แผนปฏิบัติการ “โครงการบ้านมั่นคง” ปี 2547
แผนปฏิบัติการ ปี 2547 มีความสำคัญมากกว่าโครงการนำร่อง 10 โครงการ และการจัดกระบวนการในเมืองต่าง ๆ ปี 2546 เนื่องจากจะเป็นปีแรกที่เริ่มดำเนินโครงการระดับเมือง พร้อมกันทั่วประเทศ ใน 60 เมือง/เขต ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพัฒนาชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม จากกระบวนการทำงานร่วมกันขององค์กรชุมชนและท้องถิ่นเอง ถือได้ว่าเป็นกระบวนการพัฒนาระดับเมือง นำร่อง ที่จะเป็นการวางรากฐานต่อแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องของ “โครงการบ้านมั่นคง” ตามแผน 4 ปี
ดังนั้น แนวทางสำคัญของแผนปฏิบัติการปี 2547 จึงมุ่งเน้นที่การสร้างกระบวนการและรูปแบบที่ดี เพื่อสามารถสร้างประสบการณ์ และความเข้าใจในการจัดกระบวนการแนวใหม่นี้ร่วมกัน สร้างความรู้ ความสามารถ สร้างรูปแบบ (model) สร้างตัวอย่าง สร้างกลไกที่จะเรียนรู้ สนับสนุนช่วยเหลือ และเชื่อมโยงกัน เพื่อที่จะสามารถขยายผล จากความรู้ ประสบการณ์ และกลไกที่เกิดขึ้นได้ต่อไป ในปี 2548-2550
อีกประการหนึ่ง เนื่องจากการปฏิบัติการตามแผนนี้ ครอบคลุมพื้นที่ระดับเมือง หรือระดับเขต และเป็นรูปแบบการเชื่อมโยงการทำงานที่กว้างขวางมากขึ้น โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และปัญหาที่มีสะสม กฎเกณฑ์ระเบียบที่มีมานาน จึงอาจมีหลายๆ กรณี และหลายๆ พื้นที่ ที่จะต้องใช้ความพยายามร่วมกันเป็นอันมากในช่วงเริ่มต้น เพื่อที่จะปรับประสานระบบที่มีอยู่เดิมให้สามารถคลี่คลาย ไปสู่การพัฒนาแนวทางใหม่ได้อย่างเต็มที่
1. วัตถุประสงค์
- 1) เพื่อให้เกิดรูปธรรมการแก้ปัญหาความมั่นคงของชุมชนคนจนที่มีปริมาณกว้างขวาง มากตามสมควร กระจายไปภาคต่างๆ
2) เกิดรูปแบบ แนวทางของการจัดการร่วมกันโดยกลไกชุมชน และท้องถิ่นในเมืองต่างๆ
3) เกิดรูปแบบหลากหลายของ “โครงการบ้านมั่นคง” ที่สามารถเป็นโครงการตัวอย่างที่เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ ให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น
4) สร้างรูปธรรมของโครงการบ้านมั่นคง ที่มีการผสมผสานที่เหมาะสมระหว่างการพัฒนาความมั่นคงทางกายภาพ และการสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชน ทางสังคม และเศรษฐกิจ
5) เตรียมความพร้อม และสร้างความรู้ความสามารถ ตลอดจนการจัดการกระบวนการพัฒนาร่วมกันในท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไป
6) เกิดวิธีการในการปรับกฎเกณฑ์ระเบียบที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทั้งใน โครงการตามแผนปี 2547 และระยะยาวต่อเนื่องไป
7) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ การกระจายเผยแพร่ความรู้ รูปแบบ ประสบการณ์ออกไปในสังคมทั่วไป และในแต่ละท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาแนวใหม่ของท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนในท้องถิ่น ให้กว้างขวางมากขึ้น อันก่อให้เกิดผลต่อเนื่องของการพัฒนา และการเรียนรู้ไปสู่เรื่องอื่นๆ ทั่วในประเทศและต่างประเทศ
2 เป้าหมายของแผนปฏิบัติการปี 2547
โครงการบ้านมั่นคง ปี 2547 มีเป้าหมายที่จะดำเนินการในประมาณ 49 เมือง 10 เขตใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถครอบคลุมชุมชน จำนวน 200 แห่ง 20,697 ครอบครับ โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดกระบวนการพัฒนาในเมืองต่างๆ ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ให้ดำเนินโครงการนี้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2546 ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เนื่องมาจากสาเหตุหลัก ดังนี้
- ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุน
- เรื่องความมั่นคงการอยู่อาศัยของคนจน เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น ทุกคนอยากแก้ อยากทำ เพราะเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน
- มีกระบวนการเชื่อมโยงของชุมชน เป็นเครือข่ายชุมชนเมืองมากกว่า 100 เครือข่าย ในเมืองต่างๆ ซึ่งมีกิจกรรมต่อเนื่อง มีทุน มีออมทรัพย์
- มีความตื่นตัว เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
- มีโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งจากโครงการปี 46 และก่อนหน้านี้เป็นตัวอย่าง
| แผนปฏิบัติการ “โครงการบ้านมั่นคง” ปี 2547 | ||||||||||||||
| พื้นที่/ภาค | จังหวัด | จำนวนเมือง/เขต | จำนวนชุมชน | จำนวนครอบครัว | เจ้าของที่ดิน / ชุมชน | |||||||||
| เทศบาล/สาธารณะ | ราชพัสดุ | รถไฟ | วัด/กรมศาสนา | ท่าเรือ | เจ้าท่า/กรมชล | ทรัพย์สิน | กรมศิลป์ | เอกชน/สหกรณ์ | อื่น/ไม่ชัดเจน | |||||
| ทั่วประเทศ | 36 | 49+10 | 200 | 20,697 | 26 | 45 | 23 | 17 | 4 | 28 | 8 | 8 | 18 | 26 |
| กรุงเทพมหานคร | 1 | 10 | 33 | 3,810 | 5 | - | 3 | - | 4 | - | 8 | - | 13 | - |
| ปริมณฑล | 3 | 5 | 17 | 588 | 1 | 2 | - | - | - | 10 | - | - | 1 | 3 |
| ภาคกลาง | 9 | 14 | 56 | 5,189 | 4 | 22 | 5 | 10 | - | 10 | - | 6 | - | 9 |
| ภาคเหนือ | 9 | 11 | 30 | 4,152 | 5 | 9 | 3 | 4 | - | 1 | - | 1 | 1 | 6 |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | 9 | 13 | 42 | 5,223 | 3 | 7 | 11 | 2 | - | 2 | - | 1 | 1 | 15 |
| ภาคใต้ | 5 | 6 | 22 | 1,735 | 8 | 5 | 1 | 1 | - | 5 | - | - | 2 | - |
* บางชุมชนมีเจ้าของที่ดินมากว่า 1 หน่วย
เป้าหมายตามโครงการบ้านมั่นคง ในปี 2547 แบ่งเป็นภาคต่างๆ ดังนี้
ภาคเหนือ
ครอบคลุม 9 จังหวัด คือ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ เชียงราย แพร่ ตาก สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ครอบคลุม 11 เมือง 30 ชุมชน 4,152 หน่วย ชุมชนส่วนใหญ่ เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินการรถไฟ ที่วัด ที่ของกรมศิลปากร รวมที่วัด 24 ชุมชน เอกชน 1 อีก 5 ชุมชน กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบความชัดเจน ชุมชนเกือบทั้งหมดมีความไม่มั่นคง ไม่มีการจัดสิทธิ์การเช่าชัดเจน
ภาคใต้
ครอบคลุม 5 จังหวัด 6 เมือง 22 ชุมชน 1,735 ครอบครัว คือชุมชนในจังหวัดระนอง เมืองปากพนัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล และสงขลา เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ถึง 21 แห่งคือ ที่เทศบาล/สาธารณะ 8 ชุมชน, ราชพัสดุ 5, รถไฟ 11, ที่ดินวัด / กรมศาสนา 1, ที่ดินริมน้ำของกรมเจ้าท่า / กรมชลประทาน 5 แห่ง, ที่ดินของกรมป่าไม้ 1 แห่ง และเป็นที่ดินเอกชน 2 แห่ง
ภาคกลาง
ครอบคลุม 9 จังหวัด 14 เมือง 56 ชุมชน รวม 5,189 ครอบครัว คือชุมชนที่อยู่ในจังหวัด ระยอง จันทบุรี สระบุรี อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี ปรากฎว่าชุมชนถึง 22 แห่ง อยู่ในที่ดินราชพัสดุ ที่ยังไม่มีการจัดระบบการเช่า และการพัฒนาที่ชัดเจน 4 ชุมชน อยู่ในที่ดินสาธารณะอื่นๆ 5 ชุมชน ที่รถไฟ 10 ชุมชนที่ดินวัด 10 ชุมชนทีดินกรมชลประทาน/กรมเจ้าท่า 1 และ 6 ชุมชนที่ดินกรมศิลปากร ซึ่งถือเป็นที่ดินอนุรักษ์ รวมทั้งหมดอยู่ในที่ดินรัฐทั้งหมด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ครอบคลุม 9 จังหวัด 13 เมือง 42 ชุมชน 5,223 ครอบครัว ประกอบด้วย ชุมชนที่อยู่ในจังหวัดอุดธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครราชสีมา สุรินทร์ และศรีสะเกษ ชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในที่ผสมและที่ดินที่ไม่สามารถระบุเจ้าของที่ดินที่ชัดเจน จำนวน 15 ชุมชน รองลงมาเป็นที่ดินของการรถไฟ 11 ชุมชน และที่ดินของราชพัสดุ 7 ชุมชน ส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของเทศบาล / สาธารณะ กรมศาสนา กรมเจ้าท่า กรมศิลป์ มีเพียงชุมชนเดียวที่อยู่ในที่ดินของเอกชน
ปริมณฑล
ครอบคลุม 3 จังหวัด 5 เมือง 17 ชุมชน 588 ครอบครัว คือชุมชนในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม เป็นชุมชนที่อยู่ในที่ดินของกรมชลประทานมากที่สุดถึง 10 แห่ง ชุมชนในที่ผสม 3 แห่ง, ราชพัสดุ 2 แห่ง, เทศบาล / ที่สาธารณะ และเอกชน อย่างละ 1 แห่ง
กรุงเทพมหานคร
มีแผนที่จะดำเนินการใน 10 เขต 33 ชุมชน 3,810 ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นชุมชนในที่ดินเอกชน 12 แห่ง รองลงมาคือ ทีดินของสำนักงานทรัพย์สิน 8 ชุมชน ที่สาธารณะ 5 ชุมชน การท่าเรือ 9 ชุมชน และการรถไฟจำนวน 3 ชุมชน
3 การคัดเลือกชุมชนในโครงการบ้านมั่นคง ปี 2547
3.1 กระบวนการคัดเลือกชุมชน ในโครงการบ้านมั่นคง ปี 2547 เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
- 1) กระบวนการท้องถิ่นมีการเชื่อมโยงและความสัมพันธ์การทำงานระหว่างชุมชน และท้องถิ่นที่ดีมาก หรือพอใช้ได้และปัญหาการเมืองในท้องถิ่นไม่รุนแรงเกินไป
2) มีนายกเทศมนตรีที่มีความสนใจในเนื้อหา และแนวทางเชิงการมีส่วนร่วม
3) เครือข่ายชุมชน และผู้นำเครือข่ายมีประสบการณ์ มีความสามารถ มีความสนใจ และกระตือรือร้น
4) เป็นเมือง หรือชุมชนที่มีการทำงานต่อเนื่องมาก (เช่นอยุธยา, อุตรดิตถ์)
5) ชุมชนเดือดร้อย ไม่มั่นคง ไม่มีโอกาสจัดระเบียบ ทรุดโทรม มีปัญหาและ ขาดสาธารณูปโภค พื้นฐาน
6) ชุมชนในที่ดินของรัฐ จะได้รับความสำคัญในขั้นตอนนี้ เพื่อให้เป็นตัวอย่าง
7) ชุมชนที่ปัญหาไม่ซับซ้อนมากเกินไป สามารถแก้ไขพัฒนาสำเร็จได้ เพื่อสามารถเป็นตัวอย่างได้
8) รูปแบบการแก้ปัญหา / การพัฒนา และการจัดรูปแบบมีความแตกต่าง หลากหลาย ในแต่ละเมือง เพื่อสามารถแสดงตัวอย่างนำร่องได้หลายแบบ
9) องค์กรชุมชน และผู้นำชุมชนมีความพร้อมกระตือรือร้น มีองค์กร กระบวนการ มีความสนใจ
10) ชุมชนต้องผ่านความเห็นชอบของคณะทำงานร่วมในท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา
3.2 ชุมชนที่คัดเลือกสำหรับทำโครงการในปี 2547 จะได้รับการคัดเลือก จากชุมชนทั้งหมดที่จัดกระบวนการในแต่ละเมือง เฉลี่ยประมาณ 2-5 ชุมชนในแต่ละเมือง หรือประมาณ ¼ ของจำนวนที่มีอยู่ ในเมืองเพื่อหวังผลให้เกิดรูปธรรมโครงการที่จะสามารถร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ระหว่างชุมชน และหน่วยงานพัฒนาในท้องถิ่นร่วมกัน โครงการที่ได้รับเลือกนี้ จึงถือเป็นโครงการตัวอย่างร่วมกันของชุมชน และกลไกร่วมในท้องถิ่น เพื่อจะร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ร่วมสร้างประสบการณ์ ไปพร้อมๆ กับการสร้างกลไกพัฒนาร่วมกัน
4 การสร้างความมั่นคงในที่ดิน
4.1 ที่ดินกรมธนารักษ์
มีชุมชนแออัดเป็นจำนวนมากที่อยู่ในที่ดินราชพัสดุ บางส่วนได้มีการจัดให้มีสัญญาเช่าที่ดิน ในขณะที่บางแห่งยังมิได้มีการจัดสัญญาเช่า โดยเฉพาะ 47 ชุมชนในแผนปี 2547 พบว่า บางพื้นที่เป็นที่ที่ราชพัสดุได้มีแผนให้หน่วยงานเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ หรือเป็นพื้นที่ที่ยังมิได้มีการจัดระเบียบการเช่าที่ชัดเจน หรือเป็นพื้นที่ที่ทิ้งร้างไว้ และคนจนได้เข้าไปปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ นอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี ยังมีปัญหาในเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ
อย่างไรก็ตาม การจัดการเพื่อให้ชุมชนแออัดได้มีการเช่าที่ราชพัสดุโดยถูกต้อง ได้มีการดำเนินการอย่างกว้างขวาง รวมถึงโครงการนำร่องปี 2546 ชุมชนทั้ง 2 แห่ง เป็นโครงการที่ได้รับการประสานความร่วมมือเป็นอย่างดีระหว่างหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ทำให้สามารถเปลี่ยนสถานภาพจากชุมชนที่ไม่มีการจัดการเช่าที่ชัดเจน เป็นชุมชนที่มีการเช่าอย่างถูกต้อง
ดังนั้น ในโครงการปี 2547 หากว่าจะเป็นเริ่มต้นให้เกิดการดำเนินการเช่า และปรับสภาพการเช่าโดยไม่มีปัญหา อุปสรรค ควรจะมีการดำเนินการเพื่อให้มีการปรับ หรือผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- 1) ดำเนินการให้เกิดการเช่าโดยมีมาตรฐานขนาดแปลงสำหรับผู้มีรายได้น้อยตามความเหมาะสม (เช่น ขนาดแปลงละ 15 – 25 ตารางวา)
2) กำหนดให้มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวสำหรับที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย (ประมาณ 20 – 30 ปี) โดนเสียค่าเช่าในอัตราถูก (เช่นตารางวาละ 2 – 3 บาท)
3) ในกระบวนการเช่า ราชพัสดุอาจจะทำสัญญาเช่าที่ดินทั้งแปลงกับเทศบาล หรือหน่วยงานท้องถิ่น หรือให้เช่าทั้งแปลงกับสหกรณ์/องค์กรชุมชนได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการเก็บค่าเช่าระหว่างกันเองได้ จะทำให้เกิดปัญหาการเก็บค่าเช่าน้อยลง
4) ราชพัสดุ ควรมีการผ่อนปรนกฎ/ระเบียบ เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารสำหรับที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย ให้มีความยืดหยุ่นและแตกต่างจากการก่อสร้างอาคารเชิงพาณิชย์ กฎเกณฑ์ที่วางไว้แต่เดิม เช่น การวางเงินประกัน การทำสัญญายกอาคารให้ราชพัสดุ การกำหนดมาตรฐานของอาคารที่ก่อสร้าง การคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น ควรยกเลิกหรือผ่อนปรนให้มากที่สุด เพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถปรับปรุง ก่อสร้าง เปลี่ยนแปลงสภาพชุมชนได้โดยง่าย
5) ที่ดินของราชพัสดุ ที่ยังมิได้มีเป้าหมายในการทำประโยชน์ที่ชัดเจนในเมืองต่าง ๆทั้ง 50 เมืองนี้ ควรจะได้มีการจัดหาและสำรองที่ดินไว้สำหรับจัดที่อยู่อาศัยให้แก่ชุมชนในปี 2548-2549 ได้ เนื่องจากการแก้ปัญหาของแต่ละเมือง อาจจำเป็นต้องมีการรื้อย้ายชุมชนออกจำนวนหนึ่ง
6) ควรมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนในที่ดินราชพัสดุ ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมธนารักษ์ พอช. และองค์กรชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานการดำเนินงานโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และเกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
4.2 ที่ดินกรมชลประทาน / กรมเจ้าท่า
จากภาพรวมชุมชนแออัดทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีชุมชนที่อยู่ในที่ดินของกรมชลประทานและกรมเจ้าท่า จำนวนประมาณ 50 แห่ง ในส่วนของแผนปี 2547 มีชุมชน 28 แห่ง ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณคูคลอง หรือริมทางน้ำ ทั้งนี้ สามารถจัดประเภทของชุมชนเป็น 2 ประเภท คือชุมชนเก่าที่อยู่ริมน้ำ และมีการขยับขยายเพิ่มเติม อีกประเภทหนึ่งคือชุมชนบุกรุก ต่อเติมในทางน้ำที่มิได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง การขยายตัวของชุมชนออกมาตามริมทางน้ำ จึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการตัวอย่างที่ดี เช่น การขยับหรือย้ายบ้านเรือนบางหลังขึ้นจากแนวคูคลอง การสร้างสะพานเพื่อป้องกันมิให้คนในชุมชนขยายพื้นที่ลงในคลอง โดยชุมชนร่วมกันดูแล คลองหลายแห่ง ชุมชนได้ร่วมกันกำจัดขยะ ลอกคลอง เพื่อฟื้นฟูคลองให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีและแก้ไขปัญหาการบุรุกล้ำคูคลอง
สำหรับชุมชนทั้ง 28 แห่งตามแผนปี 2547 ปรากฏว่า เป็นชุมชนที่อยู่บริเวณคลองที่มีสภาพแตกต่างกัน มีทั้งคลองขนาดใหญ่ เช่นคลองรังสิต คลองสว่าน และคลองขนาดเล็กได้แก่คลองบางบัว ในส่วนของแนวทางการแก้ปัญหา จะมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ ในชุมชนบางส่วนที่ไม่รุกล้ำเข้าไปในทางน้ำ หากเป็นไปได้ อาจจัดให้มีการเช่าที่ถูกต้อง เพื่อให้มีสภาพที่อยู่อาศัยที่สวยงาม เป็นชุมชนริมคลองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เช่น คลองรังสิต จะมีการทาสี ขยับบ้าน ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
สำหรับคลองที่มีการปลูกบ้านเรือนรุกล้ำเข้าไปในคูคลอง จะได้ประสานงานกับกรมชลประทานและกรมเจ้าท่า เกี่ยวกับขนาดของคลองที่มีความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ เพื่อที่ชุมชนจะได้ดำเนินการรื้อถอนที่อยู่อาศัยที่รุกล้ำเข้าไป และจัดสภาพการอยู่อาศัยของชุมชนริมคลองใหม่ ในการปรับปรุงและพัฒนาดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการดำเนินการ ให้เพื่อสามารถปรับปรุงชุมชนเหล่านี้ได้ ดังนี้
- 1) พื้นที่ชุมชนริมคลองในที่ไม่มีปัญหาต่อระบบชลประทาน กรมชลประทานดำเนินการจัดให้มีการเช่าที่ดินได้ เพื่อปรับปรุงที่ดินต่อไป
2) ในพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชลประทาน ทางกรมชลประทาน ควรร่วมกับชุมชน และหน่วยงานในท้องถิ่น ในการหาวิธีการแก้ปัญหาให้กับคลอง รวมถึงคนที่อยู่อาศัย แลควรหาข้อสรุปของชุมชนทั้ง 28 แห่ง เพื่อเป็นกระบวนการนำร่อง
3) สำหรับชุมชนที่สามารถอยู่อาศัยในบริเวณริมคลองชลประทานต่อไปได้ ควรมีการทำข้อตกลง ที่จะทำให้ชุมชนสามารถอยู่อย่างมั่นคงได้ตามสมควร เพื่อให้ชุมชนสามารถปรับที่อยู่อาศัย จัดปรับสภาพภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมให้สวยงาน รวมถึงจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว
4) ในกระบวนการให้สิทธิและปรับปรุงให้ชุมชนสามารถอยู่อย่างมั่นคง ควรจะต้องมีข้อเสนอเป็นเงื่อนไข ให้ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นร่วมมือกันในการรักษาคูคลอง ทางน้ำ ให้มีความสะอาด ให้สามารถฟื้นฟูธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นทางชลประทานที่มีคุณภาพได้ต่อไป
4.3 ที่ดินของเทศบาล / ที่สาธารณะ
ตามแผนปี 2547 มีชุมชนจำนวน 26 แห่ง อยู่ในที่ดินของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งชุมชนสามารถให้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่ยากนัก หากหน่วยงานท้องถิ่นนั้นไม่ได้มีแผนในการใช้ที่ดิน ก็สามารถนำมาดำเนินการปรับปรุงชุมชนในที่ดินเดิม ในกรณีที่จำเป็นต้องรื้อย้าย ควรต้องดูแลรับผิดชอบชุมชนที่อยู่อาศัยว่าจะสร้างชุมชนใหม่ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการแก้ปัญหาชุมชนคนจนในที่สาธารณะ ควรมีแนวทาง ดังนี้
- 1) จัดให้เป็นชุมชนที่เช่า โดยเทศบาลเป็นหลักในการดำเนินการจัดที่ดินและที่อยู่อาศัย
2) กรณีรื้อย้าย เทศบาลควรจะรับผิดชอบในการจัดหาที่ดินรองรับแห่งใหม่ และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดหาที่ดินและสร้างชุมชนใหม่
3) ควรมีการผ่อนปรนมาตรฐาน ทั้งการจัดที่ดินและการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายและวิถีของคนจนในชุมชนแออัด
4) ควรพิจารณาเรื่องรูปแบบการสร้างที่อยู่อาศัยให้คนจนที่หลากหลาย เป็นทิศทางกระบวนการของท้องถิ่น รวมถึงเป็นการเริ่มต้นงานพัฒนาของท้องถิ่นที่สำคัญในระยะต่อไป
5) เทศบาลในฐานะองค์กรท้องถิ่น ควรจะต้องเป็นหน่วยหลักในการหาที่ดินทั้งที่เป็นของรัฐหือเอกชน เพื่อรองรับความจำเป็นในเรื่องที่อยู่อาศัยของคนจนในท้องถิ่นให้มากขึ้น
4.4 ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ชุมชนแออัดที่อยู่ในที่ดินของการรถไฟฯมีจำนวน 61ชุมชน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีความพยายามในการจัดการอยู่อาศัยระหว่างการรถไฟฯ การเคหะแห่งชาติ และองค์กรชุมชนภายใต้ชื่อเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวได้ว่า การจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ มีความคืบหน้าเป็นอันมาก สามารถดำเนินการจัดที่อยู่อาศัยได้สำเร็จและเป็นรูปธรรม ดังเช่นกรณีชุมชนทับแก้ว จังหวัดกรุงเทพฯ ได้ดำเนินการรื้อย้ายไปอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯโดยการทำสัญญาเช่า 30 ปี ชุมชนเพชรพระราม จ.กรุงเทพ ชุมชนพรเจริญ จ.อุดรธานี และชุมชนเทพารักษ์ จ.ขอนแก่น ได้รับการอนุมัติให้เช่าที่ดินการรถไฟฯโดยการทำสัญญาทุก 3 ปี
ที่ผ่านมา การรถไฟฯ และเครือข่ายสลัมสี่ภาค ได้มีการปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน จนสามารถบรรลุข้อตกลงพื้นฐานและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการของการรถไฟฯ ในการประชุมครั้งที่ 17/2543 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 เรื่องการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในที่ดินของการรถไฟ ดังนี้
- 1) ในกรณีราษฎรที่อาศัยในพื้นที่การรถไฟเดิมบริเวณที่ท้องช้าง (ส่วนที่ห่างจากรางรถไฟเกิน 40 เมตร) และที่ดินที่การรถไฟฯเลิกใช้กิจการการเดินรถ และยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์ ให้ราษฎรได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะเวลา 30 ปีโดยให้การรถไฟฯและชาวชุมชน ร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนจะมีการทำสัญญาเช่า
2) กรณีราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมทางรถไฟในรัศมี 40 เมตรจากศูนย์กลางรางรถไฟ ให้ราษฎรได้ทำสัญญาเช่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบอายุสัญญา ให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกครั้งละ 3 ปี จนกว่าการรถไฟฯจะมีโครงการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเดินรถ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วจึงไม่ต่อสัญญา และการรถไฟฯจะจัดหาที่รองรับที่อยู่ห่างจากที่เดิมภายในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ในระหว่างการเช่า การรถไฟฯจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้าบริการและพัฒนาชุมชนได้ เช่นให้การไฟฟ้าและการประปาสามารถปักเสาพาดสายและวางท่อเข้าชุมชนได้ ให้การเคหะแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้เข้าปรับปรุงชุมชนได้ ทั้งนี้ ชุมชนต้องร่วมมือกับการรถไฟฯในการจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
3) กรณีราษฎรที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่การรถไฟฯที่มีรัศมี 20 เมตร ถ้าการรถไฟเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยในระยะยาว ให้การรถไฟฯจัดหาที่รองรับให้เช่าภายในรัศมี 5 กิโลเมตรจากที่อยู่อาศัยเดิม โดยมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการจัดพื้นที่รองรับ
4) ให้ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค มีส่วนร่วมกับการรถไฟฯในการยกร่างสัญญาเช่าที่ดิน และพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมและเป็นธรรม สำหรับชุมชนที่ได้เสนอทั้ง 23 ชุมชน ตามแผนปี 2547 จะเน้นการใช้รูปธรรมจาก การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ทั้งในรูปแบบการปรับปรุงในที่ดินเดิม การรื้อย้ายมารวมกัน การจัดหาและสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ในพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น จึงควรดำเนินการตามข้อเสนอที่ได้มีการตกลงไว้ โดยเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้
4.5 ที่ดินกรมศาสนา
มีลักษณะการจัดการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันในที่ธรณีสงฆ์ ทั้งการจัดการโดยวัดเอง และจัดการโดยกรมศาสนา ชุมชนเหล่านี้ควรมีโอกาสในการจัดพื้นที่ของชุมชนให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาชุมชนต้องย้ายออก เนื่องจากวัดต้องการใช้พื้นที่ในการสร้างอาคารพาณิชย์ ทำให้ชุมชนที่เคยอยู่อาศัยในที่วัดและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัด ต้องขาดความมั่นคง ไม่มีการพัฒนา จึงจำเป็นต้องฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับวัด โดยการปรับปรุงสภาพชุมชนและสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ควรมีการตั้งคณะทำงานร่วม ประกอบด้วยกรมศาสนา วัด พอช. และชุมชน เพื่อร่วมมือกันในการแนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงวิธีการจัดการเช่าที่ดินระยะยาวให้แก่ชุมชน
4.6 ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ที่ผ่านมา พอช.ได้มีการประสานงานกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงตามแผนงานปี 2546 โดยมีพื้นที่นำร่องในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ จำนวน 3 ชุมชน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดร่วมกัน จะได้มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อกำหนดทิศทางเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันในระยะยาว และระยะสั้นตามแผนปฏิบัติการปี 2547
4.7 ที่ดินกรมศิลปากร
ชุมชนในที่ดินกรมศิลปากร มักจะเป็นทีที่อยู่ในเขตโบราณสถาน เป็นกำแพงเก่า กำแพงโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์ บึงโบราณ ซึ่งได้ถูกปล่อยปละละเลยมานาน ทำให้มีผู้คนเข้าไปปลูกบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก หลายแห่งเข้าไปอยู่อาศัยก่อนการประกาศเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์โบราณสถาน พื้นที่อุทยานฯ ทำให้พื้นที่อนุรักษ์ฯนั้นคลอบคลุมพื้นที่ชุมชนที่อาศัยอยู่เดิม จึงจำเป็นต้องมีการจัดที่อยู่อาศัย โดยให้ชุมชนซึ่งอยู่ในที่ดินโบราณสถานดำเนินการขยับหรือรื้อย้าย และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลโบราณสถานได้ต่อไป ดังนั้น จำเป็นต้องมีการประสานประโยชน์ในการดูแลที่ดินของกรมศิลปากร โดยการร่วมมือกับชุมชนในการจัดการดูแลโบราณสถานที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นในการรื้อย้าย ควรมีการหาที่รองรับให้กับชุมชนที่ต้องรื้อย้ายเหล่านี้
4.8 ที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทย
ส่วนใหญ่ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จะอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บริเวณคลองเตย ที่ผ่านมา ได้มีการจัดความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับชุมชนบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนจำนวนมากที่ยังความชัดเจนในการอยู่อาศัย จึงจำเป็นต้องจัดการอยู่อาศัย ทั้งในรูปแบบการปรับปรุงในที่ดินเดิมและหาที่ดินแห่งใหม่ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัด





