
ในช่วงของการปฏิรูปที่ผ่านมา เรื่องคุณธรรมที่หมายรวมถึงจริยธรรม ธรรมาภิบาล และจรรยาบรรณ เป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความเห็นชอบเป็นเรื่องแรก ๆ มีการเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหลายหมวดหลายมาตรา โดยเขียนสอดแทรกไว้ในเรื่องต่าง ๆ ครบถ้วน ทั้งเรื่องการเมือง การศึกษาและสิทธิพลเมือง ฯลฯ
ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติไว้ ขยายความในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่า สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติประกอบด้วย คณะมนตรีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ จำนวน 5 คน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจำนวน 50 คน ที่ประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งประเทศไทย (สมัชชาเชิงพื้นที่/ประเด็น) และสำนักงานคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ ที่ยกระดับมาจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดิม ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ เรื่องคุณธรรมจะมีโฉมหน้าใหม่ที่มีเขี้ยวเล็บ มีแนวคิด มีหลักการ แนวปฏิบัติที่ครบถ้วน
แต่มาถึงวันนี้เรื่องคุณธรรมที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเสนอให้ตัดออก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามว่า การขับเคลื่อนเรื่องคุณธรรมจะไปได้แค่ไหน ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ
ผมเห็นว่า เรื่องคุณธรรม (คุณความดี) จริยธรรม (ข้อปฏิบัติที่มีศีลธรรม) ธรรมาภิบาล (การปกครองด้วยคุณธรรม นิติธรรม ซื่อตรง โปร่งใส มีประสิทธิภาพและเกิดการมีส่วนร่วม) และจรรยาบรรณ (ประมวลความพฤติที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณและชื่อเสียง ซึ่งอาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้) ไม่ได้สำคัญอยู่ที่ว่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือตราออกมาเป็นกฏหมายหรือไม่ การทำให้สังคมมีคุณธรรม มีจริยธรรม ธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณ กฏหมายอาจเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น แต่หัวใจหรือตัวชี้ขาดของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญหรือกฏหมาย
เรื่องคุณธรรมเป็นนามธรรมและจับต้องได้ยาก มองไม่เห็นแบบตรง ๆ การจะบอกว่า คนนี้เป็นคนมีคุณธรรม เป็นคนมีศีลธรรม เป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนมีวินัย เป็นคนรักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด ฯลฯ มันบอกได้ยาก สัมผัสได้ยาก แต่ถ้าเราได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมหรือทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ เราจะสัมผัสกับคุณธรรมดีนั้นได้ด้วยตัวเราเอง และจะนำไปสู่ความตระหนักได้ไม่ยากว่า ชุมชนเรา ประเทศเรา ต้องการคนแบบนี้ นักการเมืองแบบนี้ ข้าราชการแบบนี้ เพื่อนร่วมชุมชน เพื่อนร่วมชาติแบบนี้ และตระหนักต่อไปว่า เรื่องคุณธรรมคือพื้นฐานสำคัญที่ทุกคน ทุกอาชีพต้องมี
หลาย ๆ ประเทศ รัฐบาลของเขาเห็นความสำคัญจึงมีนโยบายและทิศทางในการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้น ในแต่ละเรื่อง จนเป็นอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมของคนในประเทศ เช่น คนจีนเด่นเรื่องกตัญญูรู้คุณ ญี่ปุ่นเด่นเรื่องการมีวินัยของคนในชาติ แต่คนไทยกลับมีอัตลักษณ์ในด้านลบ เช่น ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ชั่วชั่งชีดีช่างสงฆ์ ธุระไม่ใช่ ฯลฯ
ดังนั้นคุณธรรมคือรากหรือที่มาของสังคม ที่จะเป็นตัวกำหนดเรื่องอื่น ๆ ทั้งการกินอยู่ การทำงาน การมีชีวิตร่วมกันในสังคม ที่จะต้องร่วมกันสร้างแต่ในสิ่งดี ๆ ให้กลายเป็นอัตลักษณ์หรือเป็นวิถี หรือเป็นวัฒนธรรม (ก็ตามแต่) ของคนในชาติให้ได้ เพราะการไม่มีรากที่เข้มแข็ง ก็จะล้มได้ง่าย หรือการไม่รู้ที่มาก็ไม่อาจกำหนดที่ไปที่ถูกทางได้ และจะถูกชักจูงหรือถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมอื่นได้ง่าย
หลาย ๆ ประเทศเขามีมาตราการในการป้องกันหรือเฝ้าระวังวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ไม่ดี ที่ขัดกับหลักคุณธรรม ไม่ให้เป็นอันตรายต่อคนในชาติ ต่อลูกหลาน แต่ไทยเราจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ล่อแหลมเข้ามามีอิทธิพลอยู่เหนือคนไทย จนคนไทยยุคปัจจุบันมีแต่อัตลักษณ์ที่ไม่ดี มีค่านิยมที่ไม่ดี เช่น “นักการเมือง ข้าราชการจะโกงก็รับได้ แต่ต้องแบ่งปันให้ถึงเราด้วย” เหล่านี้เป็นต้น จึงทำให้ระบบคดโกงคอรัปชั่นมีอยู่ทุกวงการ
ได้ศึกษาแนวทางการทำงานของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มีอยู่ข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ ต้องการให้หน่วยงานทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ได้เชื่อมโยงกับทั้งระบบ มีเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรทางการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชน
จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน นักการเมือง ประชาชน ทุกขั้นทุกตอน ผู้ปฏิบัติงานต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลและจริยธรรม เป็นตัวกำหนดทั้งสิ้น เช่น กลุ่มออมทรัพย์ของชาวบ้าน สมาชิกทุกคนต้องมีจริยธรรมออมเงินสม่ำเสมอและเมื่อกู้ไปแล้วต้องจ่ายคืน กลุ่มก็ต้องจัดระบบบริหารที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาลรายงานการเงินให้สมาชิกทราบอย่างต่อเนื่อง กรรมการยึดถือกติกา ข้อตกลง หรือจรรยาบรรณในการทำงานอย่างเคร่งครัด กลุ่มถึงจะมีความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงกลุ่มออมทรัพย์ของชาวบ้านเท่านั้น หน่วยงานราชการ นักการเมือง องค์กรภาคธุรกิจก็ไม่ต่างกัน ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ขึ้น มีตำแหน่งสูงขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ก็ยิ่งต้องทรงคุณธรรมมากขึ้นตามตัว
ผมเห็นว่าเรื่องคุณธรรมต้องหยิบยกแต่ละเรื่องมาทำอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เพื่อให้เป็น “วาระทางสังคม” ทั้งรณรงค์ ทั้งปลูกผัก ทั้งตรวจสอบ ติดตาม ทั้งมีบทลงโทษกันอย่างจริงจัง ทั้งการลงโทษทางสังคมและลงโทษตามกฏหมาย เริ่มจากตัวเราเอง หน่วยงานหรือองค์กรของเรา และประเทศของเรา เรื่องคุณธรรมไม่อาจทำแบบไฟไหม้ฟาง หรือจัดเป็นอีเว้นแล้วก็หายไป เหมือนที่หลาย ๆ หน่วยงานทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในภาพรวมทั้งประเทศไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จคราวเดียวกันทุกเรื่อง แต่ควรหยิบขึ้นมาทีละเรื่อง โดยเริ่มจากเรื่องที่สำคัญและจำเป็นมากที่สุดของประเทศหรือของสังคมเพื่อนำไปสู่สร้างการวาระทางสังคม เช่น หากประเทศเห็นว่าเรื่องคอรัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายก็หยิบขึ้นมาเป็นวาระทางสังคมก่อน เพื่อขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
ดังนั้นเรื่องคุณธรรมต้องทำในเชิง “การเคลื่อนไหวทางสังคม” เป็นหลัก โดยทำอย่างต่อเนื่อง ให้กลายเป็นอัตลักษณ์ของคนในชาติ ให้อยู่ในหัวใจของคนในชาติ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณธรรมเป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องมี ยิ่งตำแหน่งสูง รับผิดชอบชีวิตคนมาก ๆ ยิ่งต้องมีมากขึ้น การเคลื่อนไหวทางสังคมเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ รัฐจึงควรมีนโยบายที่ชัดเจน มีกฏหมายที่จำเป็น รวมทั้งมีองค์กรรับผิดชอบที่มีศักยภาพสูงพอต่อการทำงาน
การที่มีองค์กรรับผิดชอบอยู่หลายองค์กรในปัจจุบัน แต่ต่างคนต่างทำ (ส่วนใหญ่เป็นองค์กรแก้ที่ปลายเหตุ) ขาดยุทธศาสตร์ในการทำงานร่วมกัน จึงทำให้สังคมไทยไทยเป็นสังคมที่ขาดคุณธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ การแก้ปัญหา วิ่งช้ากว่าความเลว องค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนอันเป็นองค์กรที่ทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมเห็นจะมีอยู่แต่เพียงศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งมีขนาดเล็กและมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง จึงไม่อาจรับมือกับงานสำคัญนี้เพียงลำพังได้อย่างแน่นอน


