เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางไปยังชุมชนบ่อนไก่พัฒนา เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ชุมชนนำร่องโครงการบ้านมั่นคง โดยที่ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ได้มีการดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงทั้งการปรับปรุงสาธารณูปโภค การปรับปรุงชุมชน และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิมแล้วเสร็จในระยะที่ 1 จำนวน 72 ครอบครัว จากทั้งโครงการที่มีจำนวน 202 ครอบครัว ซึ่งภายในงานได้มีผู้เกี่ยวข้องอาทิ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช), น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช), ตัวแทนกรุงเทพมหานคร, ตัวแทนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ชาวชุมชนแออัด และผู้สนใจกว่า 2,000 คนเข้าร่วมงาน
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช) และผู้อำนวยการศูนย์ประสานสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการบ้านมั่นคง กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความยากจนในมิติด้านที่อยู่อาศัยแนวใหม่ที่ให้ประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้เปิดประเด็นเรื่องนี้ด้วยการใช้วิธีให้คนไปลงทะเบียน ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะทำให้เกิดความตื่นตัวทั่วประเทศในเรื่องปัญหาสังคมและความยากจน ทำให้หน่วยงานจำนวนมากและบุคคลทุกระดับต้องมาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ร่วมกัน รวมทั้งได้เปิดโอกาสให้ชุมชนฐานรากได้เข้ามามีบทบาทด้วยพลังองค์กรและกลไกของชุมชนเอง
“การเปิดชุมชนบ่อนไก่ในวันนี้ จึงเปรียบได้กับการเปิดศักราชของการพัฒนาแนวใหม่โดยภาคประชาชนที่มีรัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน เพราะแนวทางเช่นนี้จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความมั่นคงของชาวชุมชนทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายไพบูลย์กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาพบประชาชนในการเปิดโครงการบ้านมั่นคงชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ เพราะได้เห็นความคืบหน้าในสิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของปัจจัยสี่ที่สำคัญ ทั้งนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนมีที่อยู่อาศัย และมีสภาพแวดล้อมที่ดีจะทำให้มีเวลาคิดหาทางประกอบอาชีพ และใช้ศักยภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่
“สมัยที่ผมหาเสียงครั้งแรก ได้เดินทางมาพบกับผู้นำชุมชนต่าง ๆ ก็ได้รับทราบว่า สิ่งที่ชุมชนวิตกกังวลมากที่สุด คือ การไล่รื้อ เพราะฉะนั้นจึงเก็บเรื่องนี้มาเป็นการบ้าน และได้เริ่มโครงการบ้านมั่นคงเพื่อรองรับปัญหาไล่รื้อเมื่อมีโอกาสมาเป็นรัฐบาล และยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะดำเนินโครงการบ้านมั่นคงและบ้านเอื้ออาทรต่อไปให้ครบ 1 ล้านยูนิต ตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะจากการขึ้นทะเบียนคนจน พบว่ามีประชาชนยังขาดที่อยู่อาศัยอยู่จำนวน 1.5 ล้านครอบครัว ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามที่ตั้งเป้าไว้ให้ครบภายในเวลา 5-6 ปี” นายกรัฐมนตรี ระบุ
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังบอกด้วยว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะติดขัดระเบียบและกฎหมาย แต่ก็ต้องแก้ไขและดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลต้องรับผิดชอบเรื่องปัจจัย 4 ให้กับประชาชน ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลได้รับความร่วมมือเรื่องการจัดหาที่ดินสร้างบ้านมั่นคง จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หน่วยราชการ และภาคเอกชน ซึ่งคนเหล่านี้ต้องยกย่องที่เห็นใจและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ โดยรัฐบาลจะพิจารณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่เอกชนที่มอบที่ดิน หรือขายที่ดินให้กับรัฐบาลในราคาถูก เพื่อทำบ้านมั่นคง ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นผู้ประสานงานให้





