นวัตกรรมงานพัฒนาที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนรากหญ้า จนได้รับการยอมรับเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ที่เด่น ๆ ก็เห็นจะได้แก่เรื่องการจัดทำแผนชีวิตชุมชนกับเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัดตามโครงการบ้านมั่นคง ที่รับผิดชอบโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.
กล่าวเฉพาะโครงการบ้านมั่นคง เป็นงานพัฒนาที่อาศัยประสบการณ์ของชาวชุมชนแออัดที่สั่งสมมาร่วม 25 ปี จนกลายเป็นการพัฒนาชุมชนแนวใหม่ที่ชุมชนเป็นแกนหลักในการสร้างบ้าน สร้างชุมชนของตนเอง โดย พอช. สนับสนุนเงินโดยตรงไปให้ชุมชนบริหารจัดการกันเอง ซึ่งต่างจากที่รัฐเป็นผู้ทำให้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
โครงการบ้านมั่นคง ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการอนุมัติโครงการแล้วใน 44 จังหวัด 79 เมือง และ 23 เขต ใน กทม. ครอบกลุ่มชุมชนแออัด 313 ชุมชน จำนวน 21,575 ครอบครัว ซึ่งผลการพัฒนาชุมชนที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้ชาวชุมชนได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง สามารถร่วมกันวางแผนการพัฒนาชุมชนด้านอื่น ๆ ได้ โดยชาวชุมชนเองแล้ว ยังเกิดการตื่นตัวของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้เข้ามาร่วมขบวนการทำงานกับชุมชนแล้วจำนวน 86 เมือง
นายหาญชัย ทีฆธนานนท์ นายกเทศบาลนครอุดรธานี กล่าวในงานสัมมนานายกเทศบาลทั่วประเทศ ที่จัดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ได้เข้าร่วมบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีชาวชุมชนทั้ง 51 ชุมชน สถาบันราชภัฎและเทศบาลมาทำงานร่วมกันตั้งเป็นคณะกรรมการพัฒนาเมืองขึ้นมา เราทำตั้งแต่สำรวจข้อมูลกันทั้งเมือง แล้วเอามาวางแผนร่วมกันโดยทำนำร่องในปี 2547 จำนวน 4 ชุมชน แล้วค่อยขยายไปเรื่อย ๆ โดยกำหนดว่าจะแก้ให้หมดภายใน 3 ปี ซึ่งตอนนี้ทางเทศบาลได้จัดหาที่ดินเพื่อรองรับชุมชนที่ไม่สามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ไว้แล้ว
“จริง ๆ แล้วบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ดีเพราะทุกคนได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านจะเป็นตัวจักรสำคัญจะขาดไม่ได้ พวกเราเทศบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุนซึ่งก็สามรถทำได้หลายอย่าง เช่น ช่วยจัดหาที่ดินรองรับชาวบ้านซึ่งเรากำลังทำอยู่ และเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นปัญหามาตลอดก็คือ เทศบัญญัติที่ขัดต่อการสร้างบ้านเราก็แก้ไขได้ มันขึ้นอยู่กับความจริงใจที่จะร่วมกันแก้ปัญหาหรือไม่ซึ่งต้องเอาข้อเท็จจริงและความต้องการของชาวบ้านเป็นหลักอย่างเช่นที่ชุมชนโพธิวราราม เราบอกว่าสร้างถนนกว้าง 1 เมตร ได้ไหม เพราะเรามองที่รถเข้าออกหรือสะดวกเมื่อเกิดไฟไหม้ แต่ชาวบ้านบอกว่าถ้าถนนกว้างรถวิ่งเร็วจะเกิดอันตราย เราก็ต้องหาทางใหม่ โดยการสร้างท่อน้ำเข้าไปอย่างนี้เป็นต้น
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร บอกว่า ชุมชนแออัดหรือความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเป็นปัญหาของทุกเมือง สมัยนี้เป็นยุคของการประสานความร่วมมือ ซึ่ง กทม. มีชุมชนแออัดอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศลำพัง กทม. ไม่สามารถทำได้แน่ แต่เพราะเราร่วมมือกับชุมชน ถึงวันนี้จึงได้ดำเนินการไปได้แล้ว 23 เขต และได้เกิดการร่วมไม้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะทำร่วมกัน 100 ชุมชน ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ในปี 2548 เพื่อนำร่องไปสู่การพัฒนาให้ครอบคลุมชุมชนในแต่ละเขตต่อไป ซึ่งขณะนี้ให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาระดับเขตขึ้นแล้วเกือบครบทุกเขต
เมื่อเห็นร่วมกันมีเป้าหมายเดียวกันอย่างนี้เชื่อว่าปัญหาขัดข้อง จะถูกแก้ไขให้หมดไปด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน
ด้านนายวีระวัฒน์ ภักตรนิกร นายกสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่าการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงที่ผ่านมา ชาวบ้านไปเร็วกว่าเทศบาล บางครั้งเทศบาลก็ไม่รู้ ก็มีปัญหาขัดข้องอยู่บ้าง แต่วันนี้ทาง พอช. ได้ประสานความร่วมมือมายังสันนิบาตเทศบาล ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเทศบาลทั้งหมด ก็ทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี สามารถช่วยคนจนให้เกิดความมั่นคงได้ สันนิบาตเทศบาลก็จะสนับสนุนเต็มที่ โดยอาจจะมีการพิจารณาร่วมกันในที่ประชุมสันนิบาตเทศบาลว่า จะช่วยกันหนุนบ้านมั่นคงแบบไหนอย่างไร เช่น จะจัดสรรงบประมาณมาร่วมสมทบกับที่ พอช. อุดหนุนชาวบ้านอยู่แล้ว 2% อย่างนี้เป็นต้น คงจะมีการหารือร่วมกันต่อไป
ส่วนข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างที่ผิดกฎหมายควบคุมอาคารก็ดี หรือการประสานงานเรื่องต่าง ๆ ก็ดี คิดว่าแก้ไขได้โดยใช้วิธีการหารือร่วมกันในแต่ละเมือง เพราะทุกคนทำงานเพื่อให้คนจนมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกัน
ด้าน น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวนการ พอช. กล่าวว่า การดำเนินงานของบ้านมั่นคงที่สามารถแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยได้ตรงกับความต้องการของชาวชุมชน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 จึงได้เห็นชอบให้ดำเนินการต่อเนื่องรวม 285,000 หน่วย ใน 1,826 ชุมชน ครอบคลุม 200 เมือง พร้อมอนุมัติงบประมาณจำนวน 19,367 ล้านบาทเป้าหมายเพื่อให้เมืองไทยปลอดชุมชนแออัด ชาวชุมชนมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงทั้งด้านที่อยู่อาศัยและสังคม ภายในปี 2551
ผอ.พอช. กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดตามโครงการบ้านมั่นคง ตลอด 2 ปีเศษ ที่ผ่านมา นอกจากชาวชุมชนจะเป็นหลักในการพัฒนาแล้ว หน่วยงานท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศบาล ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับชุมชนในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การวางแผนพัฒนาร่วมกัน การสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ ความรู้ การผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน เพื่อการทำงานกับชุมชนอย่างเข้าอกเข้าใจต่อกัน โดยให้ชุมชนสามารถเป็นหลักในการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นไป จะต้องก่อให้เกิดมิติใหม่ของการแก้ปัญหาร่วมกันในพื้นที่ที่กว้างขวางทั้งจังหวัด โดยวางแผนร่วมกันในอันที่จะแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในจังหวัดให้หมดได้ภายใน 3 ปี ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งขององค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในท้องถิ่น
ภาระกิจสำคัญอันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประวัติศาสตร์การพัฒนาชุมชนแออัดนี้ จะได้รับการแก้ไขไปได้หากทุกภาคีในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศบาล มาร่วมกันดำเนินการร่วมกันรับผิดชอบ ประกอบกับรูปธรรมความรู้ บทเรียนการพัฒนาที่เกิดขึ้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ ให้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองถูกแก้ไขให้หมดไป
ดังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อคิดแก่นายกเทศบาลมนตรี ที่มาสัมมนาเรื่องบ้านมั่นคงในวันดังกล่าวว่า “เงินซื้อบ้านได้แต่ซื้อจิตวิญญาณของความเป็นครอบครัวไม่ได้ เมื่อมีจิตวิญญาณของความเป็นครอบครัวแล้ว ก็มาร่วมกันสร้างจิตวิญญาณของความเป็นชุมชน คือ ให้เป็นชุมชนที่มีความเอื้ออาทรต่อกันของคนในชุมชน ซึ่งโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ทุกภาคส่วนทั้งชาวบ้าน เทศบาล พอช. กำลังมาช่วยกันสร้างจิตวิญญาณที่ว่านั้น”





