playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1 ธันวาคม 2548

น้ำใจและความเอื้ออาทรเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามที่มีอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล แม้กระทั่งในปัจจุบันเอกลักษณ์เหล่านี้ก็ยังคงมีให้พบเห็นอยู่ในทุกหนทุกแห่ง และเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจรรโลงให้สังคมไทยมีความงดงามและอยู่ร่วมกันอย่างมีความร่มเย็นเบิกบานตลอดไป ที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ ชาวชุมชนผู้ยากไร้ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินของเอกชน โดยเจ้าของที่ดินอนุญาตให้อยู่ฟรี โดยให้ชาวชุมชนช่วยเสียภาษีที่ดินให้ และเมื่อชาวชุมชนรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์และขอซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านมั่นคง จำนวน 5 ไร่ 35 ตารางวา เจ้าของที่ดินก็ใจดียอมขายให้ในราคาที่ถูกมากกว่าราคาประเมิน เนื่องจากเห็นอกเห็นใจและผูกพันกับชาวชุมชนมานานหลายสิบปี

ลุงมานะ เนตรสาริกา อายุ 89 ปี เจ้าของที่ดินผู้มีจิตเอื้ออาทร เล่าว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณแถวนี้เป็นทุ่งนาและเป็นสวน มีคลองเปรมประชากรไหลผ่านด้านหลัง ส่วนด้านหน้าเป็นคลองทุ่งที่ไหลผ่าน น้ำในคลองใสมาก สามารถมองเห็นปลาแหวกว่ายไปมา บรรยากาศดี หิ่งห้อยเต็มไปหมด เวลาไปดูที่แต่ละครั้งจะต้องแจวเรือไป ลำบากพอสมควร สมัยนั้นมีครอบครัวของยายแฉ่งอาศัยอยู่ครอบครัวเดียว แกมีอาชีพปลูกผัก ปลูกผลไม้ เราก็ให้เขาอยู่ฟรี ต่อมาก็มีคนเข้ามาอยู่เพิ่ม เราก็ให้อยู่ ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะมองเห็นความยากลำบากของเขา สงสารและเห็นใจเขามาก ต่อมาทางกรมที่ดินเขาเรียกเก็บค่าภาษีที่ดิน ผมก็เลยไปพูดคุยกับชาวบ้านว่าให้เขาช่วยจ่ายภาษีที่ดินให้หน่อยได้ไหม เพราะถ้าให้เราจ่ายคนเดียวก็คงไม่ไหว เลยขอเก็บค่าเช่าจากชาวบ้านเดือนละ 5 บาท สะสมเอาไว้เพื่อนำไปเสียภาษีที่ดินที่เขต

ตอนแรกมีคนจะไปติดต่อหานายทุนมาซื้อที่ดินแปลงนี้เหมือนกัน แต่พอชาวชุมชนทราบข่าวก็พากันมาขอเจรจาพูดคุยเรื่องนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผมไม่เคยมีความคิดที่จะขายเลย และคิดว่าถ้าหากขายให้นายทุนไป นายทุนก็คงจะได้ประโยชน์เพียงคนเดียว แต่ถ้าขายให้กับชาวชุมชน ก็จะมีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมาก และทำให้เขามีความสุข ผมเองก็มีความสุขใจไปด้วย ก็เลยถามชาวบ้านว่าจะซื้อไหม ถ้าซื้อก็จะขายให้ ซึ่งชาวชุมชนก็มีการตั้งคณะกรรมการเจรจาขึ้น แล้วผมก็ขายให้ในราคาที่ต่ำมาก โดยขายให้ในราคาตารางวาละ 7,500 บาท จากราคาประเมินตารางวาละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำตามกำลังที่เขาสามารถจะซื้อได้ เพราะสงสารเขา เนื่องจากเห็นกันมา ผูกพันกันมาตั้งหลายสิบปี

“ถ้าผมขายให้นายทุนไปตอนนั้น ผมก็จะได้เงินประมาณ 81 ล้านบาท แต่ผมไม่ขาย เพราะถ้าขายไป ชาวบ้านจะไปอยู่ที่ไหน ชาวบ้านคงเดือดร้อนกันทั่ว หากเป็นคนอื่นอาจจะทำได้ แต่สำหรับผมแล้ว ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะอยากให้ชาวบ้านเขามีที่ดินสำหรับอยู่อาศัยเป็นของตนเอง จะได้ทำให้ชีวิตของเขามีความสุข มีที่พักพิงอย่างถาวร มีความมั่นคง และอยู่ร่วมกันอย่างความสุขและเอื้ออาทรกัน วันนี้ ผมรู้สึกดีใจมากๆ ที่เห็นชาวบ้านเขามีที่ดินและบ้านเป็นของตัวเอง มีที่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีบ้านมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และมีครอบครัวที่อบอุ่น” ลุงมานะกล่าว
ส่วนที่ชุมชนเข่งปลาทู อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่ยากจนที่สุด ชาวชุมชนที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพนึ่งปลาทูขาย จนกลายเป็นที่มาของ “ชุมชนเข่งปลาทู” ที่ผ่านมาชาวชุมชนประสบปัญหาเรื่องการไล่รื้อมาตลอด เนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมต้องการเอาที่ดินไปพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรร ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดชีวิต แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องพากันหาที่ดินผืนใหม่ และก็เป็นความโชคดีของชาวชุมชน ที่เจ้าของที่ดินใจบุญท่านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันและมีความคุ้นเคยกันมานาน เห็นการต่อสู้ของชาวชุมชน จึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยการแบ่งที่ดินขายให้กับชาวชุมชน จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวา ในราคาเพียง ตรว.ละ 10,000 บาท(จากราคาที่คนอื่นให้ถึง ตรว.ละ 15,000 -20,000 บาท ) เพื่อให้ชาวชุมชนได้มีที่ดินสำหรับปลูกสร้างบ้านเป็นของตนเอง

ป้าจำเนียร ต่ำแดง อายุ 68 ปี เศรษฐีใจบุญ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว บอกว่า นายทุนมาตื้อขอซื้อที่ดินของป้าตลอด จะให้ราคาไร่ละ 7-8 ล้าน แต่ป้าไม่ขาย ต้องการช่วยชาวชุมชนให้พ้นจากความเดือดร้อน เอาใจเขามาใส่ใจเราตลอดเวลาว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร เราเกิดมาก็มาตัวเปล่า ไม่มีอะไรมาด้วย ตายไปก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ สู้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ดีกว่าหรือ จากนั้นก็เลยแจ้งให้ชาวชุมชนทราบว่าถ้าอยากได้ที่ดินผืนนี้ ก็จะขายให้ในราคาไร่ละ 5 ล้านบาท เขาก็ตกลง ซึ่งตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อนักว่าเขาจะมีความสามารถพอที่จะหาเงินมาซื้อได้ จริงๆ แต่พอถึงตอนนี้ก็ยอมรับว่าชาวชุมชนตั้งใจจริงและสามารถทำได้

“วันนี้ป้ารู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือชาวชุมชนในครั้งนี้ ดีใจที่เขาจะมีบ้านเป็นหลักแหล่งที่มั่นคง ความฝันของเขาจะได้เป็นจริง จะได้มีกำลังใจในการทำมาหากินมากขึ้น ส่วนป้าเอง ก็พร้อมจะสนับสนุนกิจกรรมของชาวชุมชนทุกอย่าง ถ้าหากชาวชุมชนต้องการความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เพราะเราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ถ้าคนไทยไม่ช่วยคนไทย แล้วใครจะช่วยเราล่ะ” ป้าจำเนียร กล่าวและฝากข้อคิดทิ้งท้าย

จากที่กล่าวมาข้างต้น ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและแนวคิดแบบไทยๆ ที่ตั้งอยู่บนฐานของความเมตตาและเอื้ออาทรต่อกันและกัน ซึ่งมีมาอย่างยาวนานและเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลงให้สังคมไทยเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและไร้ความแตกต่าง

จงอย่าปล่อยให้ความแตกต่างใด ๆ มาเป็นอุปสรรคหรือช่องว่างในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน..........เพื่อรังสรรโลกของเราให้งดงาม
 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter