ย้อนอดีตไปเมื่อ 30 ปีพื้นที่ บ้านตะบกเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีแห่งนี้ เป็นที่ของเอกชน เจ้าของที่อาศัยอยู่กรุงเทพฯ จึงปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ต่อมาก็มีผู้คนอพยพมาจากต่างถิ่นมารับจ้างดูแลสวนผลไม้ สร้างเพิงพักเพื่อเป็นที่หลับนอน จากที่มีไม่กี่หลังคาเรือนก็ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นชุมชนขนาดย่อมๆขึ้นมา โดยเรียกชุมชนนี้ว่า "ชุมชนตะบกเตี้ย" ต่อมาก็มีผู้คนเรียกชุมชนนี้ว่า "ชุมชนหน้าเทคนิค" จนติดปากกันเรื่อยมา
เมื่อก่อนที่แห่งนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะเดินผ่าน เพราะได้ยินว่ามีงูเห่าชุกมาก ลุงเป็นคนอีสาน ได้เดินทางมารับจ้างถ่างป่าตามสวนผลไม้แรกๆ ก็อาศัยหลับนอนตามสวนของเฒ่าแก่กับเพื่อนๆ 4-5 คน เมื่อเสร็จจากไร่หนึ่งก็จะย้ายไปอีกไร่หนึ่งต่อไป ก็เลยเข้ามาสร้างเพิงพักนอนกับเพื่อนๆ ในบริเวณนี้ นายประชา เฮงเจริญ ชาวชุมชนหน้าเทคนิค ย้อนอดีตให้ฟังว่า
ต่อมาก็ได้นำครอบครัวย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย จากนั้นก็ได้มีคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่นับสิบๆ หลัง ทางเจ้าของที่รู้ก็มาไล่ และรื้อถอนบ้านเรือนอยู่เป็นประจำ อยู่กันอย่างไม่เป็นสุข ในที่สุดก็เลยตกลงกันรวมกลุ่มเพื่อต่อรองกับเจ้าของที่ดินว่าจะขอเช่าที่ดินแห่งนี้ จนเจ้าของที่ยินยอมและตอบตกลงทำสัญญากันเป็นปีต่อปี หลังจากนั้นไม่นานเจ้าของคนเก่า ก็ได้ขายให้กับนายทุนอีกทอดหนึ่ง เมื่อสัญญาเก่าหมดลงก็มีเรื่องให้มาขบคิดอีก เนื่องจากเจ้าของที่ใหม่ต้องการนำที่แห่งนี้มาทำโรงงานอุตสาหกรรม พวกตนไม่มีทางเลือกในที่สุดก็เลยต้องจำยอมว่าจะย้ายออกจากพื้นที่ แต่ว่าจะขอหาที่ใหม่ให้ได้ก่อนจึงค่อยจะพากันอพยพออกจากที่แห่งนี้
นายศุกิจ จินดาวงค์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์ ชุมชนหน้าเทคนิค เล่าว่า จากนั้นก็ได้ จัดตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2536โดยคนทั้งชุมชนได้รวมตัวกันเข้าโครงการทั้งหมด 60 ครัวเรือน ตอนแรกก็เก็บออมกันเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาทแต่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และโดนเจ้าของที่ใหม่ไล่อยู่ตลอดก็เลยต้องปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ในที่สุดก็เลยตกลงกันได้ว่าจะออมเป็นรายวัน วันละ 50 บาท/ ครัวเรือน
หลังจากนั้นจึงนำเสนอขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินในการปลูกบ้านเพื่อที่อยู่อาศัยจาก พอช. เป็นเงิน 850,000 บาท โดยเนื้อที่แบ่งออกเป็น 2 แปลง เพราะเจ้าของที่ไม่ยอมขายให้ทั้งแปลง แต่ก็ไม่น่าเป็นอุปสรรคเพราะไม่ไกลจากกันมากนักประมาณ 100 กว่าเมตรและอยู่คนละฝากฝั่งของถนนเท่านั้น โดยแปลงที่หนึ่งมีจำนวน 2 ไร่กับ 1 งาน มีผู้ได้รับประโยชน์ 28 หลังส่วนแปลงที่ สอง มีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน มีผู้ได้รับประโยชน์ 32 หลังคาเรือน จากนั้นจึงได้ขอใช้สินเชื่อ เพื่อสร้างบ้านอีกเป็นจำนวน 10,601,400 บาท มีผู้เข้าโครงการ 44 หลังคาเรือน ส่วน 16 หลัง ไม่เข้าโครงการแต่ก็ได้อาศัยอยู่ในที่ดินเดียวกันโดยสมาชิกต้องคืนสหกรณ์อย่างน้อย 111 บาทต่อเดือน จากนั้นทาง พอช. จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการทำสาธารณูปโภคอีกเป็นเงินจำนวน 3,965,000 บาท เป็นค่าสร้างถนน ทำทางระบายน้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย ประปา ไฟฟ้า และที่สำคัญใช้เป็นค่าถมที่ในการปลูกสร้างบ้านด้วย
นายนันทพล จิตรถวิล ช่างประจำหมู่บ้าน เล่าว่า การสร้างบ้านให้ช่วยกันคิดและออกแบบบ้านโดยได้รับการสนับสนุนจาก สถาปนิก พอช. ช่วยในการออกแบบบ้าน โดยเราได้กำหนดบ้านออกเป็น 6 แบบด้วยกัน แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน บางคนชอบบ้านแฝด เพราะมีกำลังสร้างน้อย และเป็นเครือญาติกันด้วย ขนาด 12x13.5 เมตร ราคาก็ตกประมาณ 150,000 บาท ส่วนบางคนชอบ บ้านเดี่ยวซึ่งมี 2 แบบคือ ขนาด 6x13.5 เมตร ถ้าปลูกเองก็ตกประมาณ 80,000 - 170,000 บาท และบ้านเดี่ยวขนาด 8x10 เมตร ตกหลังละ 135,000 - 170,000 บาท
นายนันทพล เล่าต่ออีกว่า วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างที่อยู่อาศัยนั้นจะรวมกลุ่มกันไปซื้อเพราะจะได้ราคาถูก โดยจะสอบถามร้านหลายๆ ร้านถ้าร้านไหนให้ราคาถูกก็จะซื้อร้านนั้น ส่วนบางคนที่มีไม้เดิมอยู่แล้วก็จะนำมา สร้างบ้านใหม่ ถ้าไม่พอก็จะซื้อเพิ่มเติมที่ละเล็กๆ น้อยๆ
ป้าแสงจันทร์ แพงเพ็ง ชาวบ้านตะบกเตี้ย เล่าว่า ตอนนี้บ้านถึงแม้จะสร้างไปแล้วประมาณ 30-40% ยังไม่เสร็จแต่ก็ดีใจที่ได้บ้านเป็นของตัวเองไม่ต้องนอนหวาดผวาเหมือนในอดีต
ป้ายังพูดอีกว่า เมื่อเรามีบ้านแล้ว ต่อไปเราก็วางแผนกันไว้ว่าจะสร้างอาชีพเสริมทำในยามว่างๆ ที่คิดๆ กันไว้ก็คือจะตั้งกลุ่มจักรสานตะกร้าที่ทำจากเส้นปอ และจะตั้งร้านค้าชุมชนขึ้นมาโดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมและสร้างรายได้ และหันมาสนใจในเรื่องของการพัฒนาเพื่อห่างไกลยาเสพติด ทุกวันนี้รู้สึกว่าโล่งใจมาก ไม่เป็นกังวล ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาไล่ เนื่องจากเรามีกรรมสิทธิ์ในที่แห่งนี้ 100% การร่วมมือกันครั้งนี้ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของพวกเราที่รู้จักรักสามัคคี มีความอดทน เป็นกันเองเปรียบเสมือนเครือญาติ แม้ว่าจะมาจากคนละต่างถิ่นก็ตาม ต่อจากนี้ไปเราจะทำเพื่อบ้านที่มั่นคงชุมชนที่เข้มแข็งของเราให้น่าอยู่ตลอดไป





