จากตัวเมืองปัตตานี ผ่านเมืองยะหริ่ง ลัดเลาะตามริมชายฝั่งทะเลไปรวม ๆ แล้วประมาณ 35 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ตั้งชุมชนปะนาเระ ซึ่งปัจจุบันมีฐานะเป็นเทศบาลตำบล ซึ่งพัฒนามาจากชุมชนชาวประมงเล็ก ๆ ที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยมาอย่างสงบสุขมานาน
ปัจจุบันปะนาเระมีความเป็นอยู่ที่หนาแน่น หลายหลังคาเรือนมีครอบครัวขยาย บางหลังมีถึง 5 ครอบครัว จากการสำรวจครอบครัวขยายทั้งเมือง พบว่ามีมากกว่า 400 ครอบครัว ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันและตั้งกลุ่มเพื่อเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง
นายอับดุล ลาติฟ โต๊ะเตน ประธานชุมชนบ้านมั่นคงปะนาเระเล่าว่า คนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้เดือดร้อน เรื่องที่อยู่อาศัย และมีฐานะยากจนเท่านั้น ที่สำคัญต้องเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะบ้านมั่นคงพวกเราต้องสร้างบ้านเอง มีอยู่หลายคนเหมือนกันที่คิดว่าหลวงต้องสร้างให้ มาลงชื่อแล้วก็หายไป พอเราไปชวนมาประชุมก็ไม่มา เราจึงต้องตัดสิทธิก็มีบ้างที่ไม่พอใจ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาพูดคุยอย่างต่อเนื่องก็เข้าใจ เราไม่ได้สร้างบ้านอย่างเดียว แต่เราสร้างชุมชนใหม่ ที่มีการดูแลซึ่งกันและกัน เราเรียกว่า “บ้านที่ให้มากกว่าบ้าน”
พอได้ข้อมูลแล้วเราก็มาช่วยกันกลั่นกรอง ชาวบ้านที่เห็นว่าจำเป็นเร่งด่วนก่อน ก็ได้มา 120 ครอบครัว จึงพากันไปหาที่เพื่อสร้างชุมชนใหม่ ซึ่งได้ที่ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองปะนาเระราว ๆ 2 กิโลเมตร จากนั้นก็มาร่วมกันวางแผนว่า ชุมชนใหม่ของเราหน้าตาจะเป็นอย่างไร จนได้ความคิดที่เห็นร่วมกันว่า “ชุมชนอยู่ร่วมกับป่า ฟื้นภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม”
ออกแบบชุมชนที่เอื้อกับธรรมชาติ
พอได้กลุ่มเป้าหมายที่ลงตัวแล้ว ก็ชวนทุกคนมาวางแผนเริ่มจากการช่วยกันสืบหาที่ดินที่จะซื้อไปสร้างชุมชนใหม่ จนได้ที่จำนวน 30 ไร่ โดยเจ้าของที่ขายให้ราคาไร่ละ 100,000 บาท ที่ดินอยู่ห่างจากที่เดิมเพียง 2 กิโลเมตร สภาพเป็นป่าพรุ ก็เลยชวนกันวางแผนว่าจะใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไร เพื่อให้คงสภาพความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าที่ดินครึ่งหนึ่ง (15 ไร่) จะคงสภาพความเป็นป่าไว้เช่นเดิม อีกครึ่งหนึ่งก็นำมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัย จะได้ที่ดินครอบครัวละ 200 ตารางเมตร
“ที่เราแบ่งอย่างนี้ไม่เพียงเราคำนึ่งถึงธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมองถึงอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า หากมีความจำเป็นชุมชนหนาแน่นขึ้น พื้นที่ที่เรากันไว้ครึ่งหนึ่งก็ยังนำมาจัดสรรให้กับลูกหลานได้อีกด้วย”
เน้นระบบความเป็นชุมชน – ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ประธานชุมชนฯ เล่าอีกว่า ที่ดินส่วนที่นำไปสร้างที่อยู่อาศัย นอกจากจะเป็นบ้านของทั้ง 120 ครอบครัวดังกล่าวแล้ว ที่ดินที่เหลือจะจะออกแบบให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันเพราะเราเน้นความเป็นชุมชนที่ผู้อยู่อาศัยทุกคนจะต้องคิดร่วมกันใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น มีอาคารศาลาเอนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นที่ทำกิจกรรมของคนในชุมชน เช่นใช้เป็นกลุ่มออมทรัพย์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ศูนย์อนามัย ตลอดจนเป็นที่ประชุม
เรามีมัสยิดเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ ทำให้ศาสนาอยู่ในใจของทุกคนจะได้ไม่ทำผิด ไม่ว่าต่อตนเอง หรือผู้อื่นและสังคม มีโรงเรียนตาลีกา เป็นโรงเรียนสอนศาสนา สำหรับเด็กและเยาวชน สร้างเด็ก เยาวชนให้อยู่ในกรอบของความดีงาม เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของครอบครัวชุมชน และสังคม มีศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้พ่อแม่ได้มีเวลาทำงาน โดยจะใช้คนในชุมชนเป็นผู้ดูแล มีร้านค้าสวัสดิการ เปิดให้ทุกคนในชุมชนถือหุ้นเป็นสมาชิก ขายผลผลิตจาก
ชุมชนและของที่จำเป็นในชีวิต เงินทองไม่รั่วไหล
งานอาชีพปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
นางรอมเลาะ เจะเละ กรรมการกลุ่มออมทรัพย์เล่าว่า ปกติแล้วชาวบ้านปะนาเระ ทำประมงชายฝั่งเป็นอาชีพหลัก ซึ่งหลังย้ายมาอยู่ที่ชุมชนแห่งใหม่ ผู้ชายก็ยังคงยึดอาชีพประมงอยู่เช่นเดิม เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากที่เดิม แต่ที่พิเศษออกไปก็คือ ณ ชุมชนแห่งใหม่นี้ แม่บ้านจะได้มีอาชีพเสริมทำอยู่กับบ้านอีกด้วย โดยจะมีการสร้างศาลาอาชีพขึ้นภายในชุมชน เพื่อเป็นทั้งที่เรียนรู้ และสร้างงานให้แม่บ้านได้ทำ เป็นงานที่อาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวมุสลิม ใช้วัตถุดิบที่หาได้ภายในชุมชน เช่น การทำข้าวเกรียบ ปลาแห้ง ปลาหมึกแห้ง การทำของที่ระลึก เช่น การทำเรือกอและ ดอกไม้ประดิษฐ์จากเกล็ดปลา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ อาชีพการเลี้ยงแพะ ที่อยู่คู่กับชาวมุสลิมมานาน
ระบบชุมชนที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่เพียงการกันพื้นที่ครึ่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ป่าเท่านั้น แต่ในระบบการออกแบบชุมชนและความเป็นอยู่ จะคำนึ่งถึงสิ่งแวดล้อมในชุมชนอีกด้วย ทั้งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม เช่น ระบบการบำบัดน้ำเสีย โดยจะมีการใช้ถังดักไขมันทุกครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ติดกันจะมีการทำบ่อบำบัดขนาดเล็ก บำบัดน้ำเสียก่อนที่จะระบายลงสู่บ่อรวม ซึ่งจะมีบ่อบำบัดรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใช้รดน้ำต้นไม้ในชุมชน เป็นต้น ซึ่งระบบบำบัดนี้ ขณะนี้มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับชาวบ้านออกแบบระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังคำนึงถึงระบบสิ่งแวดล้อมทางสังคมอีกด้วย การสร้างลานกีฬาให้เยาวชนได้ออกกำลังกายห่างไกลยาเสพติด การสร้างสวนหย่อมเป็นที่พักผ่อนของคนในชุมชน การสร้างห้องสมุด ศูนย์ข้อมูล เพื่อให้ชาวชุมชนได้รับรู้ข่าวสารงานพัฒนา ทั้งภายในและนอกชุมชน การตั้งร้านน้ำชา 4 มุมบ้าน เพราะร้านน้ำชาเป็นวิถีปกติของชาวมุสลิม เป็นทั้งที่ปรับทุกข์ ที่พูดคุย ที่เผยแพร่ข่าวสาร เป็นการสร้างสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชุมชน
นางรอมเลาะ เจะเละ พูดอย่างภูมิใจว่า การพัฒนาทั้งหมดเป็นระบบที่พวกเราได้มีโอกาสกำหนดชีวิต และชุมชนของเราเอง ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญขึ้น โดยมีหน่วยงานภายนอกไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิชุมชนไท พอช. และราชการในท้องถิ่นคอยสนับสนุน
“อย่างมูลนิธิชุมชนไท เราร่วมงานกันตั้งแต่คราวทำงานเรื่อง “เมืองน่าอยู่” เข้ามาเปิดมิติใหม่ให้ชาวบ้านคิดเองทำเอง พอบ้านมั่นคงเข้ามา ทาง พอช. ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาคอยแนะนำ มีสถาปนิกชุมชนมาช่วยออกแบบสนับสนุนเรื่องเงินพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และสินเชื่อสร้างบ้านดอกเบี้ยร้อยละ 2/ปี ทางราชการในท้องถิ่นก็เข้ามาช่วยเราหลายอย่าง เวลาจะจัดงานทางเทศบาลก็ช่วยทั้งหมด”
ตอนนี้แม้เราจะมีภาระเพิ่มขึ้น ต้องผ่อนค่าที่ดินครอบครัวละ 169 บาท เป็นเวลา 15 ปี แต่เราก็คิดว่ามันคุ้ม เพราะเราไม่เพียงได้บ้านที่มั่นคง มีที่ดินเป็นของเราเองเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ บ้านหลังนี้ ชุมชนนี้ มันเกิดจากความต้องการ ความคิดของพวกเราอย่างแท้จริง





