ย้อนอดีตคนปากเตรียม
บ้านปากเตรียม หมู่ 5 ต.คุระ อ.คุระบุรี จ.พังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมงพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ที่ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมติดร่องน้ำที่เชื่อมทางน้ำระหว่างทะเลอันดามันกับป่าชายเลนบ้านเตรียม จึงเรียกว่า “ปากเตรียม” มีมีสมาชิกในหมู่บ้านทั้งหมด 28 หลังคาเรือน จำนวนประชากร 101 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม บ้านเรือนปลูกสร้างด้วยไม้ ยกพื้นสูง หลังคามุงจากและสังกะสี ตั้งอยู่ตามแนวบริเวณชายหาดด้านทิศตะวันออกของปลายแหลม
ตามประวัติเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว มีคนไทยจากตำบลกำพวน ไปสร้างเพิงพักอาศัยที่บ้านกลางอ่าว ด้านทิศใต้บ้านปากเตรียม ประมาณ 4-5 ราย เพื่อทำอาชีพประมง ต่อมาก็มีการตั้งบ้านเรือนขึ้นอย่างถาวร แต่บริเวณบ้านปากอ่าวเป็นลำคลองเล็ก น้ำไหลผ่าน เวลาน้ำทะเลลด เรือไม่สามารถเข้าออกได้ จึงย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ปลายแหลมปากร่องน้ำ เรียกว่า “บ้านปากเตรียม” ห่างจากจุดเดิมมาทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร และมีประชากรเข้าไปอยู่มากขึ้น ต่อมาได้มีญาติของชาวบ้านที่เป็นคนไทยพลัดถิ่นจากตำบลกำพวนเข้าไปตั้งบ้านเรือนอาศัยร่วมอยู่ด้วย
ในอดีตชาวบ้านปากเตรียมต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคเข้าไปไม่ถึง โดยชาวบ้านต้องใช้ตะเกียงน้ำมันโซล่าเป็นแสงสว่างยามค่ำคืน ต้องซื้อน้ำดื่มน้ำใช้ประมาณเดือนละ 15,000 ลิตรต่อครัวเรือน ราคา 100 ลิตรต่อ 5 บาท เมื่อเจ็บป่วยชาวบ้านจะต้องเดินทางด้วยเรือ ไปรักษาที่สถานีอนามัยบ้านเตรียมเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ด้านสถานศึกษานั้น นักเรียนส่วนใหญ่จะศึกษาที่โรงเรียนบ้านเตรียม และหากเกิดการเสียชีวิต ชาวบ้านก็จะนำศพมาทำพิธีกรรมและฝังที่กุโบว์ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.คุระ
ชาวบ้านมีอาชีพทำประมงชายฝั่ง โดยแต่ละครอบครัวจะมีรายได้จากการจับปลาและสัตว์ทะเลขาย ประมาณเดือนละ 6,000-8,000 บาท วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่จึงมีความผูกพันอยู่กับท้องทะเลตลอดเวลา มีการอนุรักษ์ป่าชายเลนตลอดจนมีความเป็นอยู่แบบเครือญาติและแบบพี่แบบน้อง ซึ่งทุกคนจะรู้จักกันหมด มีความเอื้ออาทรต่อกัน และสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลา
“สึนามิ” ภัยที่ไม่อยากจดจำ
ผลจากคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มในครั้งนี้ทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านพังเสียหาย 27 หลัง มีผู้เสียชีวิต 1 คน สูญหาย 1 คน ซึ่งเป็นเด็กทั้งคู่ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เรือพร้อมเครื่องยนต์พังเสียหายทั้งหมด 5 ลำ และที่เสียหายบางส่วน 9 ลำ นอกจากนี้อุปกรณ์การประมงของชาวบ้าน เช่น อวน กระชังปลา เป็นต้น รวมทั้งทรัพย์สินอื่นๆ ก็เสียหายทั้งหมด ที่ตั้งหมู่บ้านเดิมพังเป็นหลุมเป็นบ่อ พื้นที่บางส่วนถูกน้ำพัดพาขาดหายไปกลายเป็นร่องน้ำกว้างประมาณ 20 เมตร ทำให้ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัย และขาดเครื่องมือทำมาหากิน
เมื่อเหตุการณ์สงบลง ชาวบ้านได้พากันอพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่มัสยิดซอฮาฮุดดีล ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านปากเตรียมประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อความสะดวกในการประสานงานรับความช่วยเหลือ โดยพักอยู่ที่มัสยิดแห่งนี้เป็นเวลา 11 วัน ในช่วงที่พักอาศัยอยู่ที่มัสยิดนั้น ชาวบ้านได้มีการรวมตัวปรึกษากันถึงเรื่องที่อยู่อาศัย โดยได้ตกลงที่จะไปพักชั่วคราวอยู่ที่บริเวณท่าชาวน้ำของ หมู่ 9 ไปก่อน เพื่อรอให้มีการจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมให้ประกอบกับได้เวลาเปิดเรียน ซึ่งนักเรียนจะต้องมาเรียนหนังสือที่มัสยิด หากยังอยู่ที่มัสยิดต่อก็อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายได้ โดยทางเทศบาลตำบลคุระบุรีได้นำเต้นท์มามอบให้ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชนและอาสาสมัครได้เข้าไปช่วยในการประสานงานและเป็นที่ปรึกษาในการจัดระบบชุมชนและด้านอื่นๆ ให้กับผู้ประสบภัย
“บ้านใหม่ที่มั่นคง”
หลังจากพยายามจัดหาสถานที่มีความเหมาะสมให้กับผู้ประสบภัยอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) และโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ มูลนิธิชุมชนไท ก็เจรจาขอซื้อที่ดินจำนวน 3 ไร่ จากนางนะ รักมิตร ราคาไร่ละ 70,000 บาท เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดสร้างบ้านพักถาวรให้กับผู้ประสบภัย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,000 บาท โดยซื้อในนามของชาวบ้านผู้ประสบภัย
ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดผังและแบ่งปันที่ดินสำหรับสร้างบ้านพักถาวร จำนวน 23 หลังคาเรือน จัดสรรที่ดินได้คนละ 27 ตารางวา (ส่วนอีก 5 หลังคาเรือนได้สมัครใจไปอยู่บ้านพักถาวรที่ทางการจัดสร้างให้ที่ตลาดวังหิน) นอกจากนี้ยังมีการแบ่งพื้นที่สำหรับสร้างสนามเด็กเล่นและสถานที่สำหรับทำพิธีทางศาสนาอิสลามขึ้นด้วย
ชาวบ้านได้ช่วยกันออกแบบบ้านร่วมกับสถาปนิกชุมชน วางผังชุมชนใหม่ ร่วมกันสร้างบ้าน และกำหนดระเบียบกติกาสำหรับการอยู่ร่วมกันในชุมชนใหม่ เพื่อให้ได้บ้านที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวเลซึ่งบ้านมีอยู่ 2 ขนาดให้เลือก คือ ขนาด 4x6 ตารางวา และขนาด 5x6 ตารางวา โดยเป็นบ้าน 2 ชั้น ยกพื้นสูง เสาปูน มีชานยื่นออกมาข้างนอก มีห้องน้ำอยู่ใต้ถุนบ้าน หลังคามุงกระเบื้อง ส่วนฝาบ้านมีสองแบบ คือ แบบฝาไม้เฌอร่ากับฝาขัดแตะ ซึ่งชาวบ้านจะสร้างบ้านด้วยตนเอง และมีการเอาแรงกัน นอกจากนี้ยังมีชาวไทยพลัดถิ่นจำนวนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือในการก่อสร้างบ้านด้วย
สร้างบ้านสร้างชุมชนใหม่
การบริหารจัดการชุมชนนั้น ชาวบ้านได้มีการแบ่งหน้าที่การทำงานออกฝ่ายต่างๆ ได้แก่ ฝ่ายประสานงาน ต้อนรับ อาหาร อนามัย ก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย รับบริจาค/การเงิน ฝ่ายข้อมูล และฝ่ายรักษาความปลอดภัย รวมทั้งมีจัดระบบบริหารจัดการชุมชนใหม่ โดยได้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีแกนนำในการประสานงาน ถ่ายทอดข่าวสาร ช่วยเหลือให้เกิดความสะดวกในการทำงานและการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะมีการประชุมกันแบบวันเว้นวัน และได้มีการทำข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันแบบชุมชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเน้นความสะอาด การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า ว่าจะต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าใครตัดต้นไม้ 1 ต้น จะต้องปลูกทดแทน 3 ต้น จะต้องมีความรักสามัคคีกัน งดเว้นอบายมุข และมีระบบการจัดการสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี
ต่อมาได้มีกิจกรรมเกิดขึ้นหลายอย่างในชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ที่ทุกครอบครัวได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นและมีการออมเงินเดือนละ 50 บาทต่อครอบครัว สหกรณ์กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งนำเอาเงินที่ได้รับจากการบริจาคมาจัดตั้งเป็น กองทุนข้าวสาร กองทุนน้ำมัน กองทุนอุปกรณ์การประมง และอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการทำมาหากินของชาวบ้าน กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โฮมสเตย์ ตกปลา และกิจกรรมเยาวชน ซึ่งจะมีการฝึกเป็นไกด์สำหรับนำเที่ยวเวลามีแขกมาเยือน
นอกจากนี้ในส่วนของแม่บ้านและผู้หญิงยังได้รวมกลุ่มกัน เพื่อจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้น สำหรับทำอาชีพเสริม คือ การเย็บกระเป๋าผ้าขนาดเล็กสำหรับใส่สิ่งของต่างๆ เพื่อจำหน่ายและช่วยทำให้คลายจากความทรงจำอันเลวร้ายที่เพิ่งผ่านพ้น โดยช่วงแรกมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยหรือ มพศ. เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำปรึกษา ต่อมามูลนิธิเด็กได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านทำผ้ามัดย้อมและศิลปะจากไม้และเปลือกหอย
บ้านใหม่ของชาวปากเตรียมที่เกิดขึ้นได้ในวันนี้ นอกจากจะเป็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านเองแล้ว ยังมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อำเภอ หน่วยงานรัฐ และเอกชนในท้องถิ่นตลอดจนองค์การจากส่วนกลาง เช่น มูลนิธิโสสะ และสโมสรโรตรีป่าตองสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง และซ่อมเรือพร้อมอุปกรณ์ประมงให้ชาวบ้าน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในท้องถิ่น และส่วนกลาง
ขณะนี้การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในส่วนของบ้านปากเตรียมมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องการสร้างบ้านพักถาวรที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และการสนับสนุนการประกอบอาชีพ ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความมั่นใจและมีความหวังในชีวิตมากยิ่งขึ้น
คลื่นยักษ์สึนามิสามารถพังทลายเกาะ หมู่บ้าน และชีวิตของผู้คนให้ย่อยยับไปได้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้ชาวปากเตรียมมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งขึ้น เข้าใจกัน พึ่งพากัน เอื้ออาทรต่อกันมากขึ้นกว่าเดิม และพร้อมที่จะนำพาชีวิตใหม่ก้าวเดินต่อไปสู่เส้นทางสายเก่าที่พวกเขาเป็นอยู่ นั่นก็คือ ความเป็นชาวเลที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับท้องทะเลในทุกๆ ลมหายใจ





