" ปริศนาแห่งขุนเขายังไม่เคยมีใครเข้าใจอย่างท่องแท้ เพียงแต่แวะมาแล้วลาจากไป เมื่อกลับมาใหม่ ไฉนเล่าเขาจะเหมือนเดิม "
เราไม่เคยตัดไม้ทำลายธรรมชาติ จนเป็นภูเขาหัวโล้นดั่งที่ใครๆเขาเล่ากัน เราอยู่คู่กับธรรมชาติมาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยปู่ย่าและตายาย " เราปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์เพียงเพื่อจะดำรงชีวิต ไม่เคยทำเป็นการค้า เหลือจากกินเราก็นำไปแลกเปลี่ยน ป่าไม้เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ถ้าป่าหมดเราจะไปอยู่ที่ไหน เราจะช่วยกันรักษาและหวงแหน เพราะเราเข้าใจวิถีชีวิตของป่า ที่เสมือนดั่งคนในครอบครัว " นี่เป็นคำบอกเล่าของคุณลุงตาเลาะ ขันเขียว หัวหน้าหมู่บ้านห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ย้อนอดีตให้ฟัง
คุณลุงตาเลาะ ขันเขียว เล่าต่อว่า เมื่อก่อนจะปลูกกาแฟเพียงเพื่อดำรงชีพ และดื่มเพื่อแก้ความหนาวเหน็บ โดยเราจะปลูกผสมผสานไปกับพืชชนิดอื่นๆ อาทิ ข้าวโพด หมาก และผักสวนครัวหลายๆอย่าง ปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการปลูกที่ช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมในบริเวณแหล่งเพาะปลูก จะทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพได้ดี มีกลิ่นหอม น่าลิ้มลอง
เมื่อความเจริญได้แผ่ขยายวงกว้าง ผู้คนได้นำจอบ เสียม และเลื่อยเข้ามา ป่าไม้จึงมลายหายไปทีละต้นสองต้น จนจะหมดป่า และตัดถนนหนทาง นำรถรามาวิ่งกันจ้าละหวั่นไม่เว้นแต่ละวัน จนทำให้สัตว์ป่าหนีหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่นกจะโบยบิน
พี่สุวิชานนท์ รัตนะภิมล ศิลปินชาวเขาเผ่าปกาเกาะญอ เล่าว่า เมื่อก่อนตื่นเช้าขึ้นมาก็มีเสียงนกนาๆชนิด ร้องทั่วทั้งป่า มีไก่ป่าขันคอยปลุกเราให้ตื่นมาในตอนเช้า เดินออกไปไม่กี่ก้าวก็ได้ปู ปลา มาทำอาหารเช้ากินกัน เข้าป่าไปไม่ทันไร ก็มีต้นกล้วยไม้สีสันงามตาให้เราได้เชยชม
เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ที่มันอยากจะให้เป็น เมื่อแสงไฟฟ้าเข้ามาแทนที่แสงหิ่งห้อย ไก่ป่าที่ขันปลุกทุกวันยามหัวรุ่ง วันนี้แปลกไปไม่ได้ยินเสียงขันเหมือนดั่งเคย มันหายไปกับความสว่างของแสงไฟ สัตว์ป่าที่เป็นเพื่อนเริ่มจางหาย ความศิวิลัยเริ่มเปลี่ยนแปลงผู้คน ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งล้อมวงกินหมากพูดคุยตามปะสา และเด็กๆที่คอยวิ่งเล่นกันยามเย็น ตอนนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทุกคนเริ่มหันเหเฝ้าดูแต่หน้าจอทีวี
เราจึงอยากจะขับขาน โดยมีดนตรีเป็นตัวเชื่อมประสาน การเริ่มต้นเป็นไปอย่างล้มลุกคลุกคลาน ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกือบจะศูนย์พันธุ์ แต่เราต้องก้าวเดินต่อไป มีการนำเสนอหลายๆ รูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในที่สุด เราจึงนำเครื่องดนตรีพื้นบ้านเผ่าปกาเกอะญอมาบรรเลงบอกเป็นสื่อ โดยค้นคว้าและศึกษาเพื่อขับขานให้บุคลภายนอกได้รับรู้
ดนตรีมันมีความงดงามอยู่ในตัวเอง โดยผ่านองค์ประกอบหลายๆส่วนรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า ต้นไม้ ภูเขา เขามีชีวิตเราต้องเรียนรู้และสร้างองค์ประกอบให้กับเขา เพราะเราต้องอยู่และเติบโตคู่กับธรรมชาติ เราต้องพูดแทนคนต้นน้ำให้คนได้รับรู้
ในเวลาต่อมากำแพงเริ่มทะลุ เราจึงได้รวมกลุ่มกันและร่วมกันคิดเพื่อหากระบอกเสียงให้เรา ในที่สุดเราก็ได้ร่วมมือกับศิลปินคนต้นน้ำเผ่าปกาเกอะญอ มาเป็นกระบอกเสียงของเผ่าชน ช่วยกระซิบบอกให้คนภายนอกได้รับรู้ ว่าผู้คนชนเผ่าปกาเกอะญอจะช่วยกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผืนป่าต้นน้ำและบ้านของเรา ให้กับคืนมาเขียวขจีเหมือนอดีตที่ผ่านมา
นายจะละเก คงดำรงศักดิ์ นักแต่งเพลงเผ่าปกาเกอะญอ เล่าให้ฟังว่า ผมดีใจที่ได้เรียนหนังสือเหมือนกับคนอื่นเขาและได้มีวิชา การศึกษาของผม จบจากมหาวิทยาลัยป่าเขา สาขาวัฒนธรรมประเพณีและล้านนาพื้นบ้าน เรียนทุกอย่างแบบไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นเพลงไทย ประกาเกอะญอ หรือล้านนาก็แล้วแต่ ชอบเล่นและเล่นได้หมด
ครั้งแรกจะใช้กระบอกไม้ไผ่มันมีเสียงดนตรีอยู่ในตัวของมันเป็นแบบธรรมชาติ รู้สึกดีใจที่ได้อนุรักษ์ศิลปะไทยๆเอาไว้ สิบกว่าปีที่ได้ร่อนเร่พเนจรมาแบบนี้ ก็พอดีได้มาเจอกับเพื่อนๆหลังจากการพูดคุย จึงได้แปลงให้เป็นภาษาต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นไทยอีสาน ใต้ กลาง นำมาผสมผสานกันมีความลงตัวทางด้านดนตรี ดนตรีไม่มีพรมแดนจริงๆ แฟนเพลงชื่นชอบ เพราะเราใช้ธรรมชาติเป็นตัวกลางในการสื่อสาร หรือแม้แต่ได้ยินเสียงนกเสียงสัตว์ผมก็เอามาขับขานเป็นเสียงเพลง หรือแม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่และคนที่ติดยาลูกหลานไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ ก็ยังสะท้อนให้ผมได้บรรยายเป็นเสียงเพลง เพื่อสื่อความหมายให้คนเลิกติดยา หันมาประกอบอาชีพที่สุจริต จนหลายคนกลายเป็นคนดีก็มากมาย
ทุกวันนี้ผมภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคน ต่อไปผมจะส่งเสริมให้เด็กรู้จักหันมาเล่นดนตรีและสืบทอดให้กับเขา ให้เขาได้รู้จักอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม อย่าไปทำลายหรืออย่าทำให้มันหล่นหายไปจากชุมชน
นายสุวิชาญ พัฒนาไพวัลย์ ศิลปินรุ่นใหม่ชาวเผ่าปะกาเกอะญอ เล่าว่า ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเสียงเพลงและปัจจัยภายนอกท่ามกลางชนเผ่าปะกาเกอะญอ ผมไม่ได้เห็นบรรยากาศเก่า ๆ ที่รุ่นเก่า ๆ ได้เคยเห็นความเป็นชุมชนผมไม่เคยได้สัมผัสอย่างแท้จริง มีแต่คนแก่เล่าให้ผมฟัง
ในที่สุด การถ่ายทอดวัฒนธรรมรุ่นต่อรุ่นเริ่มตัดขาด แต่มันก็ไม่แตกแยก " ผมต้องทำงานอย่างหนัก เพราะผมเกิดมาท่ามกลางแก่งแย่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ผมได้เห็นปัญหาที่ถูกสะสมมานาน แต่ผมก็โชคดีที่ได้เห็นพลังของคนในชุมชน เราพี่น้องถ้าเอาใจมากองรวมกัน เราสามารถยกเสาทองคำขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น " ดั่งคำคมที่ว่าสามัคคีคือพลัง ทุกคนจะมองเผ่าเราในด้านเดียวและพิพากษาด้วยสายตา เขาต้องมาสัมผัสเราจึงจะเข้าใจ
ถึงเวลาเราต้องอธิบายให้คนได้รับรู้ว่าคนที่นี่เขาทำอะไร อยู่อย่างไร กินอย่างไร ผมคิดว่าเพลงที่ผมทำเอง มีแค่ 20% เท่านั้น นอกนั้นผมเรียนรู้มาจากคนเฒ่าคนแก่ที่ได้สอนและเล่าถึงเรื่องราวในอดีตให้ผมได้รับรู้ แต่ทุกอย่างต้องเดินทางและขับเคลื่อนต่อไป
ธรรมชาติ คือ ผู้ให้เราจะรักษาไว้ให้ปวงชนรุ่นหลังได้สัมผัส และชื่นชมกับความงามที่มนุษย์ไม่อาจจะลอกเรียนแบบและสร้างขึ้นมาได้อย่างลงตัว





