28 ธันวาคม พ.ศ.2548
วันอังคารที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดชุมชนร่วมสามัคคี ซอยรามคำแหง 39 เขตวังทองหลาง กทม. ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการบ้านมั่นคงนำร่อง ร่วมกับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
นายวัฒนา บอกว่า โครงการบ้านมั่นคงได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาชาติให้เป็นโครงการต้นแบบในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด ซึ่งหลายประเทศต้องมาศึกษาดูงานการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในไทย ซึ่งในค.ศ.2020 องค์การสหประชาชาติประกาศให้สลัมหมดไปจากโลก แต่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าสลัมต้องหมดไปจากประเทศไทย ซึ่งเร็วกว่าที่สหประชาชาติประกาศไว้ถึง 12 ปี ทั้งนี้พลังสำคัญขึ้นอยู่กับความร่วมมือของชาวชุมชนเป็นหลักด้วย
ส่วนปัญหาด้านกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อโครงการนั้น นายวัฒนา บอกว่า เดิมมีปัญหาหลักๆ คือ กฎระเบียบของราชการที่ทำให้การพัฒนาล่าช้า เช่น กฎหมายการก่อสร้าง การควบคุมอาคาร ซึ่งถ้าเอากฎหมายมาจับมันต้องมีระยะร่นระยะถอย บ้านคนจนมันสร้างไม่ได้ เพราะที่ดินมีจำกัด เดิมออกเลขที่บ้านถาวรไม่ได้ ตอนนี้เราก็แก้ปัญหาไปแล้ว กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พอเป็นที่อยู่อาศัยเกิน 9 ยูนิต ต้องผ่านอีไอเอ(การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ตอนนี้หน่วยงานสิ่งแวดล้อมก็มาช่วยเราดู ส่วนปัญหาสำคัญคือที่ดินของส่วนราชการที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ครม.มีมติลงไปแล้วว่าที่ดินของหน่วยงานราชการต้องให้เช่า 30 ปี ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ต้องปฎิบัติ เพราะมันมีความชัดเจนแล้ว
“มันใจว่าโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐบาล 1.4 ล้านยูนิต คือ โครงการบ้านเอื้ออาทร 6 แสนยูนิต โครงการบ้านมั่นคง 3 แสนยูนิต และบ้านน็อคดาวน์ 5 แสนยูนิตจะสำเร็จตามเป้าหมายอย่างแน่นอน สำหรับบ้านมั่นคงจะดำเนินการให้ได้ภายในปี 2551 ใน 2 พันชุมชน เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เพราะถ้าคนมีบ้าน มีงานทำ ก็เกิดการใช้จ่าย ครอบครัวก็อบอุ่น สังคม เศรษฐกิจก็ดี จีดีพีของประเทศก็เพิ่ม
โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจคต์เดียวที่รัฐบาลให้ทำ โดยไม่ดึงไปดูเองเหมือนโครงการอื่นๆ และยืนยันว่าเป็นโครงการที่โปร่งใสที่สุด เพราะชาวบ้านทำเอง เราไปยุ่งกับเขาไม่ได้เลย เขาได้ช่วยกันสร้างระบบกันขึ้นมา ถ้าเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ เขาทำได้” นายวัฒนา กล่าว
ดร.จิรายุ กล่าวระหว่างการแสดงความยินดีกับชาวชุมชนร่วมสามัคคีว่า แม้โครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ชาวบ้านดำเนินการร่วมกัน แต่กำลังคงไม่เพียงพอ จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีหน่วยงานที่ทำร่วมกันมากมายจึงจะประสบความสำเร็จได้ แต่ตนก็อยากให้ชุมชนมองข้ามซ็อตไปยังอนาคต เพราะต้องมีลูกมีหลาน จึงต้องขยายครอบครัวออกไป ชุมชนน่าจะได้มีการวางแผนรองรับสมาชิกใหม่ด้วย ส่วนชุมชนแออัดในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ 86 ชุมชนทั่วประเทศ จะดำเนินการพัฒนาเป็นโครงการบ้านมั่นคงร่วมกับพอช.เพื่อร่วมเฉลิมฉลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 60 ปี
ต่อจากนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้มอบสัญญาเช่าที่ดินให้กับสหกรณ์เคหสถานร่วมสามัคคี จำกัด ระยะเวลาเช่า 15 ปี ค่าเช่าตารางวาละ 12 บาท/เดือน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นสักขีพยาน ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานนับพันคน หลังจากนั้นได้เดินทางไปลงเสาเอกชุมชนเก้าพัฒนา ซึ่งอยู่ในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยมีประชาชนอาศัยอยู่ราว 30 ครัวเรือน
นางดวง ผิวผ่อง ชาวชุมชนร่วมสามัคคี บอกว่า เดิมชุมชนร่วมสามัคคีเป็นชุมชนบุกรุกในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่โครงการบ้านมั่นคงทำให้ชุมชนอยู่อย่างถูกต้อง ร่วมกันเช่า ร่วมกันปรับปรุงชุมชน สิ่งที่สำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือความสามัคคีในชุมชน เพราะเดิมชุมชนมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันมาตลอด เช่น วันสงกรานต์ วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ งานบุญต่างๆ จึงทำให้เกิดกลุ่มออมทรัพย์และตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานได้
“ช่วงนั้นมีข่าวเกี่ยวกับโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งชุมชนต้องการอยู่พอดี เพราะอยากจะอยู่อย่างถูกต้องอยู่แล้ว ทำบ้านมั่นคงก็มีปากเสียงกันบ้าง เพราะทุกคนก็อยากได้มาก แต่สุดท้ายก็มีข้อสรุปร่วมกัน” นางดวง กล่าวแสดงความรู้สึก
สำหรับโครงการบ้านมั่นคงชุมชนร่วมสามัคคี เป็นโครงการนำร่อง 1 ใน 10 แห่ง เมื่อปี 2546 ใช้รูปแบบการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยแบบรื้อและสร้างใหม่ในที่ดินเดิม (Re-blocking) คืนที่ดินบางส่วนให้สำนักงานทรัพย์สินฯ มีจำนวน 130 ครัวเรือน และขอเช่าที่ดินระยะยาว 15 ปี ตารางวาละ12 ปี/เดือน ก่อสร้างบ้านแบบ 2 ชั้น





