แม้อายุจะล่วงเลยวันเกษียณมานับสิบปีแล้ว แต่ผู้สูงอายุที่ชุมชนเทศบาล 72 ห้อง เทศบาลเมืองตาก จ.ตาก กลับลุกขึ้นมาเป็นผู้นำพัฒนาที่อยู่อาศัยของตนเอง หวังสร้างชุมชนใหม่ที่มั่นคงให้กับลูกกับหลานในอนาคต
“ก็ลูกๆ หลานๆ ออกไปทำงานนอกบ้านกันหมด กว่าจะกลับมาก็ค่ำ ไปทำงานในกรุงเทพฯ ก็มี มันก็เหลือแต่คนแก่ที่ต้องทำให้กับลูกหลาน”
ยายอุไรวรรณ มนต์กลาง วัย 68 ปี หัวหน้ากลุ่มบ้านโซน 7 และกรรมการชุมชนโครงการบ้านมั่นคงเทศบาล 72 ห้อง เล่าสาเหตุที่ต้องเข้ามาเป็นแกนนำของชุมชน และกล่าวว่า ชุมชนเทศบาล 72 ห้อง แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มๆ ละ 10-12 หลังคาเรือน ซึ่งลูกหลานเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เพราะเห็นว่าพอจะมีเวลาว่างในการทำงาน หน้าที่หลักๆ ของยายคือ การเก็บเงินออมทรัพย์จากสมาชิกในกลุ่มทุกวัน ส่งไปยังเหรัญญิกกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชน เป็นตัวแทนไปประชุม และนำมาเล่าต่อให้กับสมาชิกในกลุ่มรับทราบ
ชุมชนเทศบาล 72 ห้อง ปัจจุบันมีสมาชิกชุมชน 53 ครัวเรือน เดิมอาศัยอยู่บริเวณการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัด ในปี 2529 การไฟฟ้าฯ ต้องการใช้ที่ดินเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ริมแม่น้ำปิง จึงมีการย้ายชุมชนมาอยู่ในที่ดินสาธารณะ เช่าจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตากในสมัยนั้นจัดหาที่ดินรองรับให้ จำนวน 4 ไร่เศษ แต่บางคนก็ไม่ได้ย้ายมาด้วย เพราะไกลตลาด ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวชุมชน ส่วนชื่อชุมชน “72 ห้อง” มาจากจำนวนห้องที่หน่วยงานราชการสร้างไว้รองรับประชาชน ขนาดบ้านพักห้องละ 4 เมตร ต่อมาชุมชนได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ในปี 2547 เนื่องจากที่อยู่อาศัยเริ่มทรุดโทรม โดยใช้รูปแบบการรื้อและสร้างใหม่ในที่ดินเดิม (Re-Construction) ซึ่งจะสร้างทีละเฟสๆ ละ 10 หลังคาเรือน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมนี้
ตาสำเร็จ วงษ์หอม ประธานโครงการบ้านมั่นคงชุมชนเทศบาล 72 ห้อง เล่าให้ฟังว่า หลังจากตกลงกันในชุมชนว่าจะทำโครงการบ้านมั่นคงแล้ว ก็เริ่มมีการออมทรัพย์รายวันๆ ละ 20 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 50 บาทต่อวัน แบ่งเป็น 3 กอง คือ ออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย 31 บาท กองทุนหมุนเวียน 4 บาท และกองทุนเอื้ออาทรกันในชุมชนอีก 15 บาท โดยเริ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2547 ปัจจุบันมีเงินออมทรัพย์แล้วเกือบ 4 แสนบาท
คณะกรรมการชุมชนมี 10 คน โดยแต่ละกลุ่มบ้านทั้ง 10 กลุ่ม จะส่งตัวแทนของกลุ่มบ้านตนเองเข้ามาเป็นคณะกรรมการ 1 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุวัยเกิน 60 ปี 4 คน ที่เป็นแกนหลักในการดำเนินการภายในชุมชน ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดจะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ มีปัญหาอะไรก็มาพูดคุยกัน เช่น สมาชิกบางคนไม่เงินออมทรัพย์ ก็จะหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหาให้
“ให้คนแก่ๆ มาเป็นคณะกรรมการชุมชนมันมีข้อดีหลายอย่างนะ คือ สมาชิกให้ความร่วมมือดี มีเวลาว่างไม่ได้ออกไปไหนมาไหน พวกเด็กหนุ่มๆ มันก็เรียน ทำงานนอกบ้านไม่ค่อยมีเวลา บางคนก็ไปต่างจังหวัด อีกอย่างหนึ่งคนแก่ที่มีความรู้ก็ได้ใช้ความรู้ของตนเอง ใกล้ชิดชุมชน ได้เห็นความทุกข์ยากของชาวบ้าน” ประธานโครงการบ้านมั่นคง กล่าว
ส่วนยายลิ้นจี่ ทองนนท์ วัย 68 ปี หัวหน้าโซน 5 หนึ่งในคณะกรรมการชุมชน บอกว่า หน้าที่สำคัญของตน คือ การเก็บเงินออมทรัพย์รายวันจากสมาชิก ใครไม่มีเงินก็ช่วยแก้ปัญหาให้ เพื่อไม่ให้กระทบกับกลุ่มใหญ่ ส่วนอันไหนที่ทำเองไม่ได้เพราะสังขารมันไม่เอื้ออำนวยก็จะให้หลานชายช่วยเหลือ เช่น สรุปบัญชีเงินออมทรัพย์ พิมพ์เอกสารต่างๆ
“มันก็มีคนแซวนะคุณ บางคนก็เรียกว่า ส.ว. ไม่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภานะ มาจากคำว่าสูงวัยน่ะ บางคนก็เรียกว่าแม่แก่บ้าง เรียกป้าก็มี มันก็ขำๆ พอชุมชนอื่นมาเห็นก็จะแซวว่า โอ๊ย!! ชุมชนนี้คนหนุ่มสาวไม่มีเหลือ เห็นมีแต่ ส.ว.”
การเข้ามาทำงานให้กับชุมชนมันก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจ สบายใจ ที่จะทำให้อนาคตของชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เราอยู่ที่นี่มานานก็อยากจะสร้างให้มันมั่นคง ให้ทุกคนมีความรู้ ซึ่งตนเคยฝันว่า หากมีบ้านที่มั่นคงแล้ว ก็อยากจะสอนความรู้ด้านยาสมุนไพร ทำขนมต่างๆ ให้กับคนในชุมชนด้วย เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพ เป็นสินค้าของชุมชน เพราะตายไปแล้วก็ไปกับไฟ ความรู้ที่เราถ่ายทอดให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ยังอยู่





