playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สามชุก คือ ไส้แซนวิส ที่ยังเหลืออยู่

นี่คือคำพูดที่ออกจากปาก ของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในวันที่ท่านได้เดินทางได้เยี่ยมชมตลาดสามาชุก ตามคำเชิญของมูลนิธิชุมชนไท เมื่อไม่นานมานี้

อ.ศรีศักร เป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ นักมนุษย์วิทยา ที่มิได้ให้ความสนใจเพียงความเป็น?วัตถุโบราณ หรือโบราณสถาน แต่ท่านสนใจที่ตัวคน ความเป็นชุมชน ความเป็นสังคมและความเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองเป็นหลัก ดังนั้น ต่อคำพูดข้างต้นจึงชวนให้ค้นหานัยยะที่ซ่อนเร้นเป็นอย่างยิ่ง

แต่ไหนแต่ไรมา พอพูดถึงพิพิธภัณฑ์ หรือโบราณสถาน โบราณวัตถุ ก็จะนึกถึงวัดสมัยสุโขทัยสมัยอยุธยา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ในบางจังหวัด ซึ่งถูกจัดการโดยกรมศิลปากร อันเป็นภาครัฐส่วนกลาง ลูกหลาน เยาวชน คนรุ่นหลังที่เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านั้นก็จะเห็นแต่มิติของความเก่า แก่ทางวัตถุ มิอาจเชื่อมโยงไปสู่มิติของชีวิตผู้คนได้เลย

อ.ศรีศักร บอกว่า ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาได้เกิดมิติใหม่ของการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยคนในท้องถิ่น กล่าวคือ ได้เกิดรูปแบบใหม่ของการปกครองท้องถิ่น ในลักษณะของมณฑลเทศาภิบาล เกิดเมืองใหม่ ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งเมืองเล็กและเมืองใหญ่ ซึ่งเมืองเหล่านี้ได้เริ่ม ก่อร่างสร้างตัว ลงหลักปักฐานของตนเองจนเป็นปึกแผ่น

สามชุก เมืองเล็กๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีก็เป็นหนึ่งของผลพวงอันนั้น โดยในอดีตสามชุกคือแหล่งที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน มอญ ฯลฯ มามีสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะของการแลกเปลี่ยน และซื้อขายสินค้า จนพัฒนาไปสู่การลงหลักปักฐาน สร้างเมืองที่มั่นคงขึ้นมา

ตามประวัติของเมืองสามชุก กล่าวไว้ว่า ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่ออำเภอ "นางบวช" ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช โดยมีขุนพรมสภา(บุญรอด) เป็นนายอำเภอคนแรก ซึ่งยังมีภาพถ่ายปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2457 ต้นรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายอำเภอมาตั้งที่บ้าน"สำเพ็ง" ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญในสมัยนั้น จนกระทั่งปี 2481 สมัยรัชกาลที่ 8 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอนางบวช" มาเป็น "อำเภอสามชุก" และย้ายมาตั้งอยู่ริมลำน้ำสุพรรณบุรี(ท่าจีน) ซึ่งแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านคลองมะขามเฒ่า

แต่เดิมบริเวณที่ตั้งอำเภอสามชุกเรียกว่า "ท่ายาง" มีชาวบ้านนำของป่าจากทิศตะวันตกมาค้าขายให้กับพ่อค้าที่เป็นชาวเรือ บ้างก็มาจากทางเหนือ บ้างก็มาจากทางใต้ เป็น 3 สาย จึงเรียกบริเวณที่ค้าขายนี้ว่า "สามแพร่ง" ต่อมาได้เพี้ยนเป็นสามเพ็ง และ สำเพ็ง ในที่สุด ดังปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ในนิทานพื้นบ้านย่านสุพรรณ

มีเรื่องกล่าวต่อไปว่า ในระหว่างที่คนมารอขายสินค้าก็ได้ตัดไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะสำหรับใส่ของขาย เรียกว่า "กระชุก" ชาวบ้านจึงเรียกว่า "สามชุก" มาถึงปัจจุบัน

อำเภอสามชุกเดิม มีพื้นที่ 774.9 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในที่ 2528 ได้มีการตั้งอำเภอหนองหญ้าไซ จึงแบ่งบางส่วนออกไป ยังคงเหลือเพียง 362 ตารางกิโลเมตร

หากได้มีโอกาสเดินตลาดสามชุกในวันนี้ ยังคงเห็นร่องรอยของดีอยู่มากมาย บ้านเรือนถึงแม้จะเก่าแก่ แต่เต็มไปด้วยศิลปะกรรมที่งดงามอันหาดูได้ยาก บ้านของขุนจำนงค์ จินารักษ์ ตั้งเด่นสง่าเผยให้เห็นศิลปะกรรมการก่อสร้างที่ประณีต ไม่ต่างจากบ้านของชาวสามชุกหลังอื่น ๆ ที่มีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี

เดินชมตลาดไปด้านติดกับแม่น้ำ ยังมีร้านกาแฟแบบโบราณ ลูกค้ายังอุดหนุนกันคับคั่ง ทั้งคนเฒ่าคนแก่ที่ถือไม้เท้ามาหมายจะพูดคุยกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าการ ดื่มกาแฟและคนรุ่นหลังที่มีเป้าประสงค์สลับกัน

ติดกับร้านกาแฟ มีขนมหวานหลากหลายวางขาย มีขนมเปี๊ยะ ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ขนมไส้เค็ม ถัดไปเป็นร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำพริกของแม่กิมลั้งที่ยืนยงคงกะพันมากว่า 50 ปี

ความเจริญที่ถาโถมเข้ามาเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีการตัดถนนหลักเชื่อมต่อเข้ากรุงเทพ ทำให้สามชุกที่เคยเจริญในอดีตค่อย ๆ คลายความสำคัญลง บ้านเรือที่เก่าแก่เต็มไปด้วยศิลปกรรมที่งดงาม ถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม ในขณะที่กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในเมืองนี้เสนอให้มีการรื้อบ้านที่เก่าครำคร่าออกไป เพื่อสร้างเมืองใหม่

แต่ชาวตลาดสามชุก ?กลุ่มหนึ่ง? อันประกอบด้วยผู้คนหลากหลายในเมืองนี้ ได้มองเห็นถึงคุณค่าในรากของตนเอง จึงเลือกที่จะร่วมกันฟื้นฟูเมืองเก่า แทนการรื้อทำลายไปสร้างเมืองใหม่ อย่างที่เกิดขึ้นในเมืองต่าง ๆ ทั่วฟ้าเมืองไทย ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไม รศ.ศรีศักร จึงพูดว่า ?สามชุก คือไส้แซนวิส ที่ยังเหลืออยู่?

ประกอบกับในปี 2545 ที่ผ่านมา ?สามชุก? ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่อง ของโครงการปฏิบัติการชุมชน และเมืองน่าอยู่ มูลนิธิชุมชนไท ซึ่งเป็นการพัฒนาเมืองแนวใหม่ที่ผู้คนหลากหลายในเมืองมาร่วมกันคิด ร่วมกันพัฒนาเมืองของตนเอง แทนที่จะสั่งการมาจากส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา

ชาวสามชุกที่มองเห็นคุณค่าของตนเอง จึงได้รวมตัวกันเป็น ?คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก? โดยการร่วมกันค้นหาความเป็นตัวตนคนสามชุก ซึ่งพบว่าสามชุกมีของดีอยู่มากมาย ทั้งบ้านเรือนเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยศิลปกรรมอันงดงาม อาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อหลาอย่างตลอดจนวิถีชีวิตที่คนหลากหลายเชื้อชาติ ร่วมกันสร้างและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขมาถึงทุกวันนี้

ด้วยเห็นถึงคุณค่าเหล่านี้ กิจกรรมต่าง ๆ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาเมืองสามชุกให้เป็นตลาดมีชีวิต เช่นการทำความสะอาดตลาด ปรับปรุงบ้านที่ทรุดโทรม รื้อฟื้นการทำอาหารไทย ๆ ให้คงอยู่ เช่นการทำแกงบวน ขนมหวาน กาแฟโบราณ รวมทั้งการร่วมกันตั้งพิพิธภัณฑ์มีชีวา โดยใช้บ้านของขุนจำนงค์ จีนาสังข์ นายอากรคนแรกของสามชุกเป็นที่ทำการ เป็นที่รวบรวมของเก่าตลอดจนองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคนสามชุกทั้งวิถีชีวิต ความรู้ด้านอาหารเป็นต้น มาไว้ที่นี่ และแม้แต่ตัวอาการอันเป็นที่ทำการ ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปกรรมอันงดงามก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ไปในตัว

อ.ศรีศักร พูดว่า สามชุกมีความหลากหลายทางชีวภาพมีแม่น้ำ มีผู้คนหลายเชื้อชาติที่มาร่วมกันสร้างสังคมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ให้ลูกหลาน ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ บ้านขุน จำนงค์ ที่สามชุก จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกของเมืองไทย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เห็นคน เห็นชีวิต เห็นชุมชน เห็นความเคลื่อนไหว เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างจากจิตสำนึก ของคนในชุมชน ระเบิดมาจากคนในชุมชน มิใช่ทางราชการมาทำให้เหมือนที่มีอยู่ทั่วไป และที่สำคัญคำว่าพิพิธภัณฑ์ของคนสามชุกมิได้มีความหมายเพียงตัวที่ทำการของ พิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงศิลปกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งตลาดสามชุก ที่ใครก็ซึมซับความมีชีวิตนั้นได้

วันนี้การอบรม มัคคุเทศน์รุ่นจิ๋ว ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลพระวันรัต กำลังเริ่มขึ้นให้เด็กๆ เหล่านี้ได้เป็นผู้แนะนำตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา แก่นักท่องเที่ยว และแขกผู้มาเยือน แต่ที่สำคัญ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นสิ่งที่จะสร้างองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ถ่ายทอกสู่ลูกหลาน ให้เกิดความสำนึกรักในท้องถิ่น และเป็นผู้สืบต่อวัฒนธรรมของตนเองต่อไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter