พิมพ์
สุวัฒน์ กิขุนทด
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2366

ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ-พหลโยธิน 54 / รองนายกฯ ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  เป็นประธานพิธียกเสาเอกสร้าง “บ้านประชารัฐริมคลอง” และทำพิธีตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนระบายน้ำ  ในพื้นที่ชุมชนริมคลอง  64 หลังที่รื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ปรับแผนเร่งรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ 43 ชุมชน 6,606 หลังให้แล้วเสร็จภายใน  1 ปี 6 เดือน  ด้านบริษัทรับเหมาเริ่มสร้างเขื่อนเป็นจุดที่ 4  คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสร้างเขื่อนในพื้นที่ริมคลองที่ชาวบ้านรื้อย้ายออกแล้วได้ความยาวประมาณ 10 กิโลเมตร  ส่วนชุมชนริมคลองจะทยอยรื้อย้ายหลังสงกรานต์นี้อีก 3 ชุมชน


pavit.JPG                 หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองในเขตกรุงเทพฯ  โดยการรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำคูคลอง  และก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในลำคลองสายหลัก  เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรก  โดยมีพิธีตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวบริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา  เขตวังทองหลาง  ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  และต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ  จำนวน 4,061 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดหาที่อยู่อาศัยตามแนวทาง “บ้านประชารัฐริมคลอง” รองรับประชาชนที่จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกแนวก่อสร้างเขื่อนไปแล้วนั้น

 

pawit.jpg                 ล่าสุดวันนี้ (7 เมษายน)  เวลา 14.00 . ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ซอยพหลโยธิน 54 เขตสายไหม  พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ  ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกก่อสร้างบ้านใหม่ของชาวชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญที่รื้อบ้านออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม  พร้อมทั้งเป็นประธานในการตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนฯ บริเวณที่ชาวชุมชนรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวเขื่อนแล้วด้วย   โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.การพัฒนาสังคมฯ  พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  รมว.มหาดไทย   พลเอกธีรชัย  นาควานิช  ผู้บัญชาการทหารบก   นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ตัวแทนหน่วยราชการต่างๆ และชาวชุมชนริมคลองต่างๆ กว่า 500 คนให้การต้อนรับ


พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.พม. กล่าวว่า  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและการสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำแนวลำคลองและทางระบายน้ำ ซึ่งได้ดำเนินการโครงการนำร่องในพื้นที่คลองลาดพร้าว  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  หรือ พอช. ได้จัดทำแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง    ระยะเวลาการดำเนินงาน 3 ปี  (พ.ศ.2559-2561) ใช้งบประมาณรวม  4,061 ล้านบาท  ซึ่งเป็นแผนงานที่สำคัญตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล  โดยบูรณาการร่วมกับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กรุงเทพมหานคร  กรมธนารักษ์  และเครือข่ายชุมชน   แต่เพื่อให้การดำเนินงานเร็วขึ้นจึงปรับแผนจากเดิม 3 ปีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน  โดยมีเป้าหมายดำเนินการในคลองลาดพร้าว จำนวน 43 ชุมชน  รวม  6,606 ครัวเรือน

                “ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญได้ทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์แล้ว 30 ปี และป็นชุมชนนำร่องในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้   ส่วนชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมก็จะทยอยรื้อย้ายและก่อสร้างบ้าน   โดย พอช. จะให้การสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องกระบวนการรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหา  ตลอดจนเรื่องของสินเชื่อและงบประมาณด้านสาธารณูปโภค   ส่วนชุมชนใดที่มีพื้นที่ไม่เพียงพอหรืออยู่ในแนวเขื่อน ไม่สามารถสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้  พอช.ก็จะสนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มไปหาซื้อที่ดินแปลงใหม่  เช่น ที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ในสังกัดของกระทรวงการคลัง หรือที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ    ซึ่งในปีนี้ พอช.จะดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลองในคลองลาดพร้าวจำนวน  17 ชุมชน  ส่วนที่เหลือจะดำเนินการในปีต่อไป  พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว              

สำหรับชุมชนที่จะดำเนินการในปีนี้  เช่น  ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจ  เขตสายไหม, ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  เขตดอนเมือง, ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  เขตหลักสี่, ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก  ชุมชนวังหิน  เขตจตุจักร  ฯลฯ

prawit.jpg พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า  รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ  เพื่อจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด  และพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองไม่ให้มีการรุกล้ำแนวลำคลองและเปิดทางระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ     ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและตระหนักดีว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มั่นคง จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข มีความมั่นคง ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน จึงจะประสบผลสำเร็จโดยเร็ว  และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ผมมาวันนี้เพื่อที่จะให้ประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีแผนงานที่จะพัฒนาลำคลองให้เกิดประโยชน์  เกิดการคมนาคม ให้ลำน้ำไหลได้สะดวก  ให้ลำน้ำใส   ซึ่งนอกจากคลองลาดพร้าวแล้วก็มีแผนงานที่จะทำทุกคลอง  โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงาน  เช่น ผู้บัญชาการทหารบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย   และกรุงเทพมหานคร    และหากประชาชนให้ความร่วมมือทุกอย่างก็เดินหน้าไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาผมทราบว่าชุมชนริมคลองได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ อย่างดียิ่ง  รวมทั้งชุมชนที่ได้ร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัย  ด้วยการ ‘คืนความสุขให้คนคลอง คืนสายคลองให้คนเมือง’ เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของทุกคน”  พลเอกประวิตรกล่าว

san.jpgkong.jpg
ทั้งนี้ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญมีทั้งหมด  64  หลังคาเรือน  เป็นชุมชนนำร่องในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว  โดยชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  3 ไร่ 245 ตารางวา  ได้รับสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปีจากกรมธนารักษ์  ในอัตราตารางวาละ 1.50 บาท/เดือน  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม  ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคมชาวชุมชนจึงทยอยรื้อบ้านออกจากแนวเขื่อน  และจะเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่หลังจากพิธียกเสาเอกในวันนี้

                นายอวยชัย  สุขประเสริฐ   ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญฯ กล่าวว่า  บ้านเฟสแรกจำนวน 20 หลังจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา 6 เดือนหรือประมาณเดือนกันยายนปีนี้  หลังจากนั้นจะทยอยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปีนี้  โดยชุมชนได้เริ่มมีการรวมกลุ่มและจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558  เช่น  มีการสำรวจข้อมูลชุมชน  ร่วมกันออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน  จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  จัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการและทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ 

                สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ  คือ  บ้านชั้นเดียว  ขนาด  4 X 6 ตารางเมตร,  บ้าน 2 ชั้น  ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร  และบ้าน 2 ชั้น  ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร  ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง  ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านครอบครัวละ 600-800 บาทต่อเดือน  ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.  ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี 

                นอกจากนี้พอช.ได้สนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณูปโภคจำนวน 1,950,000  บาท  งบพัฒนาที่อยู่อาศัยรวม  1,625,000  บาท   และงบบริหารจัดการ  97,500 บาท   ส่วนการก่อสร้างบ้าน  ชุมชนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ  เข้ามารับผิดชอบและร่วมตรวจสอบ  เช่น  ฝ่ายช่าง  ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ  ฝ่ายตรวจสอบ  ฯลฯ  ใช้ช่างก่อสร้างจากในชุมชนและผู้รับเหมา  โดยจะแบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อม  มีท่าเรือ  มีทางเดินเท้าและจักรยานเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร 

นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า  การดำเนินโครงการบ้านมั่นคงจะทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  เปลี่ยนจากผู้ที่บุกรุกเป็นผู้เช่าอาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  และยังเป็นการคืนคลองให้กับสังคม  ซึ่งนอกจากจะมีการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว  ชาวชุมชนต่างๆ ยังมีแผนในการพัฒนาคลองร่วมกัน  เช่น  ฟื้นฟูคลองที่เน่าเสียให้มีสภาพดีขึ้น  เช่น  มีบ่อพักน้ำเสีย  มีถังดักไขมันในครัวเรือนก่อนปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คลอง  มีเส้นทางจักรยานเลียบคลอง  มีการจัดตลาดน้ำและท่องเที่ยววิถีชุมชนต่อไปด้วย   

                นายวิเชียร  ศรีแสงนิล  ผู้จัดการแผนกโยธา  บริษัทริเวอร์  เอนจิเนียริ่ง  จำกัด  กล่าวว่า  หลังจากพิธีตอกเสาเข็มก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมจุดแรกในคลองลาดพร้าวใกล้กับคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา  เขตวังทองหลางไปแล้วเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ขณะนี้บริษัทได้ตอกเสาเข็มเพื่อสร้างเขื่อนในจุดต่างๆ รวมเป็น 4 จุด  คือ 1.คลองลาดพร้าวบริเวณศูนย์แพทย์พัฒนา  ระยะทางประมาณ 300 เมตร  2.ลำรางกระบือ  800 เมตร  3.คลองพลับพลา 800 เมตร  (ทั้งสองคลองเป็นคลองย่อยจากคลองลาดพร้าวอยู่ในเขตวังทองหลาง)  และ 4.ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  เขตสายไหม  ระยะทางประมาณ  200 เมตร

                “หลังสงกรานต์นี้  ชุมชนที่รื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวเขื่อนแล้ว  บริษัทก็จะเริ่มเข้าไปตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างเขื่อน  เช่น  ชุมชนหลังกรมวิทย์  ชุมชนวังหิน  เขตจตุจักร  ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  เขตหลักสี่  รวมทั้งพื้นที่ริมคลองที่ติดกับรั้วของกองทัพอากาศในเขตดอนเมืองด้วย  คาดว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะสามารถก่อสร้างเขื่อนได้ความยาวรวมทั้งหมดประมาณ 8-10 กิโลเมตร  ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางเอาไว้”  นายวิเชียรกล่าวและว่า  ตามแผนงานการก่อสร้างเขื่อนจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2561  ดังนั้นหากชุมชนใดที่รื้อบ้านออกจากแนวเขื่อนแล้ว  บริษัทก็จะขนย้ายเครื่องมือเข้าไปก่อสร้างทันที

ken.jpg
                โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2561) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) และคลองบางซื่อ  จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 – รามคำแหง (บริเวณกิโลเมตรที่ 9 คลองแสนแสบเชื่อมกับปากคลองลาดพร้าว) ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนยักษ์ (อุโมงค์พระราม 9 และอุโมงค์บางซื่อ) ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและลงสู่ทะเลต่อไป

          รูปแบบการก่อสร้าง  เป็นเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.(สมอยึดด้านหลัง) ความยาว 40,000 เมตร และ 5,300 เมตร  รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร   รวมความยาวเขื่อนทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตรเศษ  และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง ระยะเวลาก่อสร้าง 1,260 วัน  โดยบริษัท ริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด  ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท หน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างเขื่อนคือ กองระบบคลอง  สำนักการระบายน้ำ  กรุงเทพมหานคร  ทั้งนี้สำนักการระบายน้ำมีเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนให้มีความกว้างประมาณ 25-38 เมตรและจะมีการขุดลอกคลองให้ลึกจากเดิมอีก 3 เมตรด้วย  

 

รายงานโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด

 

san1.JPG

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter