
เจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง “ทำให้พลเมืองเป็นใหญ่” ได้รับการตอบรับจากชุมชนอย่างกว้างขวางพอสมควร แต่พอมีข้อเสนอจากรัฐบาลให้ตัดเรื่องนี้ออกไป ตามด้วยมีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 หลายประการ ส่งผลให้หลาย ๆ วงการต้องกลับมาทบทวนการขับเคลื่อนงานกันขนานใหญ่ ไม้เว้นแม้แต่ขบวนองค์กรชุมชนที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญยังคงเจตนารมณ์พลเมืองเป็นใหญ่เอาไว้ก็ต้องกลับมาครุ่นคิดด้วยเช่นกัน
ผมคนหนึ่งที่ยืนยันว่า พลเมืองต้องเป็นใหญ่ แต่พลเมืองในความหมายของผมคือ ทุกผู้ทุกคน (ไม่จำเพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง) จะต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง กำหนดอนาคตชุมชนและประเทศชาติ แต่พลเมืองจะเป็นใหญ่ได้ ไม่ได้หมายความว่า ต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงทางเดียวเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดอยู่ที่พลเมืองเองว่าจะต้องตื่นตัว มีจิตสำนึกความเป็นพลเมือง มีความรู้ มีเพื่อน มีข้อมูลเพื่อใช้เป็นอาวุธในการทำงาน
ผมขอกาง 800 ปีประเทศไทยออกดู ความจริงก็คือว่า เราปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาหลายร้อยปี (ประมาณเจ็ดร้อยปีเศษ) สถานะของประชาชนคือ ไพร่และทาส การเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศไม่ต้องพูดถึง ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้ทรงวางแผนที่จะให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการปกครองประเทศหลายประการ เช่น การเลิกทาส การวางระบบเรื่องการศึกษาเป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นการปฏิรูปบ้านเมืองที่สำคัญที่สุดครั้งแรกในประเทศ
ครั้นมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.2475 ด้วยหวังให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กลับเป็นว่าอำนาจนั้นกลายเป็นของทหารตั้งแต่ต้นจนถึงปี พ.ศ.2516 (รวมเวลาประมาณ 35 ปี) ก่อนที่ประเทศจะก้าวสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ตามด้วยประชาธิปไตยประชานิยมในมือทุนการเมือง และตามด้วยรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ในที่สุด ซึ่งตลอดเวลาอันยาวนาน 800 ปี ของประชาธิปไตย ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเพื่อกำหนดอนาคนตของตนเองเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ประมาณ 30 ปี จะเกิดการรวมตัวของภาคประชาชนเพื่อลุกขึ้นมาขอมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง และได้รับการรับรองสิทธิพื้นฐานไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 จนพัฒนาไปสู่การเมืองภาคพลเมืองก็ตาม
การที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม หรือไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนกำหนดอนาคตตนเองแต่การวางแผนกลับเป็นอำนาจของส่วนกลาง ย่อมเกิดผลเสียหลายประการด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การวางแผนพัฒนาเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ตนเป็นเพียงผู้รอรับ ซึ่งใครวางแผนผู้นั้นก็ได้ประโยชน์ ผลที่ตามมาก็คือ “ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ทรัพยากรถูกทำลาย ฯลฯ” นี่คือความจริงที่เรารับรู้กันโดยทั่วไป
ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า สิ่งสำคัญกว่าการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญคือ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและ ตระหนักในสิทธิของตนเอง มีความเข้มแข็ง มีความรู้ ความสามารถในการจัดทำแผนพัฒนาได้ด้วยตัวเอง พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและชุมชน ร่วมกับภาคีอื่น ๆ ได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียม แต่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ชุมชนจะต้องถอดชนักติดหลังที่ว่า “การพัฒนาประเทศเป็นเรื่องของนักปกครองชาวบ้านเป็นผู้รอรับ” ออกเสียก่อนและสร้างสำนึกพลเมืองในการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศเข้ามาแทน
เมื่อกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.2558 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสลงพื้นที่ตำบลตันหยงโป อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เพื่อให้ข้อคิดเห็นในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล ที่ชาวบ้านและภาคีพัฒนาต่าง ๆ ในตำบลช่วยกันยกร่างขึ้นมาจากปัญหาและความต้องการของเขา ที่นี่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางทะเล ธรรมชาติที่งดงาม วิถีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง มีภูมิปัญญาชาวบ้านที่หลากหลาย
ชาวบ้านที่นี่มีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการประสานให้ชาวบ้านและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน มาวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน วิเคราะห์โอกาสและปัญหากันอย่างเป็นระบบ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า “เข้มแข็ง พึ่งตนเอง อยู่ดีมีสุข” จากนั้นก็ร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์เป้าหมายดังกล่าว แบ่งออกเป็น 5 แผนด้วยกัน
แผนที่ 1 คือพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยพวกเขาคิดว่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่งดงาม จะต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ปล่อยให้นายทุนจากภายนอกเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ แล้วทิ้งความเสื่อมโทรมไว้คู่กับชุมชนเช่นที่เกิดขึ้นที่หลีเป๊ะหรือพีพี และที่ต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ทั่วไป
ถัดมาคือ การแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนที่ดินของกรมเจ้าท่า ทำให้ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย จึงร่วมกันจัดทำข้อมูลการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดินรายครัวเรือน จัดทำแผนที่ด้วยระบบ GIS เพื่อนำไปสู่การกันเขตให้ชัดเจน ก่อนที่จะนำไปสู่การเจรจาให้ได้มาซึ่งสิทธิในการอยู่อาศัยรวม (โฉนดชุมชน)
ต่อไปคือ แผนในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ทั้งนี้เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงชายฝั่ง แผนนี้จึงเท่ากับการรักษาหม้อข้าวของตนเอง ซึ่งต้องทำกันอย่างต่อเนื่องเช่นการเฝ้าระวังการเข้ามาของเรือประมงที่ใช้เครื่องมือแบบล้างผลาญ การวางแนวประการังเทียม การปลูกป่า ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การออกระเบียบห้ามจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ การจัดตั้งธนาคารปู เป็นต้น
แผนการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์สู่คนรุ่นหลัง ให้เกิดความรัก ความภูมิใจในบ้านเกิดของตนเอง เช่น การต่อเรือ การย้ำกั้ง การแปรรูปอาหารทะเล เป็นต้น และสุดท้ายซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าเป็นแผนที่สำคัญที่สุดคือ แผนการพัฒนาแกนนำและกลุ่มองค์กรในตำบล เพราะการปฏิบัติตามแผนทุกแผนจะสำเร็จไม่ได้เลยหากแกนนำไม่เข้มแข็ง ความสำเร็จของทุกอย่างย่อมรวมศูนย์อยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชน แกนนำต้องมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกให้กับของผู้คนในพื้นที่ ความร่วมมือของทุกภาคีในท้องถิ่น โดยใช้ข้อมูลความจริง ความต้องการของคนในพื้นที่เป็นตัวกำหนดเป็นแผนพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนการพัฒนาไปสู่การจัดการทำข้อบัญญัติท้องถิ่นร่วมกัน
ผมนั่งฟังชาวบ้านนำเสนอแผน ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยช่วยกันแสดงความคิดเห็น นายกอบต. ก็มาร่วมกันให้ความเห็น ผมว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความหมายพลเมืองเป็นใหญ่ เพราะนี่คือชุมชนจัดการตนเองด้วยบริบท ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความต้องการของคนท้องถิ่น ถึงแม้ว่าแผนพัฒนาที่คนตันหยงโปช่วยกันทำในวันนั้น ยังจะต้องปรับปรุง ต้องจำแนกว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง ฯลฯ แต่เป็นการเริ่มต้นที่ถูกทาง ซึ่งทุกตำบลจะต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การจัดการตนเอง ด้วยการฝึกทำแผนให้เป็นแผนที่สอดคล้องกับปัญหาของคนเป็นแผนที่ปฏิบัติได้จริงเต็มไปด้วยพลังของข้อมูล ความร่วมมือของทุกภาคี โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกกลางในการประสานงาน
ถึงแม้ว่าในรัฐธรรมนูญจะไม่ระบุให้มี “สมัชชาพลเมือง” เอาไว้เราก็เป็นใหญ่ได้ ถ้ามีฝีมือคือรู้จักและเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิความเป็นพลเมืองและลงมือทำโดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วอย่างสภาองค์กรชุมชนตำบล
ในทางตรงกันข้ามหากมองไม่เห็นความสำคัญของกลไกที่มีอยู่ ไม่เห็นความสำคัญของข้อมูลในพื้นที่ ไม่ยกระดับการทำแผนพัฒนา ไม่สนใจประสานกับภาคีพัฒนาอื่น ๆ ในตำบล กล่าวโดยสรุปคือ ไม่สนใจเรื่องสิทธิในการจัดการตนเอง ยังคิดว่าผู้ปกครองเป็นผู้วางแผน ผู้ทำ ประชาชนเป็นผู้รอรับผลประโยชน์ ก็ไม่อาจสร้างสิทธิชุมชน สิทธิพลเมืองให้เป็นจริงได้
ต่อให้รัฐธรรมนูญติดอาวุธคุณภาพดีแค่ไหน หากไม่มีฝีมือก็ไม่อาจทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้


