
ปทุมธานี / พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.เป็นประธานเปิดศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยปทุมธานีโมเดล และยกเสาเอกสร้างบ้านเฟสแรก 28 หลัง แก้ปัญหาชาวบ้านปลูกบ้านรุกล้ำคลองหนึ่ง พร้อมจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้าน 16 ชุมชน 1,433 ครัวเรือน ขณะที่ คสช.ใช้มาตรา 44 เพิกถอนที่ดินสาธารณคลองเชียงรากใหญ่เนื้อที่ 30 ไร่ให้เป็นที่ดินราชพัสดุเพื่อรองรับชาวบ้านเริ่มดำเนินการได้ต้นปี 2560.
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดรุกล้ำลำน้ำสาธารณะในจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะที่บริเวณคลองหนึ่ง ซึ่งมีชาวบ้านปลูกบ้านเรือนรุกล้ำลำคลองมานานหลายสิบปี จำนวน 16 ชุมชน รวม 1,433 ครัวเรือน โดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลักจัดทำโครงการ “ปทุมธานีโมเดล” เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากคลองหนึ่งนั้น
ล่าสุดวันนี้ (18 สิงหาคม ) เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. และคณะได้เดินทางมาที่เทศบาลเมืองท่าโขลง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อเปิดศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยปทุมธานีโมเดล (ศปก.ทปม.) โดยมีนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการ จ.ปทุมธานี นายพลากร วงค์กองแก้ว ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ หลังจากนั้น พล.ต.อ.อดุลย์และคณะได้เดินทางไปที่สหกรณ์บ้านมั่นคงไทยมุสลิมสามัคคี จำกัด (ชุมชนแก้วนิมิตร) ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง เพื่อเป็นประธานพิธียกเสาเอกบ้านที่จะสร้างใหม่เฟสแรกจำนวน 28 หลัง
“การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยปทุมธานีโมเดลขึ้นมา เพื่อให้ศูนย์ฯ ได้ทำงานเกาะติดพื้นที่ เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกบ้านเรือนรุกล้ำคลองหนึ่ง ซึ่งทำให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้ใช้มาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ เพื่อใช้ที่ดิน 30 ไร่ของรัฐรองรับเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนในคลองหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง” รมว.พม.กล่าว
นางสาวชญาดา สิงห์ปี ผู้อำนวยการ ศปก.ทปม.กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลในขณะนี้พบว่า มีชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนริมคลองหนึ่งซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน จากบริเวณหลังตลาดไทจนถึงหลังห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต รวม 16 ชุมชน จำนวน 1,433 ครัวเรือน โดยบ้านเรือนเหล่านี้ปลูกสร้างมานานหลายสิบปี มีสภาพทรุดโทรม ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ทั้งนี้ ศปก.ทปม.มีแผนรองรับเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านอยู่ 2 แนวทาง คือ 1.จัดหาที่ดินใกล้ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต พื้นที่ 30 ไร่ และ 2.จัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างบ้าน
“จากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านในเบื้องต้นพบว่า มีชาวบ้านที่มีความสนใจอยากจะเข้าอยู่ในที่ดิน 30 ไร่ จำนวน 275 ครัวเรือน และจัดหาที่ดินแปลงใหม่ จำนวน 126 ครัวเรือน รวมมีชาวบ้านสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการเบื้องต้น 401 ครัวเรือน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,000 ครัวเรือนจะต้องสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อให้เข้าร่วมโครงการ” ผอ.ศปก.ทปม.กล่าว
ส่วนมาตรการในการช่วยเหลือชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการปทุมธานีโมเดลนั้น นางสาวชญาดากล่าวว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีแนวทางช่วยเหลือชาวบ้าน คือ 1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอุดหนุนที่อยู่อาศัยไม่เกินครัวเรือนละ 50,000 บาท 2.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 25,000 บาท และ 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านหรือซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 300,000 บาท ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือตามข้อ 1-2 พอช.ไม่ได้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสด แต่จะจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวชุมชนจัดตั้งขึ้นมา เพื่อนำไปบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ ค่าก่อสร้าง หรือซื้อที่ดิน
สำหรับชุมชนที่จัดซื้อที่ดินแปลงใหม่ คือ 1. ชุมชนแก้วนิมิตร ซื้อที่ดินใกล้เคียงชุมชนเดิมเนื้อที่ 5 ไร่ 42 ตารางวา ราคา 12 ล้านบาท รองรับชาวบ้านได้ 100 ครัวเรือน และ 2.ชุมชนหมู่ 6 พัฒนา อยู่ระหว่างจัดซื้อที่ดินใกล้ชุมชนเดิม เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ รองรับชาวบ้าน 26 ครัวเรือน
ทั้งนี้ชุมชนแก้วนิมิตรเป็นชุมชนแรกที่จะเริ่มก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยมีพิธียกเสาเอกในวันนี้ มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ 100 ครัวเรือน (จากทั้งหมด 168 ครัวเรือน) จัดซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ 42 ตารางวา แบ่งได้ 98 แปลง (100 ครัวเรือน) ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. แยกเป็น งบด้านสาธารณูปโภค 5 ล้านบาท อุดหนุนที่อยู่อาศัย 2,500,000 บาท งบบริหารจัดการ 125,000 บาท และสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวม 32,464,192 บาท
นายนรายุทธ เขียนจตุรัส คณะกรรมการสหกรณ์ฯ กล่าวว่า ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมาในปี 2558 เพื่อเป็นทุนสร้างบ้าน มีสมาชิก 100 ครัวเรือน ออมเงินครัวเรือนละ 2,000 บาท ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 1.2 ล้านบาท และได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์บ้านมั่นคงไทยมุสลิมสามัคคี จำกัด โดยชาวบ้านจะร่วมกันบริหารโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านก็ได้ร่วมกันออกแบบบ้านและผังชุมชน มีการออกระเบียบกฏเกณฑ์ในการอยู่อาศัย ทั้งนี้สหกรณ์ฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทช่างชุมชนเพื่อพัฒนาสังคม จำกัด สร้างบ้านเฟสแรก 28 หลังในเดือนสิงหาคมนี้ เฟสที่ 2 เดือนพฤศจิกายน จำนวน 40 หลัง และเฟสที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 30 หลัง ตามแผนงานการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2560
ส่วนแบบบ้านมี 2 แบบ คือ บ้านแถว 2 ชั้น และบ้านแฝด 2 ชั้น ขนาด 4X7 ตารางเมตร, 4.5x 7 ตารางเมตร และขนาด 5.5 x 7 ตารางเมตร ราคาตั้งแต่ 272,454–295,428 บาท โดยชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่อนเงินกู้ชำระคืน พอช.ผ่านสหกรณ์ในอัตราเดือนละ 2,5000-3,000 บาท ระยะเวลา 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี
สำหรับที่ดินเนื้อที่ 30 ไร่ที่จะรองรับชาวบ้านจำนวน 275 ครัวเรือน ตั้งอยู่ที่บริเวณคลองเชียงรากใหญ่ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิตนั้น เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการปทุมธานีโมเดล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งให้เพิกถอนสถานภาพที่ดินเดิม เพื่อให้ตกเป็นที่ดินราชพัสดุ สำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนตามโครงการปทุมธานีโมเดล ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เสนอ โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ โดยกรมธนารักษ์จะให้ประชาชนรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินสร้างที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับการเช่าที่ดินริมคลองลาดพร้าวของชาวชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่กำลังดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาการรุกล้ำลำคลองและการระบายน้ำอยู่ในขณะนี้
ส่วนความคืบหน้าในในการดำเนินโครงการที่อยู่อาศัยที่ดิน 30 ไร่นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบ จะมีลักษณะเป็นอาคารสูง ไม่ต่ำกว่า 10 อาคาร เพื่อให้สามารถรองรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในคลองหนึ่งได้มากกว่า 1,000 ครัวเรือน โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่จาก ศปก.ปทุมธานีโมเดลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังลงพื้นที่เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการที่มีอยู่ประมาณ 1,000 ครัวเรือน คาดว่าภายในช่วงต้นปี 2560 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้าง
ได้
*********************************
สุวัฒน์ กิขุนทด และจิรัฎฐภัค รักวงษ์ รายงาน





