ในสถานการณ์ที่การพัฒนากำลังขับเคลื่อนไปสู่ยุคใหม่ที่เน้นให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ มากกว่าที่จะมุ่งแต่การสงเคราะห์เหมือนที่ผ่านมา มีอยู่หลายวลีที่มักจะพูดกันจนติดปาก อาทิ องค์กรชุมชน ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนเป็นหลัก คนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาแบบบูรณาการ มองปัญหาแบบองค์กร ชุมชนพึ่งตนเอง เป็นต้น
คำเหล่านี้เป็นคำที่สวยหรู ใครๆ ก็มักจะพูดกัน เรียกว่า หากจะพูดเรื่องการพัฒนาแนวใหม่ ใครพูดคำเหล่านี้ไม่เป็นก็นับว่าตกเวทีพัฒนา แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พูดเป็นหรือไม่ อยู่ที่คนที่พูดเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้และตรงกันหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าเข้าใจยังไม่ตรงกัน ปัญหาจึงมักจะเกิดขึ้นในทางปฏิบัติอยู่เสมอๆ
เรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งหากการพัฒนาเป็นไปตามทิศทาง " ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ชุมชนมีส่วนร่วม พัฒนาอย่างบูรณาการ เพื่อชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ " นั้น อำนาจทุกอย่างที่เคยเป็นของรัฐบาลก็ดี ของข้าราชการก็ดี ของนักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ดี ต้องเป็นของประชาชน ผู้ที่เคยมีอำนาจอยู่เดิมต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้กับประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ผลที่ตามมาก็คือ คนบางกลุ่มเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นหลักในการพัฒนาได้
ในทางกลับกันก็มีหน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวนมากมองว่า ปัญหาสังคมนับวันจะทวีความรุนแรงในทุกๆ ด้าน อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกราก การที่จะต่อสู้กับกระแสทุนนิยม หรือการสร้างกระบวนให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับกระแสทุน ก็ต้องสร้างพลังการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งขึ้นมา ลำพังรัฐและกลไกของรัฐที่มีอยู่ ไม่อาจรับมือกับปัญหาจำนวนมากนี้ได้ ซึ่งพลังการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่จะรับมือกับโลกาภิวัฒน์ได้นั้น ก็คือพลังของประชาชนที่รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง หรือพลังแห่ง " ชุมชนาภิวัฒน์ " นั่นเอง
ปัจจุบันกระแสและขบวนแห่งชุมชนาภิวัฒน์ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เรียกว่ามีองค์กรชุมชนครบทั้งเจ็ดหมื่นกว่าหมู่บ้าน และหลายหมู่บ้านมีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม แต่ก็มีคำถามว่า
" ที่ว่ามีอยู่เป็นจำนวนมากนั่น มีอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเป็นคนชี้วัด จับต้องได้หรือไม่ ใครรับรองว่าเป็นชุมชนเข้มแข็ง "
นี่เป็นคำถามที่องค์กรชุมชนทั้งหลายได้นำไปใคร่ครวญและกำลังทำงานกันอย่างเข้มแข็ง ภายใต้ภารกิจ " การสร้างการยอมรับและรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน " ซึ่งจากการทำงานร่วมกันขององค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้กลั่นออกมาเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการยอมรับว่า " เป็นการสร้างคุณภาพสู่การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนร่วมกันอย่างเป็นขบวนการ ไม่ใช่การสร้างมาตรฐานกลางไปครอบหรือกำหนดตัวชี้วัดคุณภาพเพื่อให้ใครปฏิบัติตาม "
ตามนัยดังกล่าว คือชุมชนมาร่วมกันพูดคุยว่า กลุ่มจะเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง หากกลุ่มไหนขาดเรื่องอะไรก็ช่วยกันพัฒนา พาไปศึกษาดูงานกับกลุ่มที่เขาทำดีกว่า กลุ่มอื่นก็มาดูงานที่เราทำดีแล้ว แลกความรู้กันเช่นนี้ เพื่อพัฒนาไปสู่จุดที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ คือ การสร้างการยอมรับซึ่งกันและกันขององค์กรชุมชน
จังหวัดมุกดาหาร เมืองชายแดนริมฝั่งโขง เป็นจังหวัด " นำร่อง " เรื่องการสร้างคุณภาพสู่การยอมรับขององค์กรชุมชนจังหวัดหนึ่ง ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มของชาวบ้านกว่า 625 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 508 หมู่บ้าน 52 ตำบล 7 อำเภอ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เกิดขึ้นจากพื้นฐานที่ต่างกัน เช่น เกิดจากชาวบ้านตั้งกลุ่มกันเอง เกิดจากหน่วยงานของรัฐเข้าไปส่งเสริม แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ได้มีการเชื่อมร้อยของกลุ่มที่ทำกิจกรรมเหมือนกันเป็น 22 เครือข่าย เช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ไหมฝ้าย องค์กรการเงิน ผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยทั้ง 22 เครือข่าย ได้มารวมกันเป็นเครือข่ายระดับจังหวัดภายใต้ชื่อ " สภาพัฒนาองค์กรเครือข่ายชุมชนมุกดาหาร " เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนงานของภาคประชาชน และเชื่อมประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้ามาหนุนเสริมขบวนการของภาคประชาชน
นายสุรพร ชัยชาญ ประธานสภาพัฒนาองค์กรเครือข่ายชุมชนมุกดาหาร บอกว่า ที่ผ่านมาพวกเราองค์กรชุมชนจะพัฒนาตัวเองก่อน โดยดูกันในระดับตำบล ชาวบ้านจะช่วยกันสำรวจข้อมูลว่า กลุ่มไหนเข้มแข็ง กลุ่มไหนอ่อนแอ บนเกณฑ์ที่เราเห็นร่วมกัน พบว่า มีกลุ่มที่ทำกิจกรรมอยู่จริง 625 องค์กร จากนั้นจึงให้ทุกกลุ่มมาทบทวนตัวเองซึ่งก็พบว่า มีองค์กรที่เข้มแข็งจำนวนสองร้อยกว่าองค์กร เราก็ให้มีการศึกษาดูงานกัน ให้คำแนะนำต่อกัน ในกระบวนการทำงานนี้เราก็ชวน อบต. และทุกหน่วยงานในตำบลเข้ามาร่วม ตั้งเป็นคณะกรรมการมาตรฐานองค์กรชุมชนในระดับตำบล เพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับที่กว้างขึ้น โดยนำร่องอำเภอละตำบล
จนในที่สุดก็พบว่ามีองค์กรที่ผ่านการยอมรับร่วมกันทั้ง 7 ตำบล จำนวน 226 องค์กร คือ ตำบลคงหมู่ อำเภอหว้านใหญ่ ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี ตำบลหนองแคน อำเภอหนองสูง ตำบลคอนตาล อำเภอดอนตาล ตำบลกกแดง อำเภอนิคมคำสร้อย และตำบลบ้านโคก อำเภอเมือง พร้อมประกาศ 6 แผนงานให้เป็นทิศทางสำคัญของเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร คือ แผนพัฒนาผู้นำ แผนพัฒนาองค์กรชุมชน งานจัดทำแผนแม่บทชุมชน แผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แผนพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน และแผนพัฒนาคณะกรรมการมาตรฐานองค์กรชุมชนระดับตำบล
วันนี้ทั้ง 226 องค์กร ใน 7 ตำบลนำร่อง ไม่เพียงเกิดการยอมรับระหว่างชุมชนด้วยกันให้เป็นองค์กรชุมชนต้นแบบที่เข้มแข็งเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับจากองค์กรพัฒนาภาครัฐทุกระดับ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ลงมาทำงานด้วยตนเองในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ที่มีเป้าหมายให้เกิดองค์กรชุมชนเข้มแข็งทั้ง 1,260 องค์กร ทั่วทั้งจังหวัดมุกดาหารต่อไป
และนี่คือเส้นทางสำคัญของการเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง ที่มิได้มีนัยของการประทับตราอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะออกมาจากเนื้อในของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับของกันและกัน และยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ





