คลองลาดพร้าว / ผบ.พล 1 ตรวจความคืบหน้า “บ้านประชารัฐริมคลอง” และการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม 3 ชุมชน วังหิน-บางบัวร่วมใจพัฒนา-ศาลเจ้าพ่อสมบุญ พร้อมเป็นกาวใจประสานกลุ่มที่มีความเห็นต่างพบปะสร้างความเข้าใจ เสนอให้ใช้ “ชุมชนก้าวหน้า” เป็นโมเดลในการจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนที่ยังเห็นไม่ตรงกัน โดยให้แต่ละฝ่ายจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมาบริหารจัดการเอง
วันนี้ (1 มิถุนายน 2559) พลตรีณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล 1 รอ.) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่กำลังรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และก่อสร้างบ้านใหม่ โดยมีนายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.) และตัวแทนชาวบ้านชุมชนต่างๆ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ผบ.พล 1 รอ.ได้เดินทางมาที่ชุมชนวังหิน เขตจตุจักร, ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (สะพานไม้ 2) เขตหลักสี่, ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ เขตสายไหม หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตฯ ที่บริเวณริมคลองลาดพร้าว ใกล้คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา เขตวังทองหลาง
นายฐิติพล น้อยจาด ประธานชุมชนวังหิน กล่าวว่า ชุมชนวังหินมีทั้งหมด 82 หลังคาเรือน เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงริมคลองหรือ “บ้านประชารัฐ” จำนวน 62 หลัง ได้รับสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยในวันนี้ชุมชนได้เริ่มรื้อถอนบ้านเรือนหลังแรกออกจากแนวคลอง และหลังจากนั้นจะทยอยรื้ออีก 10 หลัง เพื่อก่อสร้างบ้านเฟสแรก เป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ซึ่งตามแผนงานจะเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน 10 หลังภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน หรือประมาณเดือนตุลาคม 2559 หลังจากนั้นจะทยอยสร้างบ้านในเฟสต่อไปให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2560
ชุมชนวังหินเสนอใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อก่อสร้างบ้านระยะแรกจำนวน 28 หลัง รวมเงิน 6 ล้านบาทเศษ ราคาค่าก่อสร้างบ้านหลังละ 258,000 บาทเศษ และได้เสนอของบสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคจาก พอช.ทั้งหมดประมาณ 6 ล้านบาทเศษ โดยชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่เศษ ตั้งอยู่ริมคลองวังหินหรือคลองลาดพร้าว เขตจตุจักร
ขณะที่ความคืบหน้าในการก่อสร้างบ้านประชารัฐริมคลอง “ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา” หรือชุมชนสะพานไม้ 2 เขตหลักสี่ จำนวนบ้านเรือนทั้งหมด 206 หลัง เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐฯ จำนวน 181 หลัง ขณะนี้การก่อสร้างบ้านเฟสแรก 24 หลังแล้วเสร็จและมีชาวบ้านเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว ส่วนการก่อสร้างบ้านเฟสที่ 2 จำนวน 58 หลัง ได้รื้อถอนบ้านเรือนออกแล้ว 33 หลัง ขณะนี้เริ่มตอกเสาเข็มไปแล้วบางส่วน คาดว่าการก่อสร้างเฟสที่ 2 จะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และจะทยอยสร้างบ้านให้เสร็จทั้งหมด 181 หลังภายในปี 2560
นายอวยชัย สุขประเสริฐ ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ กล่าวว่า การก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน 4 หลังคืบหน้าไปแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้การก่อบ้านเฟสแรกจะแล้วเสร็จ หลังจากนั้นจะทยอยสร้างบ้านอีก 60 หลัง ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงานการก่อสร้างบ้านใหม่ทั้งชุมชนจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญมีบ้านที่จะก่อสร้างใหม่รวมทั้งหมด 64 หลังคาเรือน เป็นชุมชนนำร่องในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว โดยชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่ 245 ตารางวา ได้รับสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปีจากกรมธนารักษ์ ในอัตราตารางวาละ 1.50 บาท/เดือน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม ชาวชุมชนจึงเริ่มทยอยรื้อบ้านออกจากแนวเขื่อน โดยมีช่างชุมชนซึ่งเป็นอาสาสมัครจากชาวบ้านในชุมชนต่างๆ มาช่วยกันรื้อบ้าน และเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่หลังจากพิธียกเสาเอกในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธี
สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ คือ บ้านชั้นเดียว ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร, บ้าน 2 ชั้น ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร และบ้าน 2 ชั้น ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านครอบครัวละ 600-800 บาทต่อเดือน ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี ทั้งนี้การก่อสร้างบ้านใหม่ทั้ง 64 หลังจะใช้การว่าจ้างบริษัทรับเหมาเอกชน รวมทั้งมีช่างชุมชนริมคลองมาร่วมก่อสร้างบ้านด้วย
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผอ.ศปก.ทชค.กล่าวว่า ในวันนี้พลตรีณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.พล.1 รอ.ได้ลงมาตรวจเยี่ยมชุมชนและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านประชารัฐริมคลองและความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ ผบ.พล 1 รอ.ยังได้สอบถามถึงอุปสรรคและปัญหาต่างๆ และได้ทราบว่ายังมีกลุ่มผู้ที่เห็นต่างนำใบปลิวมาติดประกาศในชุมชนต่างๆ ทำให้ชาวชุมชนเกิดความสับสน ไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดระเบียบชุมชนริมคลองเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ได้รับสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้องระยะยาว ขณะเดียวกันการรื้อบ้านออกจากคลองเพื่อสร้างเขื่อนฯ ก็จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ ได้ด้วย
“ดังนั้นในวันนี้ ผบ.พล. 1 รอ. จึงได้ให้นายทหารในพื้นที่ประสานกับทางนายศรีสุวรรณ จรรยา แกนนำของกลุ่มที่เห็นต่างให้มาพบปะพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจกัน ซึ่งการพูดคุยกันในวันนี้ก็เป็นไปด้วยดี ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกัน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้านโครงการบ้านมั่นคง และพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ แต่ยังติดขัดเรื่องแนวความกว้างของคลองหรือแนวเขื่อนว่าจะกว้างกี่เมตร เพื่อให้ชุมชนสามารถรื้อบ้านออกจากแนวคลอง แล้วสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้” นายสยามกล่าว
ผอ.ศปก.ทชค.ยังกล่าวอีกว่า ในกรณีที่ชุมชนบางแห่งยังมีความขัดแย้งกันหรือมีแนวความเห็นไม่ตรงกัน แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย เช่น ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช. แต่อีกฝ่ายต้องการจัดตั้งกลุ่มหรือสหกรณ์ฯ ขึ้นมาเพื่อขอสินเชื่อสร้างบ้านและบริหารจัดการเองนั้นก็มีความเป็นไปได้ และ พอช.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งตนและนายศรีสุวรรณเห็นตรงกันว่าควรจะมีการจัดทำโมเดลชุมชนในลักษณะนี้ขึ้นมา ขณะที่ตัวแทนฝ่ายทหาร และผู้อำนวยการเขตหลักสี่ที่เข้าร่วมเจรจาด้วยก็เห็นตรงกัน และเสนอว่าควรจะใช้ชุมชนก้าวหน้า เขตบางเขน เป็นชุมชนนำร่อง
“ทุกฝ่ายเห็นด้วยในหลักการแล้ว ซึ่งต่อไปก็จะต้องไปคุยในรายละเอียดกับทางชุมชนว่าชาวบ้านเห็นมีความคิดเห็นอย่างไร จะใช้รูปแบบ หรือวิธีการใดในการบริหารจัดการ หรือหากชุมชนใดยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น มีการกล่าวหากันเรื่องการสวมสิทธิ์บ้าน ก็จะใช้วิธีการแต่งตั้งตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายมาพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชุมชน และพัฒนาชุมชนร่วมกันต่อไป” ผอ.ศปก.ทชค.กล่าวในตอนท้าย
ชุมชนก้าวหน้ามีบ้านเรือนประมาณ 296 หลัง เริ่มมีการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงริมคลองตั้งแต่ปี 2552 ก่อนที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะมีนโยบายในการจัดระเบียบชุมชนริมคลอง ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันในชุมชนยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยส่วนหนึ่งพร้อมที่จะเข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคงหรือประชารัฐฯ กับ พอช. ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเตรียมที่จะจัดตั้งสหกรณ์เคหสถานของตนเองขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการเอง โดยเริ่มมีการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาแล้ว และจะนำเงินออมทรัพย์ไปฝากกับธนาคารออมสินเพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการขอใช้สินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลของทั้ง 2 ฝ่ายว่าแต่ละกลุ่มมีสมาชิกมากน้อยเพียงใด
สุวัฒน์ กิขุนทด รายงาน


