playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

" เมื่อก่อนฝนตกทีไรต้องรีบวิ่งกันเอาหม้อ กะละมัง ถัง มารองน้ำฝนที่รั่วมาจากหลังคา ยิ่งเวลาลมแรงๆได้ยินเสียงหลังคาบ้านเปิดโครมคราม พอฝนหยุดน้ำท่วมเข้ามาถึงในบ้าน ลูกๆแต่ละคนต้องมาช่วยกันวิดน้ำออกจากบ้านก่อนข้าวของในบ้านเปียกหมด ลำบากมากๆ" นี่คือคำบอกเล่าถึงสภาพชุมชนหนองบัวของ ยายสาลี่ แซ่ลี้ แม่เฒ่าวัย 67 ปี ผู้ที่อาศัยในชุมชนมานานกว่า 30 ปี

นางสุดใจ มิ่งพฤกษ์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนหนองบัว เล่าว่า "ชุมชนหนองบัว ตั้งอยู่ บนที่ดินสาธารณะซึ่งมีเทศบาลดูแลอยู่ เดิมเป็นบ้านพักของคนงานที่ทำงานโรงสีไฟ อาศัยอยู่กันมานานร่วม 100 ปี พอโรงสีไฟเลิกกิจการ ก็อาศัยอยู่ต่อไป โดยมีคนจากที่อื่นๆ เข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 197 ครอบครัว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป เก็บขยะขาย และยังเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มศิลปินพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของ จ.สุรินทร์หลายคณะ เช่น กลุ่มลิเกเขมรซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติด้วย

ชาวบ้านส่วนใหญ่สร้างบ้านอยู่รอบๆ สระหนองบัวที่เต็มไปด้วยผักตบชวาและนกเป็ดน้ำ ต่อมามีผู้อาศัยเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนมีสภาพแออัด สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมเพราะนำไม้ลังเก่ามาทำฝาบ้าน หลังคาขึ้นสนิมผุๆ ปลูกพอได้อาศัยหลบแดดหลบฝน

ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจเมืองสุรินทร์เจริญขึ้นมีการปลูกตึกล้อมรอบชุมชน ชาวบ้านต้องอาศัยช่องเล็กช่องน้อยเป็นทางสัญจรระหว่างชุมชนกับโลกภายนอก ซึ่งมีน้อยคนนักที่รู้ว่ามีชุมชนซ่อนอยู่หลังตึกต่างๆเหล่านี้

เมื่อเทศบาลมีโครงการปรับภูมิทัศน์รอบสระขุดลอกผักตบชวา สร้างทางเดินเท้า ฯลฯ
ซึ่งไม่เกิดผลกระทบกับการอยู่อาศัยของชาวบ้าน แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนกั้นสระเพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามทำให้น้ำท่วมเนื่องจากไม่มีที่ระบายน้ำออก

นางสุดใจ

นอกจากนี้ชาวชุมชนยังได้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดการชุมชนทั้งระบบ โดยเริ่มจากการตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย มีทั้งออมรายวันและรายเดือน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 184 คน จึงเข้าสู่กระบวนการสร้างบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2547"

นายสังคม เจริญทรัพย์ ประธานเครือข่ายชุมชนเมืองสุรินทร์ กล่าวเสริมว่า "เนื่องจากชุมชนหนองบัวมีความชัดเจนในการรวมกลุ่มขององค์กรชุมชน และมีความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยให้สอดรับกับโครงการปรับภูมิทัศน์ของเทศบาล และได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุรินทร์ ในส่วนของการปรับผังชุมชนในที่ดินเดิม โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ รูปแบบแรกเป็นส่วนที่ชาวบ้านยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วจะมีการปรับปรุงถนนทางเท้า รูปแบบที่สองได้แก่พวกที่บ้านอยู่ในสภาพทรุดโทรมก็จะมีการปรับสภาพขยับบ้านบางหลัง เพื่อให้เกิดที่ว่างพัฒนาเป็นทางเท้าและพื้นที่สันทนาการ และรูปแบบสุดท้ายอาจจะมีบางส่วนที่จะต้องขยับขยายไปอยู่บริเวณข้างเคียง เพื่อให้เกิดที่ว่างใช้เป็นที่สันทนาการร่วมกัน

จากนั้นชาวบ้านได้มีการพิจารณาสิทธิ์ในการอยู่อาศัยด้วยการร่วมกันลงมติกันเองในที่ประชุม โดยได้นำกลุ่มบ้านเช่าเข้ามาพิจารณาด้วย แต่ต้องเข้ามาเช่าบ้านอยู่ในชุมชนเกิน 10 ปีขึ้นไปจะได้ 1 สิทธิ์ ในขณะที่บางคนมาสร้างบ้านให้คนอื่นเช่า แต่ตัวเองไม่ได้อยู่ ก็จะถือว่าไม่มีสิทธิ์ ชุมชนก็จะนำที่ดินตรงนั้นมาจัดสรรให้กับชาวชุมชนรายอื่นต่อไป รวมทั้งได้มีการแบ่งกลุ่มบ้านออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการ

หลังจากพิจารณาสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีการวางผังชุมชน โดยจะต้องมีการขยับบ้านบางส่วนเพื่อให้เกิดที่ว่าง และการสร้างทางเท้าภายในชุมชน โดยได้รับงบสนับสนุนปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคได้รับจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จำนวน 3,500,000 บาท และยังมีเงินเหลือนำไปสร้างห้องน้ำชุมชนบริการผู้โดยสารที่สถานีขนส่งจังหวัดเพื่อนำรายได้เข้าสู่ชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนในการสร้างบ้านนั้นได้รับสินเชื่อจาก พอช.ดอกเบี้ยร้อยละ 2 จำนวน 4,325,000 บาท

สำหรับความคืบหน้านั้น ชาวบ้านได้ร่วมกันออกแบบบ้านแล้ว 4 แบบ ราคาตั้งแต่ 78,000-150,000 บาท และจะร่วมกันตั้งกองทุนรวมเพื่อสร้างบ้านกลางสำหรับผู้ด้อยโอกาส โดยในขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างไปบ้างแล้ว 8 หลังคาเรือน และเริ่มต้นที่กลุ่ม 2 ที่มีความพร้อมก่อน จำนวน 37 หลังคาเรือน ในอนาคตจะขยายไปสู่กลุ่ม 3 กลุ่ม 5 กลุ่ม 1 และกลุ่ม 4 ต่อไป"

ส่วนเรื่องที่ดินนั้นเทศบาลมีนโยบายให้ชาวบ้านเช่าในระยะยาว 30 ปี และพร้อมสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงปี 48 ของ จ.สุรินทร์อย่างเต็มที่ ซึ่งจะนำรูปธรรมของชุมชน"หนองบัว" ขยายผลอีก 8 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนเทศบาลอนุสรณ์ ชุมชนพรหมเทพ ชุมชนศรีชุมพล ชุมชนโดนไข ชุมชนบ้านถนน ชุมชนศรีบัวลาย ชุมชนศรีเทพ และชุมชนประทุมเมฆ อีกทั้งในอนาคตจะขยายไปสู่การพัฒนาทั้งเมืองรวม 14 ชุมชน ภายใน 2 ปี"

รูปธรรมที่ชุมชนหนองบัวแสดงให้เห็นถึงความร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างชาวชุมชน หน่วยงานของรัฐและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังแสดงถึงมิติใหม่ในการแบ่งปันจัดสรรที่ดินในส่วนบ้านเช่าที่ยังไม่เคยมีชุมชนไหนทำมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและติดตามให้ชุมชนอื่นๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนตนเองต่อไป

เล่าต่อว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านจึงได้มีการรวมตัวกันพัฒนาชุมชนเพื่อให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยในเบื้องต้นเทศบาลได้สนับสนุนงบประมาณสร้างระบบสาธารณูปโภคภายในชุมชน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น เนื่องจากแนวทางของชาวบ้านกับของเทศบาลสอดคล้องกัน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter