playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

   มหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลก ที่จัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง และมีการ “เวิรค์ช๊อบ” ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 3-8 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ มีชาวต่างประเทศมาร่วมเรียนรู้ 19 ประเทศ ได้สะท้อนให้ชาวโลกได้เห็น นวัตกรรมด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของคนจนหลายประการด้วยกัน

ปกติแล้วทุกวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านที่อยู่อาศัย ช่วยกันคิดค้นนำเสนอนวัตกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคนจน ซึ่งมีอยู่ถึงหนึ่งในสามของประชากรโลก มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
 ดิฉันลองตรวจสภาพเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของคนจนทั่วโลกเท่าที่มีข้อมูลมาให้ผู้อ่านได้รับทราบพอสังเขป ซึ่งโดยภาพรวมแล้วการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคนจนทั่วโลกจะมีลักษณะที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการให้คล้าย ๆ กับที่การเคหะแห่งชาติบ้านเรา สร้างบ้านสร้างแฟลตให้ประชาชนเช่าซื้อหรือเช่าแล้วแต่กรณี จะมีอยู่บ้างในบางประเทศที่นักพัฒนาเอกชนเข้าไปทำร่วมกับชาวบ้านเป็นจุด ๆ ในขณะที่การไล่รื้อสลัมยังมีให้เห็นอยู่ทั่วโลก

 เริ่มจากใกล้บ้านเราอย่างกัมพูชา เมื่อ 7-8 ปีก่อน มีการไล่รื้อชุมชนด้วยวิธีรุ่นแรงเช่น เผาสลัม เป็นต้น แต่จากการรวมพลังของชาวชุมชน และการสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกันพัฒนาชุมชนต้นแบบขึ้นมา ที่ชุมชน “รูเรย” เพื่อให้ทางการเห็นว่า ชาวชุมชนก็มีศักยภาพในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้ จากจุดเล็ก ๆ นี้ทำให้เทศบาลกรุงพนมเปญยอมรับ และเข้ามาร่วมพัฒนากับชาวชุมชน จนรัฐบาลสมเด็จฮุนเซนประกาศเป็นนโยบาย “พัฒนา 100 สลัมภายใน 1 ปี” ซึ่งจนถึงวันนี้การพัฒนาชุมชนแออัดในกรุงพนมเปญก้าวหน้าไปแล้ว ประมาณ 200 ชุมชน ด้วยทิศทางที่ชุมชนเป็นหลักโดยมีหน่วยงานพัฒนาต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นผู้สนับสนุน

 ในสุราบายา อินโดนีเซีย มหาวิทยาลัยสุราบายา และได้เข้ามาร่วมกับชาวชุมชนโดยเริ่มแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลก สร้างแฟลตให้ชาวชุมชนอยู่อาศัย  ในลักษณะที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการออกแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เช่น มีครัวรวม มีที่ละหมาด มีที่ประชุม เป็นต้น ต่อมาทางเทศบาลได้เข้ามาหนุนอีกแรง โดยการสนับสนุนงบประมาณให้กับชาวชุมชนนำไปพัฒนาชุมชนในกิจกรรมที่หลากหลายขึ้น เช่น การพัฒนาอาชีพ , การปรับปรุงที่อยู่อาศัย โดยชาวบ้านที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีการออมทรัพย์ตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นมา
 ในศรีลังกา องค์กรภาคประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ชื่อว่า “ธนาคารสตรีเพื่อการพัฒนา” ได้รวมตัวเริ่มต้นจากการออมเงินที่พัฒนามาจากวงค์แชร์ของกลุ่มแม่บ้าน จนกลายเป็นธนาคารภาคประชาชน มีสมาชิกทั่วทั้งประเทศศรีลังกา เงินส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนแม่บ้านให้มีอาชีพ อีกส่วนหนึ่งจะนำไปให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น การซ่อมแซมบ้าน ห้องครัว การสร้างส้วมรวมภายในชุมชน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านคนยากจนเข้าไม่ถึงแหล่งเงินของทางการ (การเคหะ)  ที่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและมีกฎระเบียบมากมาย

 เช่นเดียวกับในเนปาล ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งภายในค่อนข้างมาก ทำให้ชาวบ้านอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองกาฎมันฑุจนมีปัญหาการไล่ที่เกิดขึ้นมีผู้ที่ไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยร่วม 20,000 ครอบครัว แต่จากการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของกลุ่มสตรีเพียงหยิบมือก็ได้นำไปตั้งหลักปักฐาน จนกลายเป็นเครือข่ายสตรีออมทรัพย์ที่ยั่งยืน ซึ่งจากลุ่มออมทรัพย์ก็พัฒนาไปสู่การแก้ปัญหาที่เดินและที่อยู่อาศัย มีการรวมกลุ่มเจรจากับทางเทศบาล เพื่อหยุดการไล่รื้อ รวมทั้งให้หาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้ จนถึงวันนี้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในเนปาลก็พัฒนาสำเร็จไปแล้วหลายชุมชน

 ด้านประเทศอัฟริกาใต้ นับว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ถึงขั้นทำความร่วมมือกับรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อพัฒนาชุมชนไปพร้อมกับชาวบ้าน ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศ  เช่น รัฐเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ไปดูงานมาก็เป็นการสร้างแฟลตให้ชาวบ้านโดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ

 และที่ดูเหมือนกับจะเป็นเจ้าตำหรับที่หลายประเทศทั่วโลกเดินทางไปศึกษาดูงาน นั้นก็คืออินเดีย ที่อาจจะกล่าวได้ว่า มีแหล่งชุมชนแออัดอยู่มากที่สุดในโลก และมีอยู่หลายลักษณะ เช่นเพียงอาศัยนอนบนถนนยามค่ำคืน การสร้างเพิงพักพอได้ซุกหัวนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหิลา มิลาน แห่งเมืองมุมไบ เป็นแหล่งชุมชนแออัดที่ใหญ่มาก ราวๆ 500,000 ครอบครัว ซึ่งจุดเด่นของอินเดียในการพัฒนาชุมชนแออัดก็คือ ชาวชุมชนพัฒนากันเอง เริ่มจากการออมทรัพย์รายวันที่มีแม่บ้านเป็นแกนสำคัญ ซึ่งการออมรายวันนี้ได้แพร่ขยายไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย

 ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยนั้น ก็มีหลายลักษณะ บางแห่งก็มีนักพัฒนาเอกชนมาร่วมทำงานกับชาวบ้านเป็นจุด ๆ เป็นรายชุมชน บางแห่งก็ชาวบ้านทำเอง ซึ่งแล้วเสร็จไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ครอบครัว แต่ที่เป็นกระบวนการอันยิ่งใหญ่ของชาวชุมชนแออัด นอกเหนือจากการออมรายวันก็คือ การสร้างห้องส้วมรวมของชุมชน บริการให้กับคนในชุมชน เป็นทั้งที่ปล่อยทุกข์ เป็นแหล่งที่มาของเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาโดยเก็บจากชาวบ้านที่เข้ามาใช้บริการและเป็นทั้งที่ประชุมของชุมชน

 สำหรับการพัฒนาชุมชนแออัดในประเทศไทยพบว่า บ้านเรามีปัญหามานาน นับตั้งแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เป็นแม่บทในการพัฒนาประเทศ การเกิดขึ้นของสลัมคลองเตย และขยายไปทั่วทุกหัวระแหงของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ ปัญหาการไล่รื้อเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู ชาวชุมชนได้รวมตัวกันอย่างจริงจัง หลังเกิดไล่รื้อชุมชนคลองบางอ้อ เมื่อปี 2526 และตามมาด้วยชุมชนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นบ่อนไก่   ร่วมใจพัฒนา

 ปัญหาการไล่รื้อเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ชาวสลัมในประเทศไทย รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ชาวบ้านได้คิดค้นงานพัฒนาต่าง ๆ ไปพร้อมกับการแก้ปัญหาการไล่รื้อ ไม่ว่าจะเป็นการออมทรัพย์ การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก การจัดการเรื่องน้ำประปา ไฟฟ้า การขอทะเบียนบ้านชั่วคราว สิ่งเหล่านี้ กลไกสำคัญที่เข้าไปหนุนชาวบ้านก็คือ กลุ่มนักพัฒนาเอกชน ซึ่งมีอยู่หลากหลายกลุ่ม จนในปี 2535 ได้ก่อเกิดสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ขึ้น โดยสนับสนุนให้ชาวบ้านทำการออมทรัพย์และการสนับสนุนสินเชื่อขนาดย่อยเป็นเครื่องมือ ซึ่งงานพัฒนาทั้งหมดชาวบ้านเป็นหลักในการพัฒนา จนเกิดรูปธรรมความสำเร็จที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างบ้านไม่ต่ำกว่า 50 โครงการ

 และพลันที่รัฐบาลนายกทักษิณ  ชินวัตร มีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยให้กับคนจน หลังจากที่ได้ไปดูงานเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศรัฐเซีย

 8 พฤศจิกายน 2545 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ก็ได้มีโอกาสนำประสบการณ์งานพัฒนาที่ชาวบ้านได้สั่งสมตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เข้าไปเสนอต่อนายอนุรักษ์  จุรีมาศ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อม ๆ กับการเคหะแห่งชาติ ก็นำประสบการณ์ชุดหนึ่งที่ดำเนินการโดยรัฐ จนในที่สุด 14 มกราคม 2546 โครงการบ้านมั่นคงก็ได้รับความเห็นชอบให้เป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยของรัฐบาล ที่เน้นให้ชาวชุมชนเป็นเจ้าของโครงการสร้างบ้านและสร้างชุมชนด้วยตนเอง โดยมีหน่วยงานพัฒนาต่าง ๆ ในท้องถิ่นทั้งรัฐและเอกชนเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญ

 การดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ดำเนินงานโดยชุมชนมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน (กันยายน 2548) ได้ดำเนินการไปแล้วใน 88 เมือง 315 ชุมชน จำนวน 29,000 ครอบครัว โดยรัฐบาลให้ดำเนินการต่อเนื่องให้ครบ 300,000 หน่วย ภายในปี 2551 พร้อมอนุมัติงบประมาณ จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาทเศษ

 การดำเนินงานที่ผ่านมามีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาที่ดิน เพราะชาวชุมชนอาศัยอยู่บนที่ดินของผู้อื่น ปัญหากฎระเบียบของรัฐ โดยเฉพาะอย่ายิ่ง พรบ.ควบคุมอาคาร ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาแต่ปัญหาเหล่านี้
ทั้งชาวบ้านและ พอช. ได้ร่วมกันแก้ไขคืบหน้าเป็นลำดับ เช่น การทำความร่วมมือกับเจ้าของที่ดิน ที่เป็นที่ดินรัฐ การเจรจากับเอกชนในการแก้ปัญหาการไล่รื้อ หรือแม้แต่การสนับสนุนให้เทศบาล หรือกรุงเทพมหานครให้เข้ามาทำงานร่วมกัน แก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนการรวบรวมอุปสรรค ปัญหาหลักเสนอให้รัฐบาลช่วยแก้ไข ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ทำอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง ซึ่งประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง

 แต่หากมองให้พ้นอุปสรรคเหล่านี้ แล้วหันมาช่วยกันทำงาน จะพบว่าแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลักในการสร้างบ้านและชุมชนของตนเอง โดยมีภาคีในท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของ
รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ เป็นนวัตกรรมงานพัฒนาที่ก้าวหน้าแม้แต่ Dr.Anna  Kajumulo  Tibaijuka ผอ.UN – Habitat
ก็กล่าวขึ้นชมและตั้งความหวังว่าจะเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาชุมชนแออัดทั่วโลก เป็นแนวทางสำคัญที่คนจนทั่วโลก ควรเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศของตน

 ในขณะที่โลกเคลื่อนเข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์ เช่นนี้ คนจนทั่วโลกก็ต้องเคลื่อนตาม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนเนปาลเรียนรู้การออมทรัพย์จากกัมพูชา หลายประเทศเรียนรู้การออมรายวันจากอินเดีย คนกัมพูชาเรียนรู้การพัฒนาที่อยู่อาศัยจากประเทศไทย คนจนหลายประเทศอยากให้สถาบันการศึกษาเข้ามาหนุนชุมชนเช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยสุราบายาทำอยู่ เป็นต้น เพราะการเรียนรู้เหล่านี้ทำให้ทั่วโลกได้รู้ว่า นวัตกรรมของการพัฒนาที่จะก้าวไปสู่โลกปลอดสลัมภายในปี 2563 ได้ ต้องเป็นการพัฒนาที่ชุมชนหลัก ชุมชนเป็นผู้ทำ มิใช่เป็นผู้ร้องขอ หรือเรียกร้องสิทธิ

 เพราะสิทธิมิใช่สิ่งที่ใครให้ใคร หรือเรียกร้องเอาจากใครแต่เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างให้กับตัวเราเอง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter