|
![]() |
![]() |
เป็นชุมชนในเขตเทศบาลระยอง ในพื้นที่มีสภาพเป็นแหลม เป็นชุมชนประมงขนาดเล็ก มีบ้านเรือนตั้งอยู่ประมาณ 64 หลังคาเรือน จำนวนครอบครัว 75 ครอบครัว 220 คน ตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวประมงเรือเล็ก รายได้ไม่แน่นอน สภาพที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างด้วยวัสดุพื้นบ้านและวัสดุเหลือใช้ มีส่วนน้อยที่สร้างด้วยคอนกรีตบล็อค การตั้งบ้านเรือนมีลักษณะกระจัดกระจาย ในชุมชนไม่มีสาธารณูปโภคต้องใช้น้ำบ่อและซื้อน้ำดื่มสำหรับบริโภค ส่วนไฟฟ้าต้องใช้แบตเตอรี่และเครื่องปั่นไฟ ชาวชุมชนมีโครงการที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีระเบียบ พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
ชุมชนแหลมรุ่งเรือง
บ้านมั่นคงประหยัดพลังงาน
แหลมรุ่งเรืองเดิมเป็นที่วางเปล่าของราชพัสดุ ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำระยอง เป็นสถานที่ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านจำพวกเรือเล็กตามชายฝั่งใช้เป็นที่หลบคลื่นลมในหน้ามรสุมโดยการสร้างเพิงพักที่ทำมาจากวัสดุพื้นบ้าน
การอยู่อาศัยในช่วงแรกๆ นั้น มีชาวประมงจากหลายที่ เช่น จาก ต.ตะพง จาก อ.แกลง ฯลฯ ใช้เป็นที่จอดเรือและไปๆ มาๆ ซึ่งจะพักค้างแรมในช่วงที่มีพายุเท่านั้น ต่อมาในปี 2526 ได้มีการสร้างที่พักอาศัยเป็นการถาวร โดยในครั้งแรกมีผู้พักอาศัยเพียง 4 ครอบครัวเท่านั้นและขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีชาวบ้านที่ถูกทางเทศบาลไล่ที่มาจากแหลมเจริญซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น มีการสร้างบ้านกันอย่างกระจัดกระจายในพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยเป็นการถาวรจำนวน 67 หลังคาเรือน แต่ก็ยังมีชาวประมงที่อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวอีกอยู่ประมาณ 20 ราย ทั้งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมง มีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับช่วงมรสุม ถ้าเป็นช่วงคลื่นลมปกติชาวบ้านจะมีรายได้ประมาณ 200-1,000 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงมีมรสุมจะไม่มีรายได้เลยเพราะไม่สามารถออกทะเลได้
แหลมรุ่งเรืองเป็นชุมชนที่ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่มีระบบไฟฟ้า ประปา ต้องซื้อน้ำจืดจากภายนอกมาอุปโภคบริโภคและใช้ไฟจากแบตเตอรี่ ซึ่งต้องจ้างชาร์ตจากภายนอกครั้งละ 35 บาท(ค่ารถ 20 บาท ค่าชาร์ต 15 บาท) ไม่มีทะเบียนบ้าน การสัญจรกับเมืองต้องใช้เส้นทางที่อ้อมจากทางโรงงาน พีทีไอ ปิโตรเคมีคัล จำกัด ซึ่งอยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงช่วงแม่น้ำขั้น
ตลอดช่วงการอยู่อาศัยที่ผ่านมาชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกันไม่มากนัก เช่น การจัดงานสงกรานต์ ทำบุญเลี้ยงพระในงานประเพณีต่างๆ โดยมีศาลเจ้าแม่รำพึงเป็นที่เคารพของคนในชุมชน
ทางเทศบาลนครระยองได้มีความพยามที่จะเข้ามาพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น โดยได้ประสานงานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อเข้ามาพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แต่มีแนวทางทที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ต่อมาโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง มูลนิธิชุมชนไท ได้เข้ามาสนับสนุนด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีการสร้างศาลาเอนกประสงค์ประจำหมู่บ้านร่วมกันเพื่อใช้เป็นจุดศูนย์รวมในการทำกิจกรรมของชุมชน จนกระทั่งในปี 2546 ชุมชนแหลมรุ่งเรืองได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนนำร่องโครงการบ้านมั่นคง
หลังเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง ทางชุมชนได้มีการรวมตัวกันอย่างจริงจัง เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ร่วมกันตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา โดยแบ่งออกเป็นการออมทรัพย์รายเดือนและรายสัปดาห์ ซึ่งการออมทรัพย์รายเดือนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยสมาชิกออมหุ้นคนละ 100 บาทต่อเดือน ซึ่งในตอนแรกจะไม่มีการกู้ต่อมาในระยะหลังสามารถให้กู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 60 กว่าคน มีเงินออมทั้งหมด 180,000 บาท
ส่วนการออมทรัพย์รายสัปดาห์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปเป็นเงินหมุนเวียนในชุมชน กำหนดให้มีการออมทรัพย์ขั้นต่ำครั้งละ 20 บาทต่อสัปดาห์ กู้ได้ไม่เกินวงเงิน 3,000 บาท โดยจัดให้มีการออมทุกๆ วันอาทิตย์ ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกจำนวน 159 คน มีเงินออมทรัพย์ทั้งหมด 120,000 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีผลกำไรจากกลุ่มออมทรัพย์จำนวน 40,000 บาท ซึ่งได้นำไปจัดซื้ออุปกรณ์ส่วนรวม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จาน ชาม เป็นต้น
อนึ่ง ทางชุมชนมีเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน 2 ส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกเป็นเงินที่ทางพอช.สมทบให้จำนวน 55,000 บาท เพื่อใช้ในกรณีที่อยู่อาศัยเท่านั้น เช่น การซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น สำหรับเงินอีกส่วนหนึ่งคือเงินที่แบ่งออกมาจากหุ้นรายเดือน จำนวน 77,000 บาท ให้สมาชิกได้กู้เพื่อการประกอบอาชีพ เช่น นำไปซ่อมแซมเรือ เป็นต้น
ขยายสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม
นอกจากมีการออมทรัพย์ร่วมกันแล้วทางชุมชนยังได้มีการจัดการสภาพแวดล้อมร่วมกันอีกด้วยโดยได้จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาทำความสะอาดชุมชนใน วันที่ 30 ของทุกเดือน มีการปลูกต้นไม้จัดทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเล เช่น ปูทะเล เพื่อให้เยาวชนในชุมชนและบุคคลทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดทำการเลี้ยงปลาในกระชังโดยผู้สูงอายุที่ออกทะเลไม่ได้เพื่อจะได้มีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับโครงการในอนาคตทางชุมชนจะดำเนินการปลูกต้นไม้ตลอดริมถนนหน้าบ้านและพื้นที่ใกล้ชุมชน เพื่อที่จะได้เป็นป่าชุมชน นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาเพื่อให้เป็นชุมชนหมู่บ้านชาวประมงตัวอย่างและพัฒนาไปสู่ “โครงการโฮมสเตย์” ในอนาคตอีกด้วย
ร่วมกันสร้างบ้านมั่นคง
ในช่วงต้นได้มีการประชุมทำความเข้าใจกับชาวบ้านเกี่ยวกับโครงการบ้านมั่นคง จากนั้นก็ได้มีการออมทรัพย์ร่วมกันดังกล่าวข้าวต้น พร้อมกันนี้ก็ได้มีการสำรวจข้อมูลสมาชิกในชุมชนอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบสถานภาพของแต่ละครัวเรือน ก่อนที่จะนำไปพิจารณาสิทธิในการอยู่อาศัยและวางผังชุมชนร่วมกัน
ในการวางแผนผังชุมชนและแบบบ้านนั้น ทางพอช.ได้ส่งสถาปนิคลงทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนในการพิจารณาสิทธินั้น ชาวบ้านได้นำข้อมูลมาพิจารณาและกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกัน คือ
1. ต้องเป็นผู้ที่อยู่อาศัยจริงในชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
2. ต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอยู่ในชุมชน คือ ประมงเรือเล็ก ทำลอบ ค้าขาย รับจ้าง
3. มีบ้านในชุมชนมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
4. ประกอบอาชีพที่ชุมชนมาไม่น้อยกว่า 2 ปี
5. เป็นผู้ที่เช่าบ้านอยู่ในชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
6. เป็นครอบครัวขยายของชุมชนและมีรายได้เป็นของตัวเอง
7. บุคลที่ไม่อยู่ในข่ายคุณสมบัติแต่มีความสัมพันธ์และทำคุณประโยชน์ต่อชุมชน จะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ ไป
โดยในการตัดสินผู้ที่จะได้สิทธิให้นำคุณสมบัติอื่นมาประกอบร่วมกับคุณสมบัติข้างต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชน โดยเกณฑ์ที่มีความเห็นร่วมกันคือ
- มาชุมชนเป็นประจำ
- มีความสัมพันธ์ทางสังคมกับชุมชน
- เป็นที่ยอมรับทางสังคมในชุมชน
จากการพิจารณาสิทธิโดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 76 ราย จากนั้นก็นำไปสู่การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการบ้านมั่นคงเป็นเงิน 1,340,000 บาท โดยทางชุมชนได้นำเงินไปปรับปรุงศาลาประจำหมู่บ้าน ทำถนนในชุมชนเป็นระยะทางประมาณ 700 เมตร สร้างห้องน้ำกลาง 4 แห่ง และแทงค์เก็บน้ำ 5 แห่ง และยังคงเหลือเงินอีกประมาณ 600,000 บาท ซึ่งทางชุมชนมีแนวคิดว่าจะนำเงินส่วนที่เหลือนี้ไปสร้างเขื่อนลูกยางเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และนำไปปรับพื้นที่ส่วนกลางเป็นสนามเด็กเล่นแทนที่เดิมซึ่งถูกบริษัทเอกชนดูดทรายไป
การสร้างบ้านมั่นคง
หลังจากที่ได้ทำการทำผังและแปลนบ้านเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีแบบบ้านอยู่ 3 แบบ คือ แบบใต้ถุนสูงสามารถใช้ประโยชน์ได้ แบบใต้ถุนเตี้ยและแบบเทคอนกรีต โดยมีการจัดผังบ้านที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบมากขึ้น จึงได้มีการเสนอใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี จากโครงการบ้านมั่นคงเมื่อต้นเดือน พ.ค. 46 เป็นเงิน 952,500 บาท เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยจำนวน 29 หลังและสร้างบ้านใหม่ 23 หลัง ปรับปรุงบ้านเก่า 6 หลัง โดยในการสร้างชาวบ้านจะมีอิสระในการสร้างตามแบบที่ต้องการ บางหลังอาจใช้วัสดุเดิมที่มีอยู่ทำให้บ้านแต่ละหลังใช้สินเชื่อไม่สูง คือตั้งแต่ 10,000-60,000 บาทเท่านั้น ปัจจุบันได้ทำการก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ ซึ่งแต่ละรายจะผ่อนส่งค่าสร้างบ้านเพียง 300-800 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 6 ปี
ส่วนเรื่องที่ดิน เดิมจะติดปัญหาเรื่องการเป็นพื้นที่สีเขียวแต่ปัจจุบันได้ผ่อนกฎดังกล่าวลงไปแล้วซึ่งทางชุมชนจะได้เช่าจากกรมธนารักษ์โดยตรงในพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ
พลังงานทดแทน พลังบ้านมั่นคง
ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานอยู่ในขั้นวิกฤตจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการคิดค้นพลังงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติและไม่เคยได้นำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ด้วยเหตุนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจึงได้ร่วมมือกันในการคิดค้นพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้ในโครงการบ้านมั่นคงโดยนำร่องใน 3 ชุมชนคือ ชุมชนเก้าเส็ง บุ่งคุกและแหลมรุ่งเรือง
ในการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและชาวชุมชนได้ทำงานร่วมกันโดยมีขั้นตอนดังนี้
1. สำรวจการใช้ไฟฟ้าในชุมชน ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าชุมชนแหลมรุ่งเรืองต้องอาศัยกระแสไฟจากแบตเตอรี่ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 35 บาท ซึ่งภายหลังจากการสำรวจข้อมูลภายในครัวเรือนพบว่าชาวบ้านจะใช้กระแสไฟด้วยหลอดกลมและหลอดฟลูออเรสเซนต์ประมาณ 1-2 จุดต่อหลังและบางหลังมีการใช้กระแสไฟเพื่อดูโทรทัศน์ ฟังเพลง โดยการใช้กระแสไฟปริมาณดังกล่าวจะใช้แบตเตอรี่ได้ 2-3 วันเท่านั้น
2. จากการสำรวจการใช้พลังงานอื่นๆ พบว่า ชาวบ้านมีการใช้แก๊สหุงต้มน้อยมากส่วนใหญ่จะใช้เตาอั้งโล่ที่หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป ทั้งนี้เพราะฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการหุงต้มสามารถหาได้สะดวกกว่าการไปหาซื้อแก๊สจากตลาด
จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้มีความเห็นร่วมกันให้มีการดำเนินการดังนี้คือ
1. การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นกระแสไฟฟ้าตามบ้าน โดยติดตั้งแผง 2 ชุด สามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้พร้อมกันถึง 20 ชุด โดยทางชาวบ้านจะเป็นผู้บริหารจัดการเองแล้วเก็บเงินค่าชาร์ตครั้งละ 10 บาท ทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงครั้งละ 25 บาท ดังนั้นในแต่ละเดือนชาวบ้านจะเสียค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 100 บาท (เดิมเสียประมาณ 350 บาท)ต่อครอบครัว อีกทั้งยังสะดวกโดยไม่ต้องไปชาร์ตในตลาดซึ่งการคมนาคมไม่สะดวก
ส่วนเงินที่เก็บเป็นส่วนกลาง(10บาท/ ครั้ง)ได้เงินประมาณเดือนละ 6,700 บาท ทำให้ชุมชนมีกองทุนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม
นอกจากนี้ยังจะมีการสร้างแผงโซล่าเซลล์ตามถนนอีก 5 จุด เพื่อเป็นแสงสว่างตามทางเดินภายในชุมชนอีกด้วย
2.ให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบ้านเป็นหลอดประหยัดพลังงานซึ่งจะทำให้แต่ละบ้านสามารถใช้แบตเตอรี่ต่อการชาร์ตแต่ละครั้งนานขึ้น(ประมาณ 5 วัน) ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าชาร์ตแบตเตอรี่ได้อีกส่วนหนึ่ง อีกทั้งหลอดประหยัดพลังงานยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดปกติถึง 8 เท่า
3. การใช้เตาอั้งโล่ประหยัดพลังงานแทนเตาอั้งโล่ปกติหรือทดแทนการใช้แก๊สหุงต้ม ซึ่งจะทำให้ทางชุมชนประหยัดเชื้อเพลิงไปได้ร้อยละ 8 ซึ่งกรณีนี้มีความสอดคล้องกับสภาพของชุมชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเดิมชาวชุมชนก็ใช้เตาอั้งโล่กันอยู่แล้วเนื่องจากถ่านและไม้ฟืนสามารถหาได้ง่ายในชุมชน
กรณีการทดลองใช้พลังงานทดแทนโดยหันมาใช้พลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือหาได้ในชุมชน กรณีของแหลมรุ่งเรือง หากได้นำไปสู่การขยายผลก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาลและเป็นการสนับสนุนให้บางชุมชนได้พัฒนาระบบการจัดการร่วมกันอีกทางหนึ่งด้วย
|
จำนวนครอบครัว |
ประหยัดกระแสไฟฟ้า ต่อเดือน(บาท) |
ประหยัดกระแสไฟฟ้า ต่อปี(บาท) |
ประหยัดพลังงานหุ้งต้ม ต่อเดือน(บาท) |
|
1 |
250 |
3,000 |
50 |
|
100(1ชุมชน) |
25,000 |
300,000 |
5,000 |
|
16,000(184ชุมชน)[1] |
40,000,000 |
480,000,000 |
800,000 |
|
1,200,000(ชุมชน)[2] |
300,000,000 |
3,600,000,000 |
75,000,000 |
จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่าหากมีการใช้พลังงานทางเลือกเพียง 2 ประเภทดังกล่าวจะสามารถประหยัดพลังงานต่อปีได้โดยประมาณ 3,600 ล้านบาท ยังไม่รวมการประหยัดที่มาจากการใช้หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ชุมชนแหลมรุ่งเรืองจึงเป็นกรณีศึกษาชุมชนประหยัดพลังงานที่จะขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
อนึ่ง ชาวชุมชนแออัดส่วนใหญ่ไม่ได้รับสาธารณูปโภคจากรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องซื้อหาจากบ้านใกล้เคียงในราคาที่สูงกว่าปกติมาก







