playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

"คนพึ่งวัด วัดพึ่งคน"

นี่เป็นสัจจะธรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน เช่นเดียวกับชาวชุมชนโพธิวราราม จำนวน 148 ครัวเรือน ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของวัดโพธิวราราม ทำให้ทั้งชาวบ้านและวัดต่างพึ่งพาอาศัยต่อกันมาเป็นเวลานาน

นายอุดม แก้วเขียว ชาวชุมชนโพธิวรารามเล่าว่า มาอาศัยอยู่ที่ว่างเปล่า ซึ่งอยู่ติดกับวัดตั้งแต่ปี 2490 เดิมเป็นที่ลุ่มเป็นนาและสระน้ำประมาณ 7 ไร่ ต่อมามีชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเวียตนาม เพราะเมืองอุดรเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกา เศรษฐกิจดี และหางานทำได้ง่าย โดยชาวบ้านจ่ายค่าเช่าให้กับวัดเดือนละ 5 - 10 บาทเท่านั้น

ในปี 2532 ทางเทศบาลเริ่มเข้ามาดูแล เนื่องจากมีคนเข้ามาอยู่มากขึ้น จนเป็นชุมชนแออัด โดยได้รับการตั้งให้เป็นชุมชนอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นมา

นายอุดม แก้วเขียว ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกองทุนหมู่บ้านเล่าต่อว่า พอได้เป็นชุมชนอย่างเป็นทางการ พวกเราก็พยายามที่จะรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อพึ่งพาตนเอง ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รวมแล้วกลุ่ม 11 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มคณะกรรมการชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนฝ่ายปกรองของชุมชน กลุ่มสตรีเป็นการรวมกลุ่มให้แม่บ้านมีงานทำ กลุ่มเยาวชน กลุ่มอาสาสมัครสาธารณะสุข กลุ่มต่อต้านยาเสพติด กลุ่มสายตรวจชุมชน กลุ่มบายศรีสู่ขวัญ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน และท้ายที่สุดทุกกลุ่มก็มารวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างบ้านมั่นคง

นางพิศมัย ฉลาดกิจ ประธานชุมชนโพธิวรารามเล่าว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นกรรมกร ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ถีบสามล้อ และรับจ้าง มีความแบบเครือญาติ พึ่งพาอาศัยกัน เช่น มีการแนะนำอาชีพให้กับคนที่ว่างงาน มีการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ช่วยกันสอดส่องดูแลเรื่องเด็กให้ห่างไกลยาเสพติด เป็นต้น

" ที่ผ่านมาปัญหาที่สำคัญของเราก็คือ เรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องเช่าที่วัดอยู่กันอย่างหนาแน่นและไม่ถูกสุขลักษณะ เราก็อยากมีที่อยู่ที่มั่นคง เป็นระเบียบเรียบร้อย พอทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มีโครงการบ้านมั่นคง เราก็ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ชุมชนนำร่องในปี 2547ของเมืองอุดร "

การสร้างบ้านมั่นคงของชาวชุมชนโพธิวราราม เป็นรูปเป็นร่างขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการชุมชน ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวชุมชน จนนำไปสู่การออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โดยออมกันคนละ 100 บาทต่อเดือน

ประธานชุมชนโพธิวรารามเล่าอีกว่า ได้มีการสำรวจความต้องการของคนทั้งชุมชน พบว่า มีกลุ่มที่แออัดอยู่ 113 ครัวเรือน ซึ่งจะต้องเข้าโครงการบ้านมั่นคง เราก็ทำความเข้าใจกับกลุ่มนี้อย่างเข้มข้นมากขึ้น พร้อมทั้งมีการจัดระบบภายใน แบ่งออกเป็น 6 โซน โซนละ 10 - 20 หลังคาเรือน โดยใช้ซอยในชุมชนเป็นตัวแบ่งอย่างง่าย ๆ เพื่อสะดวกต่อการทำงาน คือ โซนบ้านในฝัน โซนรวมน้ำใจ โซนจิตพัฒนา โซนวิมานในฝัน โซนสุขสบาย และโซนท้ายซอยในฝัน

"ในแต่ละโซนจะต้องมีการดูแลจัดการเรื่องการสร้างบ้านมั่นคง ในทุก ๆ เรื่อง เช่นการออมทรัพย์ การดูแลสมาชิกในเรื่องต่างๆ หรือเวลามีประชุมวางผังชุมชนใหม่ออกแบบบ้านใหม่ก็ต้องซักซ้อมกันมาตั้งแต่ระดับโซนโดยทุกโซนจะมีหัวหน้าโซนทำหน้าที่มาประสานงานกันเป็นระดับชุมชนมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ในระดับโซนก็นำมาหารือ และร่วมตัดสินใจในที่ประชุมหัวหน้าโซน" นางพิศมัยกล่าว

หลังจากมีการจัดระบบชุมชนเพื่อรองรับการสร้างบ้านเสร็จแล้ว ก็ได้มีการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งว่า ชุมชนเราจะจัดผังกันอย่างไร ออกแบบบ้านกันอย่างไร บ้านใครจะต้องขยับเพื่อให้มีทางเดินเท้าในชุมชน ควรมีศาลากลางบ้านหรือไม่คนแก่ที่พึ่งตนเองไม่ได้ จะทำกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้นำไปสู่การวางผังชุมชนร่วมกันระหว่างชาวบ้านและสถาปนิกชุมชน

ซึ่งจากการพูดคุยกัน ชาวบ้านฝันที่จะมีบ้านขนาดพออยู่ แต่สวยงามเป็นระเบียบ มีต้นไม้ให้ร่มเงาภายในชุมชน มีซอยภายในชุมชนที่จะเดินไปมาหาสู่ยังบ้านลุง บ้านป้า มีศาลาพักผ่อนสำหรับให้คนเฒ่าคนแก่เล่าตำนานสู่ลูกหลาน มีสนามให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น มีบ้านสำหรับคนชราที่ยากไร้ ฯลฯ ซึ่งความต้องการเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่มิได้เป็นเพียงคำว่า "บ้าน" แต่หมายถึงที่รวมไว้ ซึ่งความรัก ความเอื้ออาทรของคนทั้งชุมชน

หลังจากได้ทำการออกแบบผังชุมชนเสร็จแล้ว ชาวชุมชนก็ได้ของบสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคจาก พอช. จำนวน 5,085,000 บาท โดยทางชุมชนได้นำงบดังกล่าวไปถมที่พัฒนาระบบน้ำ ไฟ ถนนซอยและพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง โดยเทศบาลนครอุดรธานีช่วยอำนวยความสะดวกในการถมดินปรับพื้นที่ วัดที่ จัดผัง และตัดถนนภายในชุมชน ส่วนแรงงานนั้นใช้แรงงานภายในชุมชนช่วยกันทำ

ต่อมาทางชุมชนได้ดำเนินการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก พอช. จำนวน 16,394,945 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี สำหรับบ้านที่จะปรับปรุงและสร้างใหม่ 95 หลัง โดยมีบ้านที่ไม่ต้องปรับปรุง 18 หลัง จากนั้นชาวชุมชนก็ได้ลงมือก่อสร้างบ้านมั่นคงทันที โดยใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการ "เอาแรง" กันด้วย เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในรายของชาวชุมชนที่มีงบประมาณน้อย นับเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวอีสาน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในการก่อสร้างบ้านนั้น แบบบ้านที่ชาวชุมชนช่วยกันออกแบบ มี 2 แบบ คือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น กับตึกแถว 2 ชั้น ซึ่งขณะนี้ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

นอกจากการสร้างบ้านแล้ว ทางชุมชนได้จัดสร้าง "บ้านกลาง" ขึ้นมา 1 หลัง ขนาด 2 ห้อง สำหรับให้คนที่ไร้ญาติขาดมิตรได้พักอาศัย ซึ่งปัจจุบันบ้านกลางหลังนี้ มีผู้สูงอายุที่เป็นหญิงพักอยู่ 2 คน โดยทางชุมชนได้จัดสรรเงินจากกลุ่มออมทรัพย์มาเป็นเบี้ยยังชีพให้ด้วยเดือนละ 300 บาทต่อคน เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผู้สูงอายุที่ไร้ญาติได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

สำหรับเรื่องที่ดินซึ่งเป็นที่ของวัดโพธิวรารามนั้น ได้มีการลงนามเช่ากับวัดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โดยเริ่มแรกจะมีสัญญาเช่า 3 ปี (เนื่องจากอำนาจของวัดทำได้เพียง 3 ปี) จากนั้นก็จะเดินเรื่องขอเช่าระยะยาว 30 ปี จากกรมการศาสนาต่อไป

นางพิสมัยกล่าวทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่เราได้รับจากการร่วมกันทำงานในครั้งนี้ นอกจากได้บ้านที่มั่นคง ได้ระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐาน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ มีสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือ การได้ใจกัน คือ ได้เห็นใจกัน มีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ชาวชุมชนมีความรักใคร่และเห็นอกเห็นใจกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความงดงามที่ประทับอยู่ในความทรงจำของทุก ๆ คนตลอดเวลา เป็นการสร้างบ้านที่ได้มากกว่าคำว่าบ้าน"

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter