คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเขตเขตห้วยขวางเตรียมลงชุมชนสำรวจแนวคลองก่อสร้างเขื่อน ยึดหลักให้ชาวบ้านอยู่ในที่ดินเดิม ชาวบ้านคลองลาดพร้าว 7 ชุมชนพร้อมสร้างบ้านมั่นคงแต่ขอให้กำหนดความกว้างของเขื่อนให้ชัด ยืนยันคณะกรรมการชุดพลเอกประวิต รองนายกฯ เห็นชอบให้สร้างเขื่อนได้ตามลักษณะความกว้างของคลอง ไม่จำเป็นต้องกว้าง 38 เมตรเท่ากันทั้งโครงการ ด้านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนชี้แจงมีการตรวจสอบสหกรณ์เคหสถานชุมชนร่วมสามัคคีตั้งแต่ปี 2552 แล้ว
วันนี้ (6 ตุลาคม 2558) ที่สำนักงานเขตห้วยขวาง มีการประชุมพิจารณาติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว เขตห้วยขวาง โดยมีผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ตัวแทนจาก คสช. กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สิน สำนักการระบายน้ำ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ตำรวจ และตัวแทนชุมชนริมคลอง 7 ชุมชนเข้าร่วม
นายสุชีพ อารีประชาภิรมย์ ผอ.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า จากโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตกั้นริมคลองเพื่อให้การระบายน้ำในกรุงเทพฯ ไหลสะดวกเป็นการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลนั้น ในเขตห้วยขวางมีชุมชนที่มีการปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงไปในคลองลาดพร้าวจำนวน 7 ชุมชน มีบ้านเรือนบุกรุกจำนวน 770 หลัง จำนวนครัวเรือน 1,389 ครอบครัว จำนวนประชากร 4,062 คน
โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเขตได้จัดเวทีประชาคมทั้ง 7 ชุมชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ได้ข้อสรุปว่าชาวบ้านทั้ง 7 ชุมชนมีความต้องการขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม และขอจัดรูปแบบที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง โดยในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้ คณะทำงานฯ ระดับเขตจะลงพื้นที่ทั้ง 7 ชุมชนอีกครั้ง เพื่อสำรวจแนวคลองและกำหนดแนวคลองที่จะก่อสร้างเขื่อนให้ชัดเจนว่าแนวคลองที่จะสร้างเขื่อนแต่ละชุมชนจะมีความกว้างกี่เมตร รวมทั้งข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยจากชุมชน หลังจากนั้นจึงจะนำข้อมูลไปเสนอต่อสำนักระบายน้ำ กทม. เพื่อให้สำนักระบายน้ำพิจารณาแนวเขื่อนที่คณะกรรมการระดับเขตเสนอ
“โดยหลักการแล้วเราจะให้ชาวบ้านอยู่ในที่ดินเดิม แต่บ้านเรือนที่รุกล้ำก็ต้องย้ายขึ้นมา แล้วเข้าสู่กระบวนการสร้างบ้านมั่นคง โดยเฉพาะเขตห้วยขวางถือว่าเป็นทำเลทอง ดังนั้นชาวบ้านควรแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการปรับปรุงบ้านเรือนใหม่ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์หรือสำนักงานทรัพย์สินได้นานถึง 30 ปี ขณะเดียวกันกทม.ก็จะระบายน้ำได้สะดวกเพื่อป้องกันน้ำท่วม” ผอ.เขตห้วยขวางกล่าว
นายจำรัส กลิ่นอุบล ประธานชุมชนลาดพร้าวซอย 45 กล่าวว่า ชาวบ้านไม่ได้ขัดขวางโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นแนวคลอง แต่ขอให้หน่วยงานรัฐมีความชัดเจนว่าจะกำหนดความกว้างของคลองที่จะสร้างเขื่อนว่าจะมีระยะกี่เมตร ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นในชุมชนลาดพร้าวซอย 45 คลองลาดพร้าวมีความกว้างประมาณ 25 เมตร หากสำนักระบายน้ำตกลงที่จะสร้างเขื่อนขนาดความกว้างเท่านี้ ชุมชนก็พร้อมที่จะทำโครงการบ้านมั่นคง
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจแนวคลองร่วมกับคณะทำงานของพลเอกประวิตร์ วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ คณะทำงานได้ข้อสรุปว่า การสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองถนนนั้นให้ดำเนินการก่อสร้างไปตามสภาพคลอง เพราะลักษณะของคลองบางช่วงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน ไม่จำเป็นจะต้องสร้างเขื่อนขนาดความกว้าง 38 เมตรเท่ากันทั้งหมด เพื่อให้ชาวบ้านอยู่ได้ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนความกว้างของคลองที่จะก่อสร้างเขื่อนควรจะมีความกว้างตั้งแต่ 25 เมตรขึ้นไปเพื่อให้การระบายน้ำสะดวก
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยนั้น นายสยามกล่าวว่า เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ในที่ดินเดิม ดังนั้นในกรณีที่ดินเดิม ชาวบ้านจะต้องแบ่งปันที่ดินกัน คนที่มีบ้านใหญ่หรือมีเนื้อที่มาก จะต้องเสียสละเพื่อให้คนที่ปลูกบ้านในคลองได้มีที่อยู่อาศัย ส่วนรูปแบบก็จะต้องมีรื้อบ้านเพื่อจัดทำผังชุมชนใหม่ มีทางเดินเลียบคลอง มีสวนหย่อม มีศูนย์เด็กเล็ก หรือแล้วแต่ความต้องการของชาวบ้าน ส่วนในกรณีที่ดินเดิมไม่พอก็อาจจะต้องจัดหาที่ดินของรัฐที่ใกล้เคียงชุมชนเดิม หรือจัดหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯเพื่อรองรับชาวบ้านต่อไป โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องของสินเชื่อเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่
สำหรับกรณีการร้องเรียนของชาวบ้านชุมชนร่วมสามัคคี ซอยรามคำแหง 38 เขตวังทองหลาง ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์เคหสถานชุมชนร่วมสามัคคีว่าอาจจะมีการทุจริตนั้น นายสยามชี้แจงว่า ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี เช่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาตรวจสอบระบบบัญชีของสหกรณ์เคหสถานฯ ตั้งแต่ปี 2552 แล้ว และได้ข้อสรุปว่าให้คณะกรรมการสหกรณ์ฯ จำนวน 9 คนเป็นผู้รับผิดชอบเงินที่หายไปจากบัญชี และปัจจุบันได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน แต่การส่งมอบงานของคณะกรรมการชุดเดิมยังส่งเอกสารไม่ครบถ้วน จึงต้องใช้เวลาในการค้นหาเอกสาร ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานภาคีดังกล่าว โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด


