playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

14 ธันวาคม 2548 (สุวัฒน์  คงแป้น)

วันที่ 21 ธันวาคม  ที่จะถึงนี้ จะเป็นอีกวันหนึ่งที่ชาวบ้านทุ่งหว้าทั้ง 70 ครอบครัว จะต้องจดจำ  เพราะเป็นวันที่พวกเเขาจะได้ร่วมกันเปิดชุมชนอย่างเป็นทางการ หลังสึนามิได้ทำลายบ้านหลังเดิมไปเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา บ้านทุ่งหว้าตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ชาวบ้านเกือบทั้งหมดเป็นชาวมอร์แกนหรือไทยใหม่ (64  ครอบครัว  จาก 70 ครอบครัว) ได้อาศัยอยู่บริเวณนี้มานับร้อยปี ภัย“สึนามิ” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ทำให้บ้านเรือนทั้งหมดพังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 42 คน เรือเสียหาย 18 ลำ  ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้เสียหายทั้งหมด  ชาวบ้านทั้งหมดคงเหลือเพียงเสื้อผ้าติดกายเท่านั้น

 หลังสึนามิชาวบ้านต้องอพยพไปอาศัยอยู่  ณ  บ้านพักชั่วคราวบ้านทุ่งขมิ้น ตำบลคึกคัก  ซึ่ง ณ  ศูนย์พักชั่วคราวแห่งนี้ ทำให้ชาวมอร์แกน (ซึ่งไม่เคยมีตัวตนในสายตาของสังคมทั่วไป) ได้แดสงออกซึ่งศักยภาพของตนเอง หลายประการ มีการจัดระบบดูแลศูนย์กันเอง โดยการแบ่งกลุ่มกันรับผิดชอบออกเป็นแผนกต่าง ๆ เช่น งานบริจาค  การตั้งกลุ่มออมทรัพย์  งานฝึกอาชีพ เป็นต้น

 อย่างไรก็ดี สิ่งที่ชาวมอร์แกนบ้านทุ่งหว้า ตระหนักอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกก็คือ การกลับไปอยู่ในที่ดินเดิม ถึงแม้ว่าที่เดิมพวกเขาจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายก็ตาม เนื่องจากมอร์แกนไม่มีความเข้าใจในเรื่องตัวบทกฎหมายเหล่านี้ แต่ข้อเท็จจริงซึ่งพิสูจน์ได้จากหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ฝังศพ  ต้นไม้  ผู้เฒ่าผู้แก่บ่งบอกได้ชัดเจนว่า พวกเขาได้อาศัยอยู่บริเวณที่ดิน 26 ไร่ นี้มานับร้อยปี ถึงแม้ว่าปัจจุบันที่ดินพื้นที่จะอยู่ไปความดูแลของ  อบต. คึกคักอยู่ก็ตาม

 นางลอย  คมขำ  แม่เฒ่าวัยคึกคักบ้านทุ่งหว้าบอกว่า “ฉันขอยู่ที่นี่อย่างเดียว เพราะอยู่มานานแล้ว ก่อนที่รัฐจะเข้ามาเสียอีก จึงขอให้รัฐรับรองด้วย ขอเพียงอย่างเดียว  อย่างอื่นไม่เอาอะไรอีกแล้ว”

 และในเวลาเดียวกัน ที่ว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้ามาสร้างบ้านให้กับชาวบ้านในที่ดินแห่งใหม่ เป็นข่าวเป็นคราวให้ได้ยินกันทุกวี่ทุกวัน ประกอบกับมีข่าวว่าทาง อบต. คึกคัก จะนำที่ดินที่ชาวทุ่งหว้าอาศัยอยู่เดิมไปสร้างโรงพยาบาล โดยจะหาที่แห่งใหม่ให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัย

 20 มกราคม 2548 ในภาวะกระแสที่สับสนเช่นนี้ ชาวบ้านทุ่งหว้าก็สวนกระแสโดยการเข้าพื้นที่ เพื่อทำการสร้างบ้านอยู่ในที่ดินเดิม ซึ่งในขณะที่ปัญหาเรื่องที่ดินยังไม่เป็นที่ยุติ กล่าวคือ ทางการต้องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ แต่ชาวบ้านต้องการกลับไปอยู่ในที่ดินเดิมนั้น ทางศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน หรือ  ศตจ.ชาติ ก็ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน กรณีสึนามิขึ้น โดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน  ซึ่งกรณีของทุ่งหว้านั้น หลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ชาวบ้านได้อยู่อาศัยมาก่อนจึงเกิดการเจรจาจนเป็นที่ตกลงว่า จะให้ชาวบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ 16 ไร่ อีก 10 ไร่ ทางการก็นำไปใช้เป็นสาธารณะประโยชน์

 จากนั้นชาวบ้านก็ร่วมกันออกแบบบ้านด้วยตัวเขาเอง โดยการสนับสนุนจากสถาปนิกชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวไทยใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง โดยเป็นบ้านใต้ถุนสูง เพื่อประโยชน์ใช้สอยร่วมกัน เป็นทั้งที่พักผ่อน ที่ประกอบอาชีพเสริม และที่มาดอวน โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ชาวบ้านก็ร่วมกันสร้างบ้าน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรการกุศลไม่น้อยกว่า 20 หน่วยงาน

 ชาวบ้านบอกว่า ที่ดิน 16 ไร่ ที่ได้รับมา นอกจากจะใช้สร้างบ้านทั้ง 70 หลังแล้ว ทุกคนเห็นร่วมกันว่า จะมีศาลาเอนกประสงค์ เพื่อใช้ทำประโยชน์ร่วมกัน จะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นตลาดนัดกลางบ้าน เพื่อขายอาหารทะเลสดๆ ที่จับได้จากทะเล และจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งสร้างเป็นศูนย์วัฒนธรรมมอร์แกน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ ความเป็นมาของพวกเขาเอง ท่ามกลางความเจริญทางการท่องเที่ยวที่รุกคืบมาถึงหัวกะใดบ้าน

 วันนี้ชาวมอร์แกนบ้านทุ่งหว้า มีบ้านใหม่ที่พวกเขาออกแบบเอง บนที่ดินที่เขาเคยอยู่มาแต่เดิม เพียงเดินออกไปหลังบ้านชั่วอึดใจ ก็สามารถลงเรือที่ผูกเอาไว้เพื่อออกทะเลหาปลา ซึ่งการสร้างบ้านและที่อยู่อาศัยเช่นนี้ มิเพียงเกิดขึ้นที่บ้านทุ่งหว้าเท่านั้น แต่มิติที่บ้านทุ่งหว้ายังจุดประกายให้เกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นบ้านทับตะวัน , บ้านปากเตรียม  , ท่าฉัตรไชย , บ้านในไร่ และบางส่วนของบ้านน้ำเค็ม

 ซึ่งแนวทางเช่นนี้ ได้กลายเป็นแนวทางสำคัญ และแนวทางที่ถูกต้องอย่างยิ่งของการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยสึนามิ

 เพราะแม้สึนามิผ่านไปแล้วหนึ่งปี แต่มีชุมชนอีกจำนวนมาก ยังไม่มีบ้านถาวรเป็นของตนเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหลาย ๆ ชุมชนยังได้รับผลพวงจากสึนามิ เกิดกรณีพิพาทกับเจ้าของที่ดินและผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter