เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ มีการประชุมวาระพิเศษ เป็นวันที่ ๒ หลังจากที่มีระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อสรุปข้อเสนอในประเด็นสำคัญ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธานในที่ประชุม และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอโดยมีผู้แทนองค์กรและกลุ่มประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เปิดเผยว่าจากการระดมความคิดของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มีข้อสรุปในหลักการสำคัญของการปฏิรูปคือคืนการอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยมีเรื่องที่สำคัญทั้งหมด ๖ เรื่อง ได้แก่ ๑.การลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม และการเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาและสร้างรายได้ โดยมุ่งที่คนจนรายได้ จนโอกาส และ จนสิทธิ ๒.การสร้างกลไกการปฏิรูป เพื่อขับเคลื่อนให้แนวคิดการคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นเกิดขึ้นได้ ๓.การปฏิรูประบบนโยบาย แผน และ งบประมาณ เพื่อสนับสนุนการจัดขบวนของชุมชนท้องถิ่น ๔.การปฏิรูประบบกฎหมายและความยุติธรรม ๕.การปฏิรูประบบการสื่อสารและการเรียนรู้ ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มศักยภาพขคน ผู้นำและองค์กรชุมชนท้องถิ่น ๖. การปฏิรูประบบการป้องกันการทุจริต
ในด้านกลไกเพื่อการปฏิรูป เสนอให้มีกลไกภาคประชาชนที่จะมาดำเนินการเรื่องนี้ อาจจะใช้ชื่อว่าเป็นสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยหรือเครือข่ายปฏิรูป ให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปควบคู่กลไกการปฏิรูปของภาครัฐ ที่จะต้องดำเนินงานในช่วงเวลาเดียวกันและทำงานหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินการ ๓ ปี
สำหรับประเด็นสำคัญต่อเสนอข้อเสนอด้านนโยบายและมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการชุมชน และการพัฒนาชุมชนเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญของแผนปรองดองเพื่อการแก้ปัญหาของชาติ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่หวังให้มีกลไกของการแก้ปัญหาให้คนไทยมีที่ยืนและโอกาส ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปยืนอยู่ในจุดของความขัดแย้ง ทั้งนี้ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ที่จะถึงนี้จะมีข้อเสนอขององค์กรภาคประชาชนในส่วนอื่นๆเข้ามาด้วย เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือการจัดให้มีกลไกและประเด็นการทำงานให้ชัดเจน


นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่าในอดีตมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปในเรื่องต่างๆหลายชุด แต่สุดท้ายไม่ได้นำไปสูการปฏิบัติ ดังนั้นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อการปฏิรูปต้องมีวิธีการเชื่อมโยงกับภาครัฐเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ เช่นเรื่องหนี้สินหรือสวัสดิการ หรือเรื่องอื่นๆที่มีกองทุนต่างๆดำเนินการอยู่แล้วต้องจัดให้มีความสัมพันธ์ที่ดี หลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อนกัน


