playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

               “ที่ดินประมาณ 15 ไร่ ซึ่งรกร้างว่างเปล่า บริเวณคลองเตย ถนนพระราม 4 ไม่รู้ว่าเป็นของใคร พวกเราถูกไล่ที่มาจากที่อื่นบ้าง มาจากชนบทเพื่อมาหางานทำบ้าง บางกลุ่มก็ขนข้าวของหนีเพลิงไหม้มาจากคลองเตย มากันเป็นกลุ่ม มากันเป็นเครือญาติ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บางคนก็ตามเพื่อนเข้ามาในภายหลัง เที่ยวออกตระเวนหาไม้เก่าๆ สังกะสีเก่าๆ แผ่นป้ายโฆษณาที่เขาทิ้งไว้ตามป่า ตามถังขยะมาสร้างกระต๊อบ เป็นแถวบ้างไม่เป็นแถวบ้าง จนเต็มพื้นที่รวมกว่า 220 ครอบครัว

                นี่คือคำบอกเล่าของสังวาลย์  บุญส่ง  แกนนำคนสำคัญของชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ชุมชนที่มีประวัติการสร้างหลักปักฐานและมีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งที่อยู่อาศัยที่มั่นคงตั้งแต่ปี 2516

                สังวาลย์  เล่าต่ออีกว่า ประมาณปี 2526 ได้เกิดกระแสการไล่รื้อชุมชน เนื่องจากเจ้าของที่ดินต้องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

                เหตุการณ์ครั้งนี้ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันเข้าพบ พล..อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาชาการทหารสูงสุดเพื่อให้เจรจากับเจ้าของที่ดิน จากนั้นหนึ่งสัปดาห์ พล..อาทิตย์ ก็ให้คนมาบอกชาวบ้านว่า เจ้าของที่ดิน(สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) อนุญาตให้อาศัยอยู่ต่อไปได้

                ก่อนหน้านี้เราได้ไปพบนายดำรงค์  ลัทธพิพัฒน์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้หาที่รองรับ แต่ที่ซึ่งการเคหะฯ หาให้ทั้ง 3 แห่ง คือ ทุ่งสองห้อง ลาดกะบัง และ กม. 9 ธนบุรี-ปากท่อ อยู่ไกลมาก พวกเราเดือดร้อนเรื่องการทำมาหากิน จึงกลับมาคุยกัน ทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าจะขออยู่ในที่เดิม จึงได้พากันไปพบ พล..อาทิตย์ดังกล่าว

                เมื่อชาวบ้านได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในที่เดิมได้ จึงได้รวมตัวกันพัฒนาชุมชนของตนเอง มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชน สร้างศูนย์เด็กเล็กในชุมชน มีการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งไฟฟ้า น้ำประปาที่ชาวบ้านดำเนินการเอง รวมทั้งมีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย และกู้ยืมช่วยเหลือซึ่งกันและกันจนพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์จดทะเบียน เป็นนิติบุคคลในนามสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ จำกัดจนทำให้ชุมชนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

                ชาวบ่อนไก่มองว่าเรื่องความมั่นคงในที่อยู่อาศัยยังเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด แม้ว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่เดิมต่อไปก็ตาม แต่นั่นก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นเพียงการรับปากกันด้วยวาจา จึงได้มีการตั้งคณะทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยได้เข้าไปเจรจากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหลายครั้ง แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างชาวบ้านกับสำนักงานทรัพย์สิน โดยสำนักงานทรัพย์สินต้องการที่ดินส่วนหนึ่งไปใช้ประโยชน์แล้วแบ่งให้ชาวบ้านอยู่อาศัยส่วนหนึ่ง

                ต่อมาเมื่อวันที่ 1 .. 2544 ได้เกิดเพลิงไหม้ชุมชนบ่อนไก่ (และไหม้ต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง) มีผู้ได้รับความเดือดร้อนร่วม 300 ครอบครัว พล..จีระศักดิ์  วัฒนาวงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงได้ลงมาเจรจากับชาวบ้าน โดยยินดีที่จะอนุญาตให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยในที่ดินเดิม โดยให้ทำการปรับปรุงสภาพให้ดีขึ้นเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย

                จนกระทั่ง ม.. 2546 ชุมชนบ่อนไก่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นหนึ่งใน 10 ชุมชนนำร่องบ้านมั่นคง ตามนโยบายของรัฐบาล การพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงเริ่มขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง

                สังวาลย์ เล่าว่า พอเราถูกบรรจุอยู่ในโครงการบ้านมั่นคงก็ได้มีการประชุมชาวบ้าน เพื่อวางแนวทางการทำงาน เช่น กระบวนการพิจารณาสิทธิ์  การร่วมกันวางผังชุมชน  วางแบบแปลนบ้าน  รวมทั้งวางแผนการก่อสร้าง

                “ในผังใหม่เรามีการแบ่งชาวบ้านออกเป็นกลุ่มๆ ละ 9-20 หลัง โดยถือตามสภาพความเป็นอยู่เดิม โดยมีหัวหน้ากลุ่มและผู้ช่วยอีก 2 คน ทำหน้าที่ทุกอย่างแทนคณะกรรมการที่อยู่อาศัยของชุมชน เช่น การทำความเข้าใจกับลูกบ้าน การจัดระบบความเรียบร้อยต่างๆ เช่น การดูแลเรื่องยาเสพติด ดูแลเด็ก คนชรา ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมการสู่สังคมใหม่ที่มั่นคง

                ในการก่อสร้างนับว่ามีปัญหาอยู่ตามสมควร เพราะพื้นที่จำกัด จึงเริ่มสร้างจากกลุ่มที่ไฟไหม้ก่อน ตอนนี้สร้างเสร็จไปแล้ว 36 หลัง กำลังก่อสร้างอยู่อีก 36 หลัง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.. นี้ (ขนาด 3.5 X 7 เมตร  2  ชั้นครึ่ง ราคาหลังละ 200,000 บาท)

                ในเรื่องสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินนั้นจะเช่า 15 ปี /ครั้ง ราคาตารางวาละ 19 บาท/เดือน

                วันนี้การก่อสร้างบ้านของชาวบ่อนไก่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการบ้านมั่นคง  สังวาลย์ บอกว่า กว่าเราจะได้บ้านมา ต้องใช้เวลาต่อสู้มาร่วม 20 ปี ซึ่งนับว่ายากลำบากมาก

                “แต่การที่จะมีบ้านที่ร่มเย็น ชุมชนที่เป็นสุข เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นเรื่องยากกว่า ในขณะที่เราสร้างบ้านอยู่นี้เราจึงต้องสร้างชุมชนไปด้วยสังวาลย์กล่าว

                เราแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 9-20 ครอบครัว เพื่อเป็นการกระจายการทำงานตั้งแต่การสำรวจข้อมูล รับฟังปัญหา การดูแลซึ่งกันและกัน ตลอดจนการกำหนดทิศทางการอยู่อาศัยหลังจากได้บ้านแล้ว เช่น ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เด็ก ยาเสพติด ดูแลคนชรา การช่วยเหลือด้านอาชีพ เป็นต้น

                20 กว่าปี แห่งการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งบ้านที่มั่นคง กำลังจะเสร็จสิ้น แต่การสร้างชุมชนบ่อนไก่ที่มั่นคงร่มเย็น การสร้างสังคมแห่งการเอื้ออาทร ยังคงดำเนินต่อไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter