playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง

“อุตรดิตถ์” เป็นเมืองที่มีความสำคัญของชาติไทยมาช้านาน เป็นดินเเดนเเห่งนักสู้มีศิลปะวัฒนธรรมอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในอดีต

วันนี้อุตรดิตถ์ ได้ลดความสำคัญของการเป็นเมืองศูนย์ด้านเศรษฐกิจลงไป อันเนื่องจาก เเผนพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติที่กำหนดให้เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง เเต่ด้วยทิศทางการพัฒนาประเทศที่เน้นความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเเละบริการ ทำให้เมืองขยายตัวเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเเหล่งงานของผู้คนในขณะที่ภาคชนบทมีความซบเซาลงไป ทำให้ผู้คนจำนวนมากทิ้งไร่ทิ้งนาเข้ามาหางานทำในเมือง โรงเรียนในเขตเทศบาลเป็นที่รองรับนักเรียนจากทั้ง 8 อำเภอ ในขณะที่เมืองยังไม่มีเเผนรองรับการเข้ามาอยู่อาศัยของผู้คน ชาวบ้านเหล่านี้จึงบุกรุกเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของผู้อื่น เช่นที่ราชพัสดุ ที่วัด ที่ดินริมคลอง หรือเช่าห้องเช่าราคาถูก ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย สภาพเช่นนี้ดำรงมาช้านานเเละยังขาดทิศทางในการเเก้ไขปัญหาที่ชัดเจน

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง8 อย่างไรก็ตาม ในปี 2542 ต่อเนื่องมาถึงปี 2543 ได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญเมื่อคนจนที่สุดของเมืองอุตรดิตถ์ จำนวน 8 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ริมคลองโพคลองสาขาของเเม่น้ำน่าน ได้ร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยการออมทรัพย์กันวันละ 15 บาท เพื่อสร้างบ้าน โดยมีกาชาดจังหวัดช่วยประสานงานกับวัดเจริญธรรมในเรื่องการเช่าที่ดินเพื่อสร้างบ้าน เเละสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในปัจจุบัน)สนับสนุนกระบวนการทำงาน ส่งสถาปนิกไปร่วมทำงานกับชาวบ้านทุกขั้นตอน จนชาวบ้านสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้เป็นผลสำเร็จ ในราคาเพียงหลังละ 40,000 บาทเท่านั้น

“บ้านเพื่อชีวิตใหม่” ที่เจริญธรรม จึงไม่เพียงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า เเม้คนจนที่สุดในเมืองก็สามารถมีบ้านที่มั่นคงเป็นของตนเองได้หากมีการร่วมไม้ร่วมมืออย่างเข้มเเข็ง ทั้งจากชาวบ้านเอง เเละหน่วยงานสนับสนุน เเต่ยังได้จุดประกายความคิดให้กับชาวบ้านเเละหน่วยงานพัฒนาต่างๆ ในท้องถิ่นในอันที่จะพัฒนากันทั้งเมืองอุตรดิตถ์

นางประกายเเก้ว รัตนนาคะ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอุตรดิคถ์ กล่าวว่า การสร้างบ้านที่ชุมชนเจริญธรรมนับเป็นทิศทางที่สำคัญในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทางเราจะถือเป็นเเนวทางที่จะนำไปดำเนินการที่ชุมชนอื่นๆ ทั้งเมืองอุตรดิตถ์ โดยทางเทศบาลมีนโยบายเเน่ชัดในการพัฒนาชุมชนเเออัดเหล่านี้ในทุก ๆ ด้าน อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย สิ่งเเวดล้อม ธุรกิจชุมชน สาธารณสุข

ก้าวย่างของอุตรดิตถ์เมืองงาม

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง7 จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ชาวชุมชนเเออัดจึงได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายออมทรัพย์เมืองอุตรดิตถ์ในปี 2543 เพื่อดำเนินงานร่วมกันโดยชวนหน่วยงานต่าง ๆ ในเมืองมาทำงานร่วมกันเริ่มจากที่ชาวชุมชนได้ทำการสำรวจที่อยู่อาศัยทั้งเมือง พบว่ามีผู้ที่เดือดร้อน ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยกระจายอยู่ในเมืองอีกเป็นจำนวนมากในหลากหลายรูปแบบ เช่น ชุมชนที่อยู่ในที่ของ หน่วยงาน ทั้งที่ของราชพัสดุ ที่ชลประทาน รวมถึงที่สาธารณะประโยชน์ต่างๆ มีทั้งที่เสียค่าเช่า และไม่ได้เสียค่าเช่า เช่น ชุมชนหลัง รพช. , ชุมชนเกษมราษฎร์ ชุมชนที่อยู่ในที่เช่าวัด มีสัญญาเช่ารายปี เช่น เจริญธรรม,พาดวารี,หลังวัดท้ายตลาด,หลังวัดไผ่ล้อมล่าง,วัดเกษมฯ

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง3 กลุ่มบุกรุกเกิดขึ้นใหม่ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ มีทั้งที่บุกรุกที่ดินเอกชนและที่สาธารณะประโยชน์ มีขนาดเล็กระหว่าง 10 – 15 หลังคาเรือน ไม่มีการรวมกลุ่มกันชัดเจนนัก เช่น บุ่งคุก,ริมคลองเจริญบัณฑิต,สามแยกห้วยไผ่,ห้วยไผ่,ข้างรั้ว วค.,หน้าโรงเรียนวัดเกษมฯ,ตรอกแหนม,หลังห้างฟรายเดย์ ฯ รวมแล้วมีทั้งหมดประมาณ 657 หลังคาเรือน ไม่นับรวมกลุ่มบ้านเช่า ห้องเช่าราคาถูกที่มีอีกเป็นจำนวนมาก คาดว่ารวมกันแล้วจะมีไม่ต่ำกว่า 1,000 ครอบครัวทั่วเมืองอุตรดิตถ์ หรือประมาณ 4,000 คน

ในการสำรวจครั้งแรก (มีการสำรวจอีกหลายครั้งตามมา) พบว่า มีผู้ที่มีปัญหาเรื่องถูกไล่ที่ หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง รวมถึงผู้บุกรุกที่ต้องการมีที่อยู่ที่มั่นคง ทั้งหมด 124 ครอบครัว จาก 16 ชุมชน แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขผู้เดือดร้อนทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างของการสำรวจ อีกทั้ง ผู้เดือดร้อนบางกลุ่มไม่มั่นใจในเครือข่ายฯ ที่เขามองว่าเป็นองค์กรของชาวบ้านไม่มีอำนาจอะไรจึงไม่ให้ข้อมูล ทำให้มีผู้เดือดร้อนตกสำรวจไปบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อได้ข้อมูลเเล้วจึงนำไปสู่การสรุปและวางแผนเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ในที่สุดก็ตกลงที่จะพัฒนาชุมชนใน 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงเพื่ออาศัยอยู่ในที่เดิม และการสร้างชุมชนใหม่

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง2

การปรับปรุงเพื่ออาศัยอยู่ในที่เดิมนั้นชาวชุมชนมีความเห็นว่า ชุมชนเกษมราษฎร์ ชุมชนเจริญธรรม ชุมชนหลัง รพช. และชุมชนตรอกแหนม ซึ่งตั้งอยู่บนที่ของราชพัสดุบ้างที่วัดบ้างเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยกันมานานตั้งอยู่ใจกลางเมืองใกล้ที่ทำมาหากิจจึงควรที่จะอยู่ในที่เดิมต่อไปโดยชาวชุมชนจะร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น เช่น การช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ภายในชุมชน ทางเท้า, ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพภายในชุมชน ซึ่งขณะนี้ บางชุมชนได้ เริ่มดำเนินการแล้ว เช่นชุมชนเกษมราษฎร์ได้ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมแม่น้ำน่านเพื่อเป็นเขื่อนธรรมชาติ สร้างศาลาริมน้ำ ช่วยกันซ่อมแซมบ้าน และทางเดินเท้าในชุมชนเป็นต้นแล้วรวมตัวกันขอเช่าจากเจ้าของที่ดินในระยะเวลา 30 ปี เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

 

คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและท้องถิ่น

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวชุมชนที่ไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เพราะบุกรุกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเช่น ที่ดินวัด, ที่ดินรัฐ และเอกชนไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา ลูกหลาน ไม่ได้เรียนหนังสือ ทั้งที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และอยู่เป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยประมาณกลุ่มละ 5 หลัง 10 หลัง มีความเสียงต่อการไล่ที่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งกลุ่มบ้านเช่า ห้องเช่า ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้เครือข่ายองค์กรชุมชน และเทศบาลจึงเห็นร่วมกันที่จะสร้างชุมชนใหม่ ขึ้นมาเพื่อให้ชาวชุมชนเหล่านี้ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

บุ่งคุก…เส้นทางสู่บ้านมั่นคง

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง7 การสร้างชุมชนใหม่นั้น ปัญหาสำคัญก็คือ “ที่ดิน” ซึ่งต้องอยู่ใกล้แหล่งงาน ใกล้ที่เล่าเรียนของบุตรหลาน ซึ่งจากการสำรวจของเครือข่ายองค์กรชุมชนพบว่าในเมืองอุตรดิตถ์มีที่ของราชพัสดุ ที่ของวัด ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บุ่งคุก” ที่สาธารณะประโยชน์ของราชพัสดุ จำนวน 60 ไร่ ตั้งอยู่กลางเมืองซึ่งเทศบาลมีเเผนในการปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ

บริเวณบุ่งคุกเป็นที่ต่ำ รกร้าง ชาวบ้านบุกเบิกเข้าไปอยู่อาศัยประมาณ 20 ครอบครัว ซึ่งเมื่อก่อนทางอำเภอเมือง ให้เช่าเลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่ก็ได้ยกเลิกสัญญาเข้ามานานแล้ว ทางเทศบาลจึงขอใช้ประโยชน์เพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ แต่เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย เทศบาลจึงยอมแบ่งที่จำนวน 10 ไร่ สำหรับชาวบ้านกลุ่มเป้าหมายจำนวน 124 ครอบครัว

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง4 ปัญหาใหญ่ก็คือ พื้นที่บริเวณนั้นตามการใช้ประโยชน์ของผังเมืองถูกระบายเป็นสีเขียวอ่อน ซึ่งหมายถึงเป็นพื้นที่สันทนาการของเมือง ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัย จึงได้มีการขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ต่อผังเมือง โดยทางเทศบาลเป็นผู้ประสานงาน แต่ไม่เป็นผลเทศบาลจึงซื้อที่ดินใกล้ ๆ กับแปลงเดิมจำนวนเท่ากัน เป็นเงิน 6 ล้านบาท เป็นสถานที่สร้างบ้าน

เมื่อได้พื้นที่ใหม่ที่เทศบาลซื้อให้ก็ต้องมีกระบวนการในการออกแบบผัง ซึ่งชาวบ้านได้ออกแบบชุมชน ซึ่งพวกเขาต้องเข้าไปอยู่เอง โดยประสานขอความสนับสนุนสถาปนิกชุมชนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้เป็นพี่เลี้ยง

ผังที่ชาวบ้านออกแบบนั้นอยู่บนพื้นฐานโครงสร้างความสัมพันธ์เดิมของกลุ่มชุมชนเป็นหลัก เพราะอยู่ด้วยกันมานาน เข้าใจกันดี มีความผูกพัน และมักมีอาชีพ หรือวิถีชีวิตเล็ก ๆ ร่วมกัน เมื่อต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ซึ่งต้องมีการปรับตัวสูง ทั้งความคุ้นเคยในที่เดิม ความเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต อาชีพ สิ่งแวดล้อม ย่อมต้องเกิดความไม่มั่นคงทางด้านจิตใจได้ การมีเพื่อนบ้านหรือคนคุ้นเคยไปอยู่ด้วยกันจะทำให้อบอุ่นใจมากขึ้น

อีกอย่างผังของชุมชนนี้ คิดจากพื้นฐานของคนจนเป็นหลัก ขนาดถนน ทางเดินต่าง ๆ นั้น จะพอเพียงกับความจำเป็นในการใช้สอย ซึ่งไม่ได้หรูหราอย่างหมู่บ้านของคนชั้นกลาง

แต่สุดท้ายผังของชาวบ้านนั้นทางหน่วยงานไม่รับรอง ผิดหลักการออกแบบของเคหะฯ จึงมีการพบกันครึ่งทางด้วยการให้เคหะฯนำความต้องการของชาวบ้านผสานเข้ากับกฎระเบียบของการเคหะฯ

จากนั้นก็นำไปสู่การพิจารณาสิทธิผู้ที่จะได้เข้ามาอยู่ในชุมชนใหม่ โดยเครือข่ายชุมชน ร่วมมือกับเทศบาลตั้งทีมสำรวจข้อมูลขึ้นมาอีกครั้ง เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ใช้เวลาร่วม 2 ปี บางคนก็มีการย้ายถิ่นออกไปเเล้ว เเละที่สำคัญการสำรวจครั้งนี้จะเจาะลึกถึงครอบครัวเป้าหมายทั้ง 124 ครอบครัว ดูความเดือดร้อนของเเต่ละครอบครัว พร้อมๆไปกับการสำรวจข้อมูลใหม่ของ ผู้ยากลำบากจริง ๆ จากนั้นก็นำข้อมูลมาเปิดให้คนทั้งหมดดู ซึ่งการสำรวจรอบนี้ได้ผู้เดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วนถึง 400 ครอบครัว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้สร้างเกณฑ์ร่วมกันเพื่อคัดเลือกให้เหลือ 124 ครอบครัว โดยผู้เดือดร้อนทั้ง 400 ครอบครัวมีส่วนอย่างสำคัญยิ่ง ทุกคนมีสิทธิชี้เเจงต่อ คณะสำรวจว่าตนมีความเดือดร้อนอย่างไร จำเป็นอย่างไร ขบวนการนี้มีการทำซ้ำอยู่หลายรอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด เเต่ท้ายที่สุดคนที่ยังไม่ได้รับสิทธิทั้ง 276 ครอบครัว ก็ยอมรับโดยเต็มใจเพราะมีผู้ที่เดือดร้อนกว่า

ชาวบ้านบางคนซึ่งได้สิทธิในรอบเเรก เเต่ต้องสละสิทธิให้คนอื่นด้วยความเต็มใจ เมื่อเห็นว่าเพื่อนมีความเดือดร้อนเเละยากลำบากกว่า ซึ่งน้ำใจเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักในสังคมทุกวันนี้

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง1

ความเอื้ออาทรที่ได้จากการทำงานร่วมกันนี่เองได้นำไปสู่ “การสร้างบ้านกลาง” เพื่อผู้ ยากลำบากนั้น โดยการสำรวจพบว่า มีผู้เฒ่าผู้เเก่เเละคนพิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้อยู่ 8 ครอบครัว ไม่มีความสามารถที่จะหาเงินมาก่อสร้างบ้านได้ ที่ประชุมจึงมีมติสร้างบ้านกลางขึ้นให้คนเหล่านี้อยู่ โดยบ้านกลางนี้เป็นสิทธิของชุมชน

เเละอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนวิตกว่าจะเกิดขึ้นก็คือ การซื้อขายสิทธิในภายหลังไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใดก็ตาม พวกเขาจึงมีมติเป็นข้อตกลงร่วมกันว่า “ห้ามซื้อขายสิทธิโดยพลการ” ใครจะขายสิทธิจะต้องผ่านคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ จากนั้นก็จะมีการประชุมสมาชิกทั้งชุมชนเพื่อพิจารณาเเละถ้าต้องขายจะต้องขายให้กับกลุ่มเท่านั้น เพื่อกลุ่มจะได้นำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนรายอื่นต่อไป

ไม่เพียงการร่วมกันออกเเบบผังชุมชนร่วมกันพิจารณาสิทธิเท่านั้น การออกเเบบบ้านเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ชาวบ้านทั้ง 124 ครอบครัว มาร่วมกันทำ ร่วมกันบอกความต้องการผ่านไปทางสถาปนิกชุมชนเเปรเป็นเเบบบ้าน ดูเเล้วปรับเเก้อยู่หลายรอบในที่สุดก็ได้เเบบบ้านให้เลือกถึง7 เเบบด้วยกัน จากนั้นก็นำไปสู่การช่วยกันทำบ้านตัวอย่างขนาดเท่าของจริง เพื่อกรองความต้องการให้ออกมาตรงกับความฝันของผู้อยู่มากที่สุด

ออมทรัพย์สร้างบ้าน…ก้าวสำคัญสู่บ้านใหม่

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง5

วันนี้บ้านใหม่คนจนเมืองอุตรดิตถ์เป็นจริงขึ้นมาเเล้ว เเม้ว่าจะได้เพียง 124 ครอบครัว เเต่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าจะมีการทำโครงการ 2 , โครงการ 3 จนกว่าคนจนทุกคนในเมืองอุตรดิตถ์จะมีบ้านมั่นคง

ส่วนผู้เดือดร้อนรอบเเรก 124 ครอบครัวนั้นทุกอย่างลงตัว การเคหะเเห่งชาติสนับสนุนในเรื่องของการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเทศบาล โดยเทศบาลคิดค่าเช่าราคาถูก ส่วนเงินค่าสร้างบ้านนั้นชาวบ้านจะออมทรัพย์กันเอง โดยออมกันมานานกว่า 2 ปีเเล้ว จากนั้นก็จะขอใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ต่อปี จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช) ทั้งนี้เพราะบุ่งคุกเป็นหนึ่งใน 10 โครงการนำร่องที่ พอช ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล

นายโกวิท เทียนเเท่ง ผู้ได้รับสิทธิรายหนึ่งกล่าวว่า พวกเรามีความฝันที่จะมีบ้านที่มั่นคง บ้านที่เรามีกำลังส่ง ตอนนี้เราออมทรัพย์กันเดือนละ 100-200 บาท ผมดีใจมากที่ครอบครัวผม มีฝันที่เป็นจริงเเล้ว

ด้านนางอ้อย สุวรรณติ ชาวบ้านอีกผู้หนึ่งกล่าวความในใจว่า “ เป็นโครงการที่ดีมากที่เปิดโอกาสให้กับคนจนได้มีที่อยู่เป็นของตนเอง ซึ่งเมื่อก่อนคิดว่าในชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองได้”

จุดประกายอุตรดิตถ์บ้านมั่นคง6

พระธรรมธรโอภาส กิตติปัญโญ พระนักพัฒนาที่เข้าร่วมขบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองอุตรดิตถ์มาตั้งเเต่ต้นได้ให้ข้อคิดเห็นว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุตรดิตถ์มีข้อดีอยู่ หลายอย่าง หนึ่งเรามีเทศบาลที่เข้าใจชาวบ้าน ทำงานร่วมกับชาวบ้านมาโดยตลอด ถึงขนาดลงทุนซื้อที่ให้กับชาวบ้าน เรามีองค์กรสงฆ์ที่เข้ามาทำงานร่วมกับชาวบ้าน ให้ข้อคิดกับชาวบ้าน ช่วยเตือนชาวบ้านเมื่อมีกิเลสสูง เมืองอุตรดิตถ์ยังมีขนาดเล็กจัดการได้ง่ายเเละที่สำคัญอุตรดิตถ์มีองคืกรชุมชนที่เข้มเเข็ง ทำงานอย่างมีเป้าหมาย เพื่อคนที่ทุกข์ยากกว่า อันนี้สำคัญมาก จึงฝากไว้เป็นข้อคิดสำหรับชุมชนอื่น ๆ ว่าคนชุมชนต้องรักกัน ช่วยเหลือกัน

นี่คือ รูปธรรมที่เเสดงถึงทิศทางของ “อุตรดิตถ์ บ้านมั่นคง” บ้านที่เกิดจากความร่วมไม้ร่วมมือของหลายฝ่ายทั้งองค์กรชุมชน พระสงฆ์ เทศบาล สถาบันการศึกษา นักพัฒนาเอกชน เเละชาวอุตรดิตถ์ทุกคน

บ้านที่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านที่สวยงาม เเต่เป็นบ้านที่มีความสัมพันธ์ต่อกันของผู้อยู่อาศัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เเละวิถีความเป็นอยู่ที่พึ่งพาเอื้ออาทรต่อกัน เเละนี่คือชัยชนะของทุกคนในเมืองอุตรดิตถ์ ที่จับมือกันฟันฝ่าเเก้ปัญหาของเมือง ซึ่งจะเป็นเเบบอย่างให้กับเมืองอื่นๆ ต่อไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter