|
ความเป็นมา อยุธยาเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น น้ำท่วม การระบายน้ำ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ความยากจน เเละปัญหาการไล่ที่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองออกจากบริเวณเมืองเก่า เทศบาลอยุธยามีประชากรประมาณ 70,600 คน 14,000 ครัวเรือน เเละประชากรเเฝงอีกประมาณ 30,000 คน มีพื้นที่ประมาณ 14 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินสาธารณะ ซึ่งหลายหน่วยงานดูเเลอยู่ เช่น กรมธนารักษ์ กรมศิลปากร ฯลฯ เนื่องจากอยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ประชาชนเเละสถานที่ทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกัน กรมศิลปากรประกาศให้พื้นที่ในเขตเมืองเก่า 1,810 ไร่ เป็นเขตเมืองประวัติศาสตร์ เเละได้จัดทำเเผนพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งได้รับอนุมัติจากครม. เมื่อปี 2536 ทั้งนี้อยุธยาได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดย UNESGO เมื่อปี 2534 เรื่องนี้เป็นทั้งข่าวดีเเละร้าย ข่าวดี คือ การที่เมืองเก่าได้รับการอนุรักษ์ดูเเลอย่างดี ข่าวร้ายสำหรับชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าเเละโบราณสถานมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่ที่ เนื่องจากชุมชนเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในที่ดินโดยไม่มีสัญญาเช่า โดยสภาพทางเศรษฐกิจชุมชนเหล่านี้ไม่อาจย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากส่วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในบริเวณนี้ เช่น ขายอาหาร ของที่ระลึก คนงานให้บริการ เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งเมืองก็ต้องการเเรงงานนี้เช่นเดียวกัน ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในอยุธยา จากข้อมูลของเทศบาลอยุธยามีชุมชนผู้มีรายได้น้อย 25 ชุมชน 1,475 ครัวเรือน ข้อมูลนี้ไม่ได้ครอบคลุมชุมชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งหมดในเทศบาลอยุธยา เนื่องจากชุมชนเหล่านี้เป็นชุมชนที่จัดตั้งโดยเทศบาล เพื่อการให้บริการด้านสาธารณูปโภค การเลือกตั้ง เเละการปกครอง ในเดือนมีนาคม 2543 เครือข่ายองค์กรชุมชนได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชนในเขตเทศบาล พบว่ามีชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งสิ้น 53 ชุมชน 4,989 หลังคาเรือน ประชากร 6,611 ครัวเรือน โดยมีลักษณะเด่นดังนี้ Ø ชุมชนร้อยละ 95 ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ 75 % เป็นชุมชนบุกรุก มีเพียงร้อยละ 3.7 มีที่ดินของตนเองเเละที่ดินผสม Ø ร้อยละ 58 มีปัญหาที่อยู่อาศัย โดยร้อยละ 38.8 ได้รับข่าวลือเกี่ยวกับการไล่ที่ เเละร้อยละ 20.7 ได้รับเเจ้งให้รื้อย้าย Ø ลำดับความรุนเเรงของปัญหา
Ø ปัญหาด้านสาธารณูปโภค
Ø ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
องค์กรชุมชนเเละกระบวนการทำงาน
ตั้งเเต่ปี 2541 เทศบาลอยุธยาได้เริ่มจัดตั้งชุมชน เเละคณะกรรมการชุมชน โดยใน(ปัจจุบันมี ชุมชน เเละกรรมการชุมชนที่เทศบาลรับรองเพิ่มขึ้นเป็น 28 ชุมชน) กิจกรรมของคณะกรรมการชุมชน คือ การประสานความร่วมมือกับเทศบาล เเละหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การเเก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การจัดงานประเพณีในชุมชน โดยเทศบาลให้เงินสนับสนุนกิจกรรมในชุมชนปีละ 20,000 บาทต่อชุมชน ปี 2535 ได้มีการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณะสุข (อสม.) ขึ้น โดยการสนับสนุนของกระทรวงสาธารณะสุข โดยเเต่ละชุมชนจะมีอาสาสมัครประจำ 5-8 คน ปัจจุบันมี อสม. 10,000 คน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอสม. ระดับจังหวัด ปี 2541 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นที่ชุมชนอาคารสงเคราะห์ เริ่มจากการได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เทศบาล เเละได้ไปศึกษาดูงานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ในกรุงเทพฯ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือพชม. โดยได้ขยายจำนวนจาก 1 กลุ่ม เป็น 9 กลุ่มภายใน 1 ปี ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์ 13 กลุ่ม สมาชิก 650 ครอบครัว มีเงินออมรวม 1,637,522 บาท กลุ่มออมทรัพย์ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนให้มาทำงานร่วมกัน ตั้งเเต่เรื่องการออมทรัพย์ไปจนถึงกิจกรรมการพัฒนาที่ซับซ้อนขึ้นซึ่งช่วยเชื่อมชุมชนเข้ากับระบบที่เป็นทางการ กลุ่มออมทรัพย์ได้เปิดทางให้กับขบวนการพัฒนาภายในชุมชน เเละต่อเชื่อมกับทรัพยากรจากภายนอก หลังจากมีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ได้ 9 กลุ่ม ได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ซึ่งในช่วงเเรกจะทำงานเฉพาะเรื่องออมทรัพย์เท่านั้น หลังจากทำงานร่วมกันได้ระยะหนึ่ง เครือข่ายเกิดความมั่นใจมากขึ้นที่จะขยายกิจกรรมไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น การพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน ที่ชุมชนศาลาปูน การใช้เงินทุนจากโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเพื่อก่อสร้างทางเดินคอนกรีตในชุมชน เเม้จะเป็นโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมขนาดเล็กในชุมชน เเต่ได้ช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนเเละเครือข่ายได้ร่วมกันคิดปรึกษาหารือเเละทำงานร่วมกัน ในขณะเดียวกันเครือข่ายได้พยายามเรียนรู้ประสบการณ์จากเครือข่ายอื่น ๆ เช่น เมื่อทราบถึงการร่วมกันสำรวจชุมชนเพื่อจัดทำเเผนพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมือง จากเครือข่ายนครสวรรค์ เครือข่ายอยุธยาจึงเริ่มสำรวจชุมชนเพื่อนำมาใช้จัดทำเเผนเเก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันเครือข่ายยังคงทำกิจกรรมในด้านอื่นๆ ต่อไป เช่น สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนอื่นๆ เเละช่วยพัฒนากลุ่ม จัดการสำรวจชุมชน หารือเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการประเภทต่างๆ เพื่อเสนองบประมาณจาก SIF โดยเครือข่ายได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 1,354 ,400 บาท เพื่อจัดทำโครงการสวัสดิการใน 9 ชุมชน การขอรับเงินทุนจากโครงการมิยาซาวาเพื่อเเก้ไขปัยหาหนี้นอกระบบ ฯลฯ เครือข่ายจัดเป็นกลไกสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของชุมชน การสร้างเวทีเรียนรู้ เเลกเปลี่ยนประสบการณ์เเละเสริมสร้างกำลังใจระหว่างกัน ช่วงต้นปี 2543 เทศบาล การเคหะเเห่งชาติ (กคช.) พชม. เเละเครือข่ายชุมชนได้รวมกันสำรวจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองอยุธยา เริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของเครือข่าย โดยการสนับสนุนด้านเทคนิคเเละการเงินจาก กคช. ซึ่งในการสำรวจชาวชุมชน เป็นผู้ลงสำรวจทั้งหมด การสำรวจเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงชาวชุมชนเเละสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมในขบวนการ โดยเครือข่ายวางเเผนการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง กำหนดขอบเขตการสำรวจ คำนิยมชุมชนที่จะสำรวจ โดย พชม. ได้ส่งสถาปนิกชุมชน 2 คน ลงไปช่วยระหว่างการสำรวจ เพื่อจัดทำเเผนที่เเละทำผังชุมชน ระหว่างการสำรวจ เครือข่ายมีโอกาสพูดคุยกับชุมชนใหม่ ได้อธิบายถึงกิจกรรมของเครือข่าย เเนวความคิดว่าคนจนเเละโบราณสถานอยู่ร่วมกันได้ การหารือเกี่ยวกับทางออกชุมชนที่ถูกไล่ที่ ผลการสำรวจปรากฏว่า มีชุมชนในเขตเทศบาลรวมทั้งสิ้น 53 ชุมชน 4,989 หลังคาเรือน 6,611 ครอบครัว โดยชุมชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ 58% หรือ 30 ชุมชน มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย โดยในจำนวนนี้ 38.8 % มีข่าวลือเกี่ยวกับการไล่ที่ มีการเลือกชุมชน 3 ชุมชน เพื่อพัฒนาเป็นโครงการตัวอย่าง เเต่ละชุมชนได้หารือกันเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยมีสถาปนิกชุมชนช่วยออกเเบบวางผัง ได้มีการจัดตั้งกรรมการร่วมระหว่างจังหวัด เทศบาล พอช (พชม. เดิม) กคช. เเละชุมชน ชื่อคณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ในอยุธยา กรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาเป็นประธาน ตัวเเทนจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เเละส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง (เทศบาล กรมศิลปากร กรมธนารักษ์ กคช. พอช. ) เเละเครือข่ายชุมชน คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ ดังนี้
บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. เทศบาลพระนครศรีอยุธยา โดยทั่วไปเทศบาลมีหน้าที่พัฒนาระบบสาธารณูปโภค จัดเก็บขยะ ดูเเลด้านสุขภาพเเละการศึกษาของประชาชน โดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยเเละการเเก้ไขปัญหาความยากจนไม่ใช่ภาระกิจหลัก ช่วง 43 ปี ที่ผ่านมา เทศบาลได้ก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพียง 40 หน่วย ให้ผู้ที่ประสบปัญหาไฟไฟไหม้ (ชุมชนอาาคารสงเคราะห์) เทศบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนาชุมชน 10,000 - 20,000 บาทต่อปีต่อชุมชน เเต่ได้ยกเลิกไปเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ อย่างไรก็ดี เทศบาลได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งในการสำรวจชุมชนของเครือข่าย เเละเข้าร่วมเป็นกระบวนการพัฒนาเมืองน่าอยู่ จะเห็นได้ว่าเทศบาลได้ยอมรับบทบาทเเละกิจกรรมของเครือข่ายมากขึ้น 2. การเคหะเเห่งชาติ มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำนโยบายที่อยู่อาศัยของชาติ วางเเผนเเละดำเนินการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เเก้ไขปัญหาการไล่เเละพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยในเมือง ในช่วงต้นปี 2542 กคช. ได้ริเริ่มเเนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับเมืองเเทนการพัฒนาระบบเป็นรายโครงการ โดยการสนับสนุนให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยได้รับความร่วมมือกับพชม. เเละเทศบาลนครสวรรค์ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อนำไปสู่เมืองน่าอยู่ หลังจากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองอยุธยา 3. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์การมหาชนมีภาระกิจหลัก คือ ส่งเสริมความเข้มเเข็งขององค์กรชุมชน การสร้างการยอมรับเเละรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน พัฒนาการออมทรัพย์สวัสดิการเศรษฐกิจชุมชน เเละสนับสนุนด้านสินเชื่อให้กับองค์กรชุมชน พอช. ได้ทำงานร่วมกับชุมชนในอยุธยาตั้งเเต่ปี 2541 (ตั้งเเต่ยังเป็นพชม.) ด้วยการให้การสนับสนุนองค์กรชุมชน เเละเครือข่ายในการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน การให้สินเชื่อ มิยาซาวาเพื่อปลดหนี้นอกระบบ ประสานงานด้วย กคช. เทศบาลเเละผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปสู่เมืองน่าอยู่ 4. โครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเมือง เริ่มดำเนินการตั้งเเต่ปี 2539 โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ค ในการดำเนินการได้สนับสนุนให้ชุมชนผู้มีรายได้น้อยพัฒนาสาธารณูปโภคเเละสภาพเเวดล้อมภายในชุมชนโดยชาวบ้านเอง เช่น การสร้างทางเดินภายในชุมชน ทางระบายน้ำ ศูนย์ชุมชน ขุดลอกคลอง เป็นต้น โครงการนี้ได้เชื่อมโยงให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมาพบปะพูดคุยกันถึงปัญหาภายในชุมชนเเละการเเก้ไขปัญหา เมื่อชุมชนหาข้อยุติได้เเล้วว่าต้องการเเก้ไขปัญหาย่างไร ก็ร่วมกันจัดเเผนเเละโครงการเพื่อเสนอให้เครือข่ายพิจารณา เพื่อกลั่นกรองในการประชุมเครือข่ายเเละกรรมการระดับจังหวัด โครงการ ฯ ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการสร้างคอนกรีตหนีน้ำท่วมที่ชุมชนศาลาปูน ซึ่งเเม้จะเป็นเพียงชุมชนเดียว เเต่ได้ส่งผลกระทบเครือข่ายทั้งหมด โดยเฉพาะเครือข่ายที่อยู่อาศัย
โครงการตัวอย่าง 1. การก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ : ชุมชนอาคารสงเคราะห์ ชุมชนที่ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเเถว 40 หน่วย ซึ่งก่อสร้างโดยเทศบาลเมื่อ 45 ปีมาเเล้ว หลังจากชาวชุมชนอยู่อาศัยมาได้ระยะหนึ่งได้มีการขยายครอบครัวเเละก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม ทำให้ชุมชนเเออัดขึ้นเเละสภาพเเวดล้อมเสื่อมโทรมลง เนื่องจากตัวบ้านเก่าลง ทางเดินในชุมชนเเละทางระบายน้ำชำรุด ต่อมาเทศบาลได้หยุดเก็บค่าเช่า ซึ่งขณะนั้นมีที่อยู่อาศัย 67 หน่วย อาจสรุปปัญหาของชุมชนได้ดังนี้
เเนวทางการเเก้ไขปัญหา ชาวชุมชนได้มาประชุมกันเพื่อหาเเนวทางเเก้ไขปัญหา ด้วยการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่โดยสถาปนิกชุมชนได้เข้าไปช่วยร่างผังชุมชนเเละเเบบบ้านตามที่ชาวบ้านต้องการ หลังจากทุกครอบครัวเห็นด้วยเเล้วจึงเริ่มจัดทำผังละเอียด ระหว่างกระบวนการดังกล่าว ชุมชนได้ออมเงินเพิ่มขึ้นจากการออมทรัพย์เดิมเพื่อเป็นกองทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเมื่อสิ้นปี 2543 กลุ่มออมทรัพย์มีเงินออมรวมกัน 385,000 บาท เเละมีเงินออมเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย 200,000 บาท ชุมชนได้เเสนอโครงการให้คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ ซึ่งคณะกรรมการเห็นชอบให้โครงการนี้เป็นโครงการตัวอย่าง เเละได้จัดทำเเผนการดำเนินงานร่วมกัน ได้มีการประสานกับกรมธนารักษ์เพื่อขอเช่าที่ชุมชน โดยการทำสัญญาระยะยาว 30 ปี ขณะที่องค์กรชุมชนเสนอขอใช้สินเชื่อจากพอช. 4.859 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยระหว่างการก่อสร้างใหม่ ชุมชนได้ย้ายออกไปก่อสร้างที่พักชั่วคราวอยู่บนที่ดินเทศบาลเตรียมไว้ให้ซึ่งไม่ไกลจากชุมชนเดิม
ข้อมูลโครงการ
สรุปโครงการ 1. ชาวชุมชนได้รับสิทธิภาพเช่าที่ดินทั้งเเปลง โดยเช่าในนามกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนอาคารสงเคราะห์เป็นเวลา 30 ปี 2. ได้มีการรื้อย้ายออกทั้งหมดเพื่อก่อสร้างใหม่ โดยการเคหะเเห่งชาติสนับสนุนการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคทั้งชุมชน 3. ในการสร้างบ้าน ชาวชุมชนได้ขอใช้สินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง จำนวน 4,661,574 บาท (หรือรายละไม่เกิน 80,000 บาท) ผ่อนชำระประมาณวันละ 38 บาท เป็นเวลา 15 ปี โดยกลุ่มออมทรัพย์จ้างผู้รับเหมามาดำเนินการสร้างบ้านทั้ง 66 หลัง (เเต่ละหลังมีขนาด 3x10 ม. ) โดยสร้างเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่ง 4. ในการดำเนินงานเเละจัดผังก่อสร้างทำให้ชุมชนมีพื้นที่ว่างเพื่อการใช้สอยร่วมกันอย่างกว้างขวาง มีสุขภาวะที่ดีขึ้นทั้งกายภาพเเละความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
2. การปรับปรุงชุมชนในที่ดิน : ชุมชนตรอกขนมถ้วย ชุมชนตรอกขนมถ้วยเป็นชุมชนเก่าเเก่มีการตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 50 ปี ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ย้ายมาจากชนบทภายในจังหวัดเพื่อหางานทำ เนื่องจากผู้อพยพเหล่านี้เป็นคนจนไม่สามารถซื้อที่ดิน จึงได้สร้างที่พักอย่างง่ายๆขึ้นบนที่ดินสาธารณะ ที่เรียกชื่อชุมชนนี้ว่าตรอกขนมถ้วย เนื่องจากหลายครอบครัวในชุมชนนี้มีอาชีพทำขนมถ้วยเป็นที่เลื่องลือเเละเป็นที่รู้จักดีในเมืองอยุธยา เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เทศบาลมีโครงการที่จะตัดถนนผ่านบริเวณนี้ เเละได้เเจ้งให้ชุมชนย้ายออก มีเพียง 10 ครอบครัวที่สามารถหาที่อยู่อาศัยใหม่ได้เเละได้ย้ายออกไป ขณะที่ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยใหม่ได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือจากสส. เพื่อขออยู่อาศัยในที่เดิม ปัจจุบันในชุมชนนี้มีผู้อาศัยอยู่ 18 ครอบครัว จากเดิมมีผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น 33 ครอบครัว ปัญหาชุมชน
เเนวทางการเเก้ไขปัญหา ประมาณปี 2541 ชาวชุมชนตรอกขนมถ้วยได้รับทราบเกี่ยวกับกลุ่มออมทรัพย์ในหลายชุมชน จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เเละเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่าย เเละได้เรียนรู้ว่าการมีองค์กรชุมชนที่เข้มเเข็งจะช่วยเเก้ไขปัญหาได้ นอกจากกิจกรรมการออมทรัพย์เเล้ว ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อสังคม (SIF) เเละโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเมือง จัดทำโครงการสวัสดิการเเละพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน โดยชุมชนตัดสินใจร่วมกันว่าจะปรับปรุงทางเดินเเละที่ว่างภายในชุมชน จึงขอยืมเงินจากกองทุนจำนวน 33,679 บาท เพื่อซื้อวัสดุ โดยชุมชนร่วมลงเเรงกันก่อสร้างถนน เเละเก็บเงินคืนจากชาวบ้านเดือนละ 100 บาท ต่อครอบครัวเป็นเวลา 20 เดือน
3. การปรับชุมชนในที่ดิน : ชุมชนวัดพิชัย จากการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาทางเดินเเละที่ว่างในชุมชน ทำให้ชาวชุมชนรู้สึกเชื่อมั่นในพลังของชุมชนเเละร่วมกันพัฒนาหน้าบ้านให้เป็นระเบียบน่ามอง ขณะเดียวกันก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อสร้างถนน เเละพยายามต่อรองที่จะขออยู่ที่เดิม โครงการตัวอย่างอีกโครงการหนึ่ง คือ ชุมชนวัดพิชัย ซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีผู้อยู่อาศัย 29 ครัวเรือน อาศัยอยู่บนที่ดินของวัด ต่อมาได้รับเเจ้งว่าวัดต้องการใช้ที่ดินบริเวณนี้ ชาวบ้านจึงรวมกันเจรจาโดยคืนที่ดินบางส่วนให้วัดเเลกกับการทำสัญญาเช่าระยะยาว โดยชุมชนตกลงจะพัฒนาสภาพเเวดล้อมให้ดีขึ้น เช่น การทาสีบ้าน ทำระเบียงบ้าน เป็นต้น ปัจจุบันชุมชนได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว 15 ปีกับวัดเเล้ว นอกจากชุมชนตัวอย่างข้างต้น ยังมีชุมชนบนที่ดินของกรมศิลปากรอีก 8 ชุมชนที่อาจจะต้องย้ายออกไป เนื่องจากกรมศิลปากรมีเเผนงานจะปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองเก่าในฐานะที่เป็นมรดกโลก คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของจังหวัดได้ร่วมกับชุมชนในการดำเนินการจัดทำเเผนเเก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีเเนวทางในเบื้องต้นว่าบางชุมชนจะย้ายออกไปอยู่บนที่ดินกรมศิลปากรจะจัดหาให้โดยไม่ไกลจากที่เดิม (บริเวณโรงงานสุรา) เเละบางชุมชนจะใช้วิธีปรับผังบางส่วน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดรายละเอียด บทสรุป 1. ขบวนการเชื่อมโยงกันของกลุ่มออมทรัพย์ภายในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดความสนใจร่วมกันในเรื่องนั้น ๆ เเละเกิดเป็นเครือข่ายร่วมเชิงประเด็น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเครือข่ายสามารถร่วมกันเเก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สวัสดิการชุมชนตลอดจนที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ เครือข่ายยังริเริ่มความร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ ในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งร่วมกับประชาคมในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองโดยรวม 2. การสำรวจเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มเเข็งให้ชุมชนเเละเครือข่าย เพราะกระบวนการสำรวจทำให้ชุมชนหันมาร่วมกันคิดเกี่ยวกับชุมชนของตนเองมากขึ้น ชุมชนอื่นๆ ภายในเมืองกันมากขึ้น เเละยังช่วยเชื่อมโยงชุมชนใหม่ ๆ สมาชิกใหม่ ๆ เข้ามาสู่กระบวนการพัฒนา ช่วยให้ชาวชุมชนเข้าใจสถานะการณ์เเละองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเเละการอยู่อาศัยของชุมชนต่างๆ ในเมือง ชาวชุมชนสามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนได้อย่างมั่นใจเพราะเป็นผู้สำรวจข้อมูลด้วยตนเอง นอกจากนี้ กระบวนการสำรวจยังช่วยให้เกิดการประสานงานระหว่างชุมชน เทศบาลเเละหน่วยงานอื่นๆในท้องถิ่น 3. การเชื่อมโยงองค์กรชุมชนนำไปสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยร่วมกันระดับเมืองเท่าที่ผ่านมา การเเก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินเเละการอยู่อาศัย มีการดำเนินการโดยชุมชนเเต่ลำพัง หรือเป็นความร่วมมือระหว่างการเคหะเเห่งชาติ เเละชุมชนหรือเทศบาลเเละชุมชน ทำให้สามารถดำเนินการได้ทีละชุมชนเเละต้องใช้เวลานานในการเเก้ไขปัญหา การประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วม ทำให้สามารถเเก้ไขปัญหาได้อย่างกว้างขวางพร้อมกันทั้งเมือง โดยสัมพันธ์กับโครงสร้างเเละพัฒนาการของเมือง นอกจากนี้การเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันยังเป็นการระดมทรัพยากรเเละกำลังของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 4. การเปลี่ยนเเปลงบทบาทของหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ในอดีตเทศบาลจะให้การสนับสนุนงบประมาณเฉพาะชุมชนที่เทศบาลให้การรับรองจัดตั้งเป็น ชุมชน โดยจะให้การสนับสนุนเฉพาะบางกิจกรรมภายใต้งบประมาณที่จำกัด เเต่ในปัจจุบันหลาย ๆ เทศบาลได้ยอมรับบทบาทของเครือข่าย เเละให้การสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่าย ตลอดจนประสานกับกลุ่มเเละหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น
จุดประกายบ้านมั่นคงที่อยุธยา
|
เเนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาเมืองอยุธยา
- รายละเอียด
- ผู้ดูแลระบบ
- หมวดหลัก: รายงานความคืบหน้าโครงการ
- ฮิต: 2278



ในปี 2543 ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 60.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 32 อาศัยอยู่ในเมือง การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอดีต ส่งผลให้เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางเเผนหรือการจัดการที่ดีพอ ขาดการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยที่ดินเเละสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพให้เพียงพอต่อการเติบโตของประชากร ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว ปรากฏชัดมากขึ้นเเละ ไม่เฉพาะกรุงเทพที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อยู่อาศัยเเละสภาพเเวดล้อม เมืองหลักอื่นๆในภูมิภาคก็กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกัน
ก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนอย่างเป็นทางการ มีการรวมตัวกันของชุมชนอย่างหลวมๆ เช่น กลุ่มญาติพี่น้อง กลุ่มผู้ที่มีภูมิลำเนาเดียวกัน กลุ่มผู้มีอาชีพเดียวกัน เเละการรวมกลุ่มเฉพาะกิจโดยมีวัตถุประสงค์เป็นครั้งคราว เช่น จัดงานเนื่องในเทศกาลต่างๆ เป็นต้น
อาจารย์ สุธรรม ชาตะสิงห์ ประธานเครือข่ายออมทรัพย์พัฒนาชุมชนเมือง เล่าให้ฟังว่าด้วยเหตุที่ทางการต้องการให้อยุธยาเป็นเหมือนสุโขทัย เป็นเมืองแห่งการอนุรักษ์โบราณสถานจึงมีกระแสการไล่รื้อชุมชนขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ของกรมศิลปากร พวกเราชาวชุมชนจึงได้รวมตัวปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะทำการสำรวจข้อมูลชุมชนกันทั้งเมืองโดยพวกเราเป็นคนทำเอง

