playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

หลักการสำคัญของบ้านมั่นคง

  1. เป็นชุมชนแออัดที่จนกว่าชุมชนทั่วไป
  2. เป็นชุมชนที่มีปัญหาและจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนและมีส่วนร่วม
  3. มีข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดิน มีกระบวนการวางผังและระบบสาธารณูปโภคในโครงการ
  4. ส่วนใหญ่เป็นโครงการในที่ดินของรัฐ ซึ่งดำเนินงานได้ง่ายและจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหา
  5. มีกระบวนการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง และมีความร่วมมือของหลายฝ่ายอยู่แล้ว
  6. มีความหลากหลายในรูปแบบการแก้ไขปัญหา
  7. มีการกระจายตัวในภาคต่าง ๆ
บ้านมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง

 

banmungkon 16
banmungkon 17

เป็นชุมชนในเขตเทศบาลระยอง ในพื้นที่มีสภาพเป็นแหลม เป็นชุมชนประมงขนาดเล็ก มีบ้านเรือนตั้งอยู่ประมาณ 64 หลังคาเรือน จำนวนครอบครัว 75 ครอบครัว 220 คน ตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวประมงเรือเล็ก รายได้ไม่แน่นอน สภาพที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างด้วยวัสดุพื้นบ้านและวัสดุเหลือใช้ มีส่วนน้อยที่สร้างด้วยคอนกรีตบล็อค การตั้งบ้านเรือนมีลักษณะกระจัดกระจาย ในชุมชนไม่มีสาธารณูปโภคต้องใช้น้ำบ่อและซื้อน้ำดื่มสำหรับบริโภค ส่วนไฟฟ้าต้องใช้แบตเตอรี่และเครื่องปั่นไฟ ชาวชุมชนมีโครงการที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีระเบียบ พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย 

ชุมชนแหลมรุ่งเรือง

บ้านมั่นคงประหยัดพลังงาน

แหลมรุ่งเรืองเดิมเป็นที่วางเปล่าของราชพัสดุ  ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำระยอง   เป็นสถานที่ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านจำพวกเรือเล็กตามชายฝั่งใช้เป็นที่หลบคลื่นลมในหน้ามรสุมโดยการสร้างเพิงพักที่ทำมาจากวัสดุพื้นบ้าน

การอยู่อาศัยในช่วงแรกๆ นั้น  มีชาวประมงจากหลายที่  เช่น  จาก  ต.ตะพง  จาก  อ.แกลง  ฯลฯ  ใช้เป็นที่จอดเรือและไปๆ มาๆ ซึ่งจะพักค้างแรมในช่วงที่มีพายุเท่านั้น  ต่อมาในปี  2526  ได้มีการสร้างที่พักอาศัยเป็นการถาวร  โดยในครั้งแรกมีผู้พักอาศัยเพียง  ครอบครัวเท่านั้นและขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีชาวบ้านที่ถูกทางเทศบาลไล่ที่มาจากแหลมเจริญซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น  มีการสร้างบ้านกันอย่างกระจัดกระจายในพื้นที่ประมาณ  23  ไร่  จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยเป็นการถาวรจำนวน  67  หลังคาเรือน  แต่ก็ยังมีชาวประมงที่อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวอีกอยู่ประมาณ  20  ราย  ทั้งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมง  มีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับช่วงมรสุม  ถ้าเป็นช่วงคลื่นลมปกติชาวบ้านจะมีรายได้ประมาณ  200-1,00บาท  แต่ถ้าเป็นช่วงมีมรสุมจะไม่มีรายได้เลยเพราะไม่สามารถออกทะเลได้

แหลมรุ่งเรืองเป็นชุมชนที่ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่มีระบบไฟฟ้า  ประปา  ต้องซื้อน้ำจืดจากภายนอกมาอุปโภคบริโภคและใช้ไฟจากแบตเตอรี่  ซึ่งต้องจ้างชาร์ตจากภายนอกครั้งละ  35  บาท(ค่ารถ  20  บาท  ค่าชาร์ต  15  บาทไม่มีทะเบียนบ้าน  การสัญจรกับเมืองต้องใช้เส้นทางที่อ้อมจากทางโรงงาน  พีทีไอ  ปิโตรเคมีคัล  จำกัด  ซึ่งอยู่ห่างออกไป  กิโลเมตร  ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงช่วงแม่น้ำขั้น

ตลอดช่วงการอยู่อาศัยที่ผ่านมาชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกันไม่มากนัก  เช่น  การจัดงานสงกรานต์  ทำบุญเลี้ยงพระในงานประเพณีต่างๆ  โดยมีศาลเจ้าแม่รำพึงเป็นที่เคารพของคนในชุมชน

 

รวมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย

                ทางเทศบาลนครระยองได้มีความพยามที่จะเข้ามาพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น  โดยได้ประสานงานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อเข้ามาพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แต่มีแนวทางทที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน  ต่อมาโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง  มูลนิธิชุมชนไท  ได้เข้ามาสนับสนุนด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชน  ทำให้ชาวบ้านมีการสร้างศาลาเอนกประสงค์ประจำหมู่บ้านร่วมกันเพื่อใช้เป็นจุดศูนย์รวมในการทำกิจกรรมของชุมชน  จนกระทั่งในปี  2546  ชุมชนแหลมรุ่งเรืองได้รับการคัดเลือกให้เป็น  ใน  10  ชุมชนนำร่องโครงการบ้านมั่นคง

                หลังเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง  ทางชุมชนได้มีการรวมตัวกันอย่างจริงจัง  เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ร่วมกันตั้งแต่เดือน  กุมภาพันธ์  2546  เป็นต้นมา  โดยแบ่งออกเป็นการออมทรัพย์รายเดือนและรายสัปดาห์  ซึ่งการออมทรัพย์รายเดือนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย  โดยสมาชิกออมหุ้นคนละ  100  บาทต่อเดือน  ซึ่งในตอนแรกจะไม่มีการกู้ต่อมาในระยะหลังสามารถให้กู้ได้ในวงเงินไม่เกิน  10,000  บาทต่อคน  โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  ต่อเดือน  ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด  60  กว่าคน  มีเงินออมทั้งหมด  180,000  บาท

                ส่วนการออมทรัพย์รายสัปดาห์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปเป็นเงินหมุนเวียนในชุมชน  กำหนดให้มีการออมทรัพย์ขั้นต่ำครั้งละ  20  บาทต่อสัปดาห์  กู้ได้ไม่เกินวงเงิน  3,000  บาท  โดยจัดให้มีการออมทุกๆ  วันอาทิตย์  ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกจำนวน  159  คน  มีเงินออมทรัพย์ทั้งหมด  120,000  บาท  ในช่วงที่ผ่านมามีผลกำไรจากกลุ่มออมทรัพย์จำนวน  40,000  บาท  ซึ่งได้นำไปจัดซื้ออุปกรณ์ส่วนรวม  เช่น  โต๊ะ  เก้าอี้  จาน  ชาม  เป็นต้น

                อนึ่ง  ทางชุมชนมีเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน  2  ส่วนด้วยกัน  ในส่วนแรกเป็นเงินที่ทางพอช.สมทบให้จำนวน  55,000  บาท  เพื่อใช้ในกรณีที่อยู่อาศัยเท่านั้น  เช่น  การซ่อมแซมบ้าน  เป็นต้น  สำหรับเงินอีกส่วนหนึ่งคือเงินที่แบ่งออกมาจากหุ้นรายเดือน  จำนวน  77,000  บาท  ให้สมาชิกได้กู้เพื่อการประกอบอาชีพ  เช่น  นำไปซ่อมแซมเรือ  เป็นต้น

 

ขยายสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากมีการออมทรัพย์ร่วมกันแล้วทางชุมชนยังได้มีการจัดการสภาพแวดล้อมร่วมกันอีกด้วยโดยได้จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาทำความสะอาดชุมชนใน  วันที่  30  ของทุกเดือน  มีการปลูกต้นไม้จัดทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเล  เช่น  ปูทะเล  เพื่อให้เยาวชนในชุมชนและบุคคลทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้  นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดทำการเลี้ยงปลาในกระชังโดยผู้สูงอายุที่ออกทะเลไม่ได้เพื่อจะได้มีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

            สำหรับโครงการในอนาคตทางชุมชนจะดำเนินการปลูกต้นไม้ตลอดริมถนนหน้าบ้านและพื้นที่ใกล้ชุมชน  เพื่อที่จะได้เป็นป่าชุมชน นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาเพื่อให้เป็นชุมชนหมู่บ้านชาวประมงตัวอย่างและพัฒนาไปสู่ โครงการโฮมสเตย์ในอนาคตอีกด้ว

 

ร่วมกันสร้างบ้านมั่นคง

 

                ในช่วงต้นได้มีการประชุมทำความเข้าใจกับชาวบ้านเกี่ยวกับโครงการบ้านมั่นคง  จากนั้นก็ได้มีการออมทรัพย์ร่วมกันดังกล่าวข้าวต้น  พร้อมกันนี้ก็ได้มีการสำรวจข้อมูลสมาชิกในชุมชนอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบสถานภาพของแต่ละครัวเรือน  ก่อนที่จะนำไปพิจารณาสิทธิในการอยู่อาศัยและวางผังชุมชนร่วมกัน

                ในการวางแผนผังชุมชนและแบบบ้านนั้น  ทางพอช.ได้ส่งสถาปนิคลงทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง  ส่วนในการพิจารณาสิทธินั้น  ชาวบ้านได้นำข้อมูลมาพิจารณาและกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกัน  คือ

1.        ต้องเป็นผู้ที่อยู่อาศัยจริงในชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า  2  ปี

2.       ต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอยู่ในชุมชน  คือ  ประมงเรือเล็ก  ทำลอบ  ค้าขาย  รับจ้าง

3.       มีบ้านในชุมชนมาไม่น้อยกว่า  1  ปี

4.       ประกอบอาชีพที่ชุมชนมาไม่น้อยกว่า  2  ปี

5.       เป็นผู้ที่เช่าบ้านอยู่ในชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า  2  ปี

6.       เป็นครอบครัวขยายของชุมชนและมีรายได้เป็นของตัวเอง

7.       บุคลที่ไม่อยู่ในข่ายคุณสมบัติแต่มีความสัมพันธ์และทำคุณประโยชน์ต่อชุมชน  จะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ  ไป

        โดยในการตัดสินผู้ที่จะได้สิทธิให้นำคุณสมบัติอื่นมาประกอบร่วมกับคุณสมบัติข้างต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชน  โดยเกณฑ์ที่มีความเห็นร่วมกันคือ

-          มาชุมชนเป็นประจำ

-          มีความสัมพันธ์ทางสังคมกับชุมชน

-          เป็นที่ยอมรับทางสังคมในชุมชน

จากการพิจารณาสิทธิโดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว  ปรากฏว่ามีผู้ได้รับสิทธิจำนวน  76  ราย  จากนั้นก็นำไปสู่การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน  โดยได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการบ้านมั่นคงเป็นเงิน  1,340,000  บาท  โดยทางชุมชนได้นำเงินไปปรับปรุงศาลาประจำหมู่บ้าน ทำถนนในชุมชนเป็นระยะทางประมาณ  700  เมตร  สร้างห้องน้ำกลาง  4  แห่ง  และแทงค์เก็บน้ำ  5  แห่ง  และยังคงเหลือเงินอีกประมาณ  600,000  บาท  ซึ่งทางชุมชนมีแนวคิดว่าจะนำเงินส่วนที่เหลือนี้ไปสร้างเขื่อนลูกยางเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน  และนำไปปรับพื้นที่ส่วนกลางเป็นสนามเด็กเล่นแทนที่เดิมซึ่งถูกบริษัทเอกชนดูดทรายไป

 

การสร้างบ้านมั่นคง

 

        หลังจากที่ได้ทำการทำผังและแปลนบ้านเสร็จแล้ว  ซึ่งจะมีแบบบ้านอยู่  3  แบบ  คือ  แบบใต้ถุนสูงสามารถใช้ประโยชน์ได้  แบบใต้ถุนเตี้ยและแบบเทคอนกรีต  โดยมีการจัดผังบ้านที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบมากขึ้น  จึงได้มีการเสนอใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  1  ต่อปี  จากโครงการบ้านมั่นคงเมื่อต้นเดือน  ..  46  เป็นเงิน  952,500  บาท  เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยจำนวน  29  หลังและสร้างบ้านใหม่  23  หลัง  ปรับปรุงบ้านเก่า  6  หลัง  โดยในการสร้างชาวบ้านจะมีอิสระในการสร้างตามแบบที่ต้องการ  บางหลังอาจใช้วัสดุเดิมที่มีอยู่ทำให้บ้านแต่ละหลังใช้สินเชื่อไม่สูง  คือตั้งแต่  10,000-60,000  บาทเท่านั้น  ปัจจุบันได้ทำการก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ  ซึ่งแต่ละรายจะผ่อนส่งค่าสร้างบ้านเพียง  300-800  บาทต่อเดือน  ระยะเวลา  6  ปี

        ส่วนเรื่องที่ดิน เดิมจะติดปัญหาเรื่องการเป็นพื้นที่สีเขียวแต่ปัจจุบันได้ผ่อนกฎดังกล่าวลงไปแล้วซึ่งทางชุมชนจะได้เช่าจากกรมธนารักษ์โดยตรงในพื้นที่ประมาณ  23  ไร่  ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ

 

พลังงานทดแทน  พลังบ้านมั่นคง

 

ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานอยู่ในขั้นวิกฤตจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการคิดค้นพลังงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติและไม่เคยได้นำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า  ด้วยเหตุนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงานและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจึงได้ร่วมมือกันในการคิดค้นพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้ในโครงการบ้านมั่นคงโดยนำร่องใน  3  ชุมชนคือ  ชุมชนเก้าเส็ง  บุ่งคุกและแหลมรุ่งเรือง

        ในการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและชาวชุมชนได้ทำงานร่วมกันโดยมีขั้นตอนดังนี้

        1. สำรวจการใช้ไฟฟ้าในชุมชน  ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าชุมชนแหลมรุ่งเรืองต้องอาศัยกระแสไฟจากแบตเตอรี่ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ  35  บาท  ซึ่งภายหลังจากการสำรวจข้อมูลภายในครัวเรือนพบว่าชาวบ้านจะใช้กระแสไฟด้วยหลอดกลมและหลอดฟลูออเรสเซนต์ประมาณ  1-2  จุดต่อหลังและบางหลังมีการใช้กระแสไฟเพื่อดูโทรทัศน์  ฟังเพลง  โดยการใช้กระแสไฟปริมาณดังกล่าวจะใช้แบตเตอรี่ได้  2-3  วันเท่านั้น

        2.  จากการสำรวจการใช้พลังงานอื่นๆ พบว่า  ชาวบ้านมีการใช้แก๊สหุงต้มน้อยมากส่วนใหญ่จะใช้เตาอั้งโล่ที่หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป  ทั้งนี้เพราะฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการหุงต้มสามารถหาได้สะดวกกว่าการไปหาซื้อแก๊สจากตลาด

        จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้มีความเห็นร่วมกันให้มีการดำเนินการดังนี้คือ

        1. การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นกระแสไฟฟ้าตามบ้าน  โดยติดตั้งแผง  2  ชุด  สามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้พร้อมกันถึง  20  ชุด  โดยทางชาวบ้านจะเป็นผู้บริหารจัดการเองแล้วเก็บเงินค่าชาร์ตครั้งละ  10  บาท  ทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงครั้งละ  25  บาท  ดังนั้นในแต่ละเดือนชาวบ้านจะเสียค่ากระแสไฟฟ้าเพียง  100  บาท (เดิมเสียประมาณ  350  บาท)ต่อครอบครัว  อีกทั้งยังสะดวกโดยไม่ต้องไปชาร์ตในตลาดซึ่งการคมนาคมไม่สะดวก

        ส่วนเงินที่เก็บเป็นส่วนกลาง(10บาท/ ครั้ง)ได้เงินประมาณเดือนละ  6,700  บาท  ทำให้ชุมชนมีกองทุนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม

        นอกจากนี้ยังจะมีการสร้างแผงโซล่าเซลล์ตามถนนอีก  5  จุด  เพื่อเป็นแสงสว่างตามทางเดินภายในชุมชนอีกด้วย

        2.ให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบ้านเป็นหลอดประหยัดพลังงานซึ่งจะทำให้แต่ละบ้านสามารถใช้แบตเตอรี่ต่อการชาร์ตแต่ละครั้งนานขึ้น(ประมาณ  5  วัน)  ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าชาร์ตแบตเตอรี่ได้อีกส่วนหนึ่ง  อีกทั้งหลอดประหยัดพลังงานยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดปกติถึง  8  เท่า

        3.  การใช้เตาอั้งโล่ประหยัดพลังงานแทนเตาอั้งโล่ปกติหรือทดแทนการใช้แก๊สหุงต้ม  ซึ่งจะทำให้ทางชุมชนประหยัดเชื้อเพลิงไปได้ร้อยละ  8  ซึ่งกรณีนี้มีความสอดคล้องกับสภาพของชุมชนเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเดิมชาวชุมชนก็ใช้เตาอั้งโล่กันอยู่แล้วเนื่องจากถ่านและไม้ฟืนสามารถหาได้ง่ายในชุมชน

 

 ขยายสู่การใช้พลังงานทดแทนทั่วประเทศ

 

        กรณีการทดลองใช้พลังงานทดแทนโดยหันมาใช้พลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือหาได้ในชุมชน  กรณีของแหลมรุ่งเรือง  หากได้นำไปสู่การขยายผลก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาลและเป็นการสนับสนุนให้บางชุมชนได้พัฒนาระบบการจัดการร่วมกันอีกทางหนึ่งด้วย

 

จำนวนครอบครัว

ประหยัดกระแสไฟฟ้า

ต่อเดือน(บาท)

ประหยัดกระแสไฟฟ้า

ต่อปี(บาท)

ประหยัดพลังงานหุ้งต้ม

ต่อเดือน(บาท)

1

250

3,000

50

100(1ชุมชน)

25,000

300,000

5,000

16,000(184ชุมชน)[1]

40,000,000

480,000,000

800,000

1,200,000(ชุมชน)[2]

300,000,000

3,600,000,000

75,000,000

        จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่าหากมีการใช้พลังงานทางเลือกเพียง  2  ประเภทดังกล่าวจะสามารถประหยัดพลังงานต่อปีได้โดยประมาณ  3,600  ล้านบาท  ยังไม่รวมการประหยัดที่มาจากการใช้หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ชุมชนแหลมรุ่งเรืองจึงเป็นกรณีศึกษาชุมชนประหยัดพลังงานที่จะขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป

        อนึ่ง ชาวชุมชนแออัดส่วนใหญ่ไม่ได้รับสาธารณูปโภคจากรัฐ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องซื้อหาจากบ้านใกล้เคียงในราคาที่สูงกว่าปกติมาก

 

 


 

[1]     จำนวนครอบครัวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ในปี  2546-2547

[2]     จำนวนครอบครัวแออัดทั่วประเทศ

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter