playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     กว่าจะเดินทางไปถึง ต.ศรีษะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน ต้องนั่งรถไต่ภูเขาจาก อ.เวียงสา ร่วมชั่วโมง ทั้งๆ ที่มีระยะทางเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น

     ในอดีตพื้นที่ในหุบเขาแห่งนี้หาอยู่หากินโดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอก (ยกเว้นเกลือ) ทั้งนี้เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำแหงและน้ำกาดซึ่งมีต้นน้ำจากอุทยานศรีน่านไหลผ่าน มีพื้นที่ป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์

แต่การพัฒนาตามกระแสทุนนิยม ส่งผลให้การหาอยู่หากินตามวิถีพื้นบ้านเปลี่ยนไปสู่การปลูกเพื่อส่งผลผลิตออกสู่ภายนอก มีการใช้สารเคมี รุกที่สาธารณะ เป็นหนี้เป็นสินกันทั่วหน้า

 ในปี 2542 ต.ศรีษะเกษ จึงได้นำวิธีการจัดทำแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเองมาใช้ และพัฒนาการจัดทำแผนชุมชนจนเห็นเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งผลจากการจัดทำแผนชุมชนนั้น นอกจากจะก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งการลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ การจัดระบบชุมชนที่มีการดูแลเกื้อกูลกัน และข้อมูลจากการสำรวจเพื่อจัดทำแผนชุมชนยังนำไปสู่การวางแผนจัดทำ “โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนจนในชนบท” หรือ “บ้านมั่นคงชนบท” อีกด้วย

 จากข้อมูลพบว่า มีชาวบ้านจากทั้ง 14 หมู่บ้านในตำบลศรีษะเกษ ที่ยากจนอยู่ถึง 116 ครอบครัว ซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน บ้างก็อาศัยอยู่ในที่ดินของพ่อแม่ซึ่งนับวันจะเหลือน้อยลง ชาวบ้านเหล่านี้มีอาชีพรับจ้างในไร่ข้าวโพด รับจ้างทั่วๆไป ขาดความมั่นคงในชีวิต

 ในขณะที่พบว่าในตำบลศรีษะเกษ มีพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านใช้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่เป็นจำนวนมาก แกนนำแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเองตำบลศรีษะเกษ จึงได้ร่วมกันพัฒนาโครงการ “บ้านมั่นคงชนบท” ขึ้น ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. (โดยศตจ.ปชช.)อนุมัติงบประมาณดำเนินการจำนวน 7 ล้านบาทเศษ สำหรับชาวบ้านจำนวน 116 ครอบครัว

 นายเกษตร ยศบุญเรือง กำนัน ต.ศรีษะเกษ เล่าว่า ในการเสนอโครงการ เราให้ผู้ที่จะเข้าโครงการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเองตั้งแต่เริ่มต้นคือ เขาจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ จากนั้นก็มีกระบวนการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง

 “บ้านมั่นคงแห่งนี้ตกลงให้แบ่งที่ดินปลูกบ้านคนละ 2 งาน ใช้ที่สาธารณะในหมู่บ้าน หรือญาติแบ่งให้ พ่อแม่แบ่งให้ บางคนบ้านทรุดโทรมมากแล้ว บางบ้านก็อยู่รวมกับครอบครัวอยู่กันอย่างเบียดเสียดคับแคบ พอพวกเขามีที่สร้างบ้าน เขาจะเกิดความมั่นคง”
 กำนันเกษตร เล่าอีกว่า ส่วนที่ทำกินนั้น ตกลงแบ่งกันคนละประมาณ 10 ไร่ เป็นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม ซึ่งได้ตกลงกับทางป่าไม้แล้วที่จะจัดเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน แต่ยังไม่ได้ทำ เมื่อ “โครงการบ้านมั่นคงชนบท” เข้ามาก็เท่ากับทำให้ความฝันของคนจนเป็นจริงขึ้นมา

 “กระบวนการของที่อยู่ที่ทำกินใหม่นี้ เราจะให้ทั้ง 116 ครอบครัว เข้ากระบวนการออมรายวันเพื่อเป็นสวัสดิการร่วมกับชาวบ้านอื่นๆ ซึ่งทำกันทั้ง 14 หมู่บ้านอยู่แล้ว คือทุกเรื่องทำร่วมกับคนอื่นๆ เหมือนปกติ เพียงแต่บ้านมั่นคงชนบทมาทำให้เขามีบ้านที่มั่นคง มีที่ดินทำกินที่เป็นหลักแหล่งขึ้น” กำนันเกษตร บอก และย้ำว่า

 “กระบวนการทำงานทั้งเรื่องการสร้างบ้าน หรือหาที่ดินทำกิน พวกเขาจะพูดคุยกันเอง และตอนนี้เมื่อโครงการลงมาแล้ว ชาวบ้านทั้ง 156 ครอบครัว ที่ได้มาจากกระบวนทำแผนชุมชน ก็มากลั่นกรองกันอีกครั้ง ซึ่งหากพบว่าใครไม่จนจริงก็จะตัดออก เอาคนที่จนจริงเข้ามาแทน และทุกคนที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงชนบทแห่งนี้จะได้รับการรับรองจากขบวนการแผนชุมชนด้วย” ท้ายที่สุดมีผู้เหมาะสมเข้าสู่โครงการ 116 ราย

 ส่วนการสร้างบ้านจะรวมกันทำ ซื้อวัสดุรวม ร่วมกันออกแบบบ้าน พอสร้างบ้านก็สร้างกันเอง หรือมีการลงแขกกันสร้าง ใช้ช่างในชุมชน เป็นการสร้างงานให้คนในพื้นที่ไปด้วยในตัว

 สำหรับการทำมาหากินนั้น ชาวบ้านเห็นร่วมกัน หรือเป็นกติกาของชุมชนว่า จะมีการปลูกไม้ยืนต้นเป็นมรดกให้ลูกหลาน ปลูกพืชที่กินได้เพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว จะไม่ใช้สารพิษในการปลูก

ส่วนงานอาชีพอื่นๆ นั้น กำนันเล่าว่า เราจะเข้าไปช่วยเขาให้มีงานเสริมทำ เช่น อาชีพช่างไม้ ช่างตัดผม ช่างซ่อม หรือช่วยกลุ่มแม่บ้านให้มีงานทำในช่วงต้นใครยังไม่เป็นก็ต้องฝึกให้ทำจนได้

 กำนันเกษตร กล่าวอีกว่า แม้ว่าทุกอย่างชาวบ้านจะทำกันเอง แต่เขาก็ยังต้องการพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำ ทางเราที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. จึงต้องเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยง รวมทั้งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ คอยแนะนำเพื่อให้การทำงานเกิดความเป็นธรรมและได้ผลจริงๆ

 หลังฤดูทำนาปีนี้ บ้านมั่นคงชนบทของชาวศรีษะเกษ จะได้ฤกษ์ยกเสาเอก และตามมาด้วยการร่วมกันสร้าง ลงหลักปักฐาน ไม้ยืนต้นอย่างตะเคียน ยางนา คงได้เริ่มต้นลงดิน เพื่อสร้างความมั่นคงให้ลูกหลานในแปลงบ้านมั่นคง และยังมีความหวังอีกว่า หลังผู้คน116 ครอบครัว มีบ้านที่มั่นคงอีก 60 ครอบครัว ที่ยังคงยากจนจะได้รับการแก้ไขถัดมา

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter