่าชุมชนแออัดว่าเป็นสลัม ทำให้เมืองไม่น่าอยู่เป็นแหล่งอาญชญากรรม และยาเสพติด  จึงต้องทำให้สลัมหมดไปจากเมือง

          จนกระทั่งปี 2535 รัฐบาล นายอานันท์ ปัญยารชุน  ได้อนุมัติงบประมาณ 1,250 ล้านบาท ตั้ง “กองทุนพัฒนาคนจนในเมือง”  และตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) เป็นหน่วยงานอิสระ ในสังกัดการเคหะแห่งชาติ  เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมือง  โดยเปิดโอกาสให้คนจนในเมืองเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน

          ก่อนหน้าที่จะมีการตั้ง พชม. ได้มีนักพัฒนาเอกชนเข้าไปทำงานกับชุมชนแออัดอยู่บ้างแล้ว  โดยเน้นให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างครบวงจรไม่เพียงการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยเท่านั้น เช่น ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน เป็นต้น ซึ่งได้พัฒนาไปสู่เครือข่ายสลัม 4 ภาคในเวลาต่อมา เพื่อยกระดับงานพัฒนาชุมชนแออัดไปสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย

          ในส่วนของ พชม. นั้นได้สนับสนุนให้ชาวชุมชนสร้างความเข้มแข็งโดยใช้การออมทรัพย์เป็นเครื่องมือ แล้วอาศัยความเข้มแข็งนี้ไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยต่อไป  ซึ่งตลอด 8 ปี (2535 – 2543) ที่ พชม. ดำเนินงานได้สนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยโดยชุมชนแออัด 50 โครงการ ประมาณหนึ่งพันกว่าหน่วย จากนั้นก็มีการยุบรวม พชม. และกองทุนพัฒนาชนบท ตั้งเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา

          ปลายปี 2545 (ราวๆ เดือนตุลาคม 2545) นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิน ชินวัตร) ได้ไปเยือนประเทศรัสเซีย  ซึ่งได้ไปดูงานการแก้ปัญหาชุมชนแอออัดในรัสเซียเมื่อเดินทางกลับก็มอบนโยบายนี้ให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการ  ซึ่งนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมว.พม. ได้เชิญผู้บริการการเคหะและ พอช. ไปหารือ  ซึ่งการหารือในครั้งนั้น การเคหะได้เสนอแนวทางในการสร้างบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยในเมือง เช่น คนขับแท็กซี่ คนทำงานรับจ้างทั่วไป โดยให้ชื่อว่า “บ้านเอื้ออาทร”  ซึ่งในการดำเนินงานบ้านเอื้ออาทร การเคหะแห่งชาติ เป็นผู้สร้างบ้านเอง

          ในขณะที่ พอช. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนแออัดโดยอาศัยประสบการที่เคยทำงาน 8 ปี ที่ผ่านมาของ พชม.  โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของและดำเนินโครงการเองภายใต้โครงการ “บ้านมั่นคง” 

          กล่าวเฉพาะโครงการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองหรือบ้านมั่นคงได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ดำเนินการโดยการนำร่อง 10 ชุมชน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2546 พร้อมอนุมัติงบประมาณ 146 ล้านบาท  และมีการดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  สามารถแก้ปัญหาชุมชนแออัดได้กว่าเก้าหมื่นครอบครัว  ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับระยะเวลาทำงานร่วม 10 ปี ทั้งนี้เพราะบ้านมั่นคงไม่เพียงการสร้างบ้านแต่เป็นการสร้างชุมชนเข้มแข็งควบคู่กันไป

          กล่าวคือบ้านมั่นคงถือหลักว่า “ชาวบ้านต้องเป็นเจ้าของโครงการและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเอง”  ไม่ใช่หน่วยงานใดมาสร้างบ้านให้  เพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกรักและหวงแหนที่อยู่อาศัยของตนเอง  และในการสร้างบ้านนั้นได้มีการสนับสนุนให้มีการสร้างระบบต่างๆ ของชุมชนควบคู่ไปด้วย เช่น ระบบกองทุนชุมชน ระบบสวัสดิการชุมชน ระบบการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน เด็ก คนชรา ตลอดจนระบบสิ่งแวดล้อมในชุมชน

          เพื่อให้การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนบรรลุเป้าหมายตามแนวคิดดังกล่าว ทุกคนต้องมีส่วนร่วมกับทุกระบบของชุมชน  โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจอุดมการณ์ของบ้านมั่นคงที่ว่า เราสร้างบ้านและสร้างชุมชนโดยชาวบ้านเอง  จากนั้นจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ  มีการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน  และข้อมูลอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การวางแผนตัดสินใจร่วมกันในเรื่องต่างๆ จากนั้นทุกคนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องร่วมกันออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนสมทบในการสร้างบ้านและยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  ผังชุมชนแปลนบ้านทุกคนต้องมีบทบาทสำคัญในการคิด และตัดสินใจ  และหากจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นทุกคนต้องเป็นผู้หาซื้อที่และตัดสินใจเลือกเองเพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพการอยู่อาศัยและการเรียนของลูกหลาน  แม้แต่การสร้างบ้านทุกคนก็เป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะจ้างหรือสร้างเอง

          ส่วนบทบาทของหน่วยงานอย่าง พอช. ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของชุมชน เช่น การประสานงาน เจรจากับของที่ดิน เป็นต้น ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงาน  ซึ่งแบ่งเป็นงบให้เปล่าเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และงบสนับสนุนเข้มแข็ง และงบด้านสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านและซื้อที่ดิน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี

       

7777

  จากประสบการณ์สิบกว่าปีของโครงการบ้านมั่นคงนอกจากได้สร้างองค์ความรู้ด้านการสร้างบ้านแล้วยังได้เกิดองค์ความรู้ในการจัดการชุมชน การจัดการเมืองโดยชุมชนอีกด้วย  เป็นการสร้างบ้านที่ได้มากกว่าคำว่าบ้านอย่างแท้จริง  จนผู้ปฏิบัติงานและชาวบ้านมองว่าระบบการสร้างบ้านแบบเดิมที่มีคนสร้างให้จะไม่กลับมาอีกแล้ว  และใครคิดเช่นนั้นจะนับว่าล้าหลังต่องานพัฒนาเมืองเป็นอย่างยิ่ง

          แต่ในที่สุดแนวคิดเดิมๆ นั้นก็หลุดออกจากปากผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรี ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าหากนายกจะนำระบบเดิมกลับมาใช้อีกครั้งมันจะทำลายอะไรลงไปบ้าง  มันเป็นการถอยหลังเข้าคลอง  และชาวบ้านคงไม่ยอมสูญเสียความรู้ และประสบการณ์ที่สั่งสมมานับสิบปีไปอย่างแน่นอน  และนายกควรรับทราบด้วยว่า นวัตกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยชุนแออัดที่เป็นอยู่ในไทยนับว่าก้าวหน้า แต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางมาดูงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

          แน่นอนเงินค้างท่อและระบบต่างๆ ในการทำงาน พอช.คงต้องทบทวน เช่น การกระจายให้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาคีพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่มาเป็นองค์กรพี่เลี้ยงมากขึ้นหรือไม่  การพัฒนาทั้งเมืองควรทำให้มากขึ้นหรือไม่ หรือแม้แต่การแยกการบริหารเรื่องการพัฒนาเมืองออกจากระบบปกติของ พอช. ก็อาจจะต้องนำมาคิดด้วย เรื่องนี้คนใน พอช.ต้องร่วมกันคิดและร่วมกันหาทางออก

          อย่าปล่อยให้เรื่องเงินค้างท่อกลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลเพื่อล้มเลิกแนวคิดและอุดมกรณ์ของการพัฒนาที่สั่งสมประสบการณ์มานับสิบปี

          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter