คนจนเมืองกาฬสินธุ์ทราบดีว่า การที่จะมีบ้านที่มันคงจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ทั้งการอยู่ดีกินดี มีอาชีพที่มั่นคง มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งในเดียว ช่วยเหลือเกื้อกูลในยามเดือดร้อนของคนทุกคนในชุมชน บนพื้นฐานของความพอเพียง
นายจารุวัฒน์ บุญเพิ่ม นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำลำปาว ซึ่งเป็นสายน้ำที่ใช้ประกอบอาชีพหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านมานาน แต่วันนี้กลายเป็นแหล่งรวมบ้านเรือนของชาวบ้านที่อพยพเข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยจากทั่วสารทิศ จนกลายเป็นสลัมลำปาวทอดยาวกว่า 6 กิโลเมตรในปัจจุบันนี้
ต่อมาทางเทศบาลจึงได้มีโครงการที่จะทำลำปาวให้สวยใส โดยการขุดลอกแม่น้ำ เพราะแต่ละปีน้ำจะท่วมชุมชนที่อาศัยอยู่ลำปาว ต้องอพยพขึ้นมาอาศัยตามท้องถนน ทำให้การจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เทศบาลจึงมีนโยบายขับไล่ผู้บุกรุกให้ออกจากลำปาว แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างปัญหาให้กับคนจนที่ไม่รู้จะโยกย้ายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นเทศบาลต้องรับผิดชอบชีวิตของพวกเขาโดยต้องหาที่อยู่อาศัยให้กับคนกลุ่มนี้
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของคนจน จึงได้ลงสำรวจข้อมูลโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนว่ามีกี่ครอบครัว ต้องหาที่ดินเท่าไหร่จึงจะเพียงพอกับความต้องการ หลังการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นปรากฎว่ามีอยู่ 200 กว่าครอบครัวที่ต้องย้ายออกจากริมปาว
เราไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี จนเมื่อปี 2547 จึงได้รู้จักกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่เขามีโครงการทำบ้านมั่นคง โดยการหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจน จึงได้ประสานงานไปยัง พอช. เพื่อหาทางออกร่วมกัน และได้เริ่มทำโครงการนำร่อง 1 ชุมชน คือชุมชนคุ้มห้วย จำนวน 117 ครอบครัว เริ่มจากการให้ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้าน จากนั้นจึงได้ขอซื้อที่ดินจากเอกชนจำนวน 10 ไร่ เพียงแค่โครงการแรกก็สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ชาวบ้านจึงให้ความสนใจมากขึ้น
“เราจึงมาคิดร่วมกันว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งเมืองกาฬสินธุ์น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จึงประสานความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์และเห็นดีด้วย จึงได้นำเอาข้อมูลชาวบ้านที่ไปขึ้นทะเบียน สย. ที่ต้องการที่อยู่อาศัยซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้วปรากฏว่ามีทั้งสิ้น 500 กว่าครอบครัว ที่ต้องหาที่อยู่อาศัยให้เขา จากนั้นก็เริ่มหาที่ดินอีกครั้งจนมาได้ที่ดินแปรงที่ 2 เป็นซึ่งที่ดินของราชพัสดุ จำนวน 15 ไร่และ อีกแปรงเป็นของเอกชน จำนวน 12 ไร่ ทั้งหมดนี้สามารถจัดสรรได้ทั้งหมด”
นอกจากช่วยเหลือชุมชนสลัมลำปาว ผู้เดือดร้อนจากการลงทะเบียน สย. แล้วยังมีกลุ่มคนบ้านเช่าที่เช่าบ้านมานานจนไม่มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองก็ให้เขาเข้ามาอยู่ในโครงการนี้เช่นกัน
หลังจากที่มีชาวบ้านมาอยู่รวมกันเป็นชุมชนแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องดูแล ให้เขาพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง จึงได้จัดทำกองทุนรวมทั้งเมือง ซึ่งจะเป็นการสมทบจาก 3 ฝ่ายคือ ตัวชาวบ้าน เทศบาล และพอช. เพื่อมอบเป็นขวัญถุง ช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพเพื่มรายได้ให้กับชาวบ้าน ส่วนเวลาเขามีความเดือดร้อน เจ็บป่วย จะได้มีเงินไปหาหมอ ส่วนเด็กๆ เวลาไปโรงเรียน ก็จะได้เงินจากกองทุนรวมคอยช่วยเหลือกัน จนสามารถรักษาชุมชนสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับตนเองและลูกหลานต่อไป
“ในอนาคตอันใกล้นี้ คนจนเมืองกาฬสินธุ์จะมีบ้านอยู่เป็นของตนเองอย่างแน่นอน ซึ่งโครงการแรกคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ (2550) ส่วนโครงการที่เหลือคาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน ปี 2552 อย่างแน่นอน” นายจารุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
นายแสงจันทร์ ภาวิขำ ผู้ประสานงานโครงการบ้านมั่นคงเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการลงสำรวจข้อมูลของสลัมลำปาว พบว่า มีผู้เดือดร้อนกว่า 450 ครอบครัว จากทั้งหมด 31 ชุมชน เมื่อได้ข้อมูลผู้เดือดร้อนจึงมาประชุมร่วมกันอยู่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เราเอาคนที่เห็นด้วยมาทำงานร่วมกัน ส่วนใหญ่แล้วเป็นชุมชนคุ้มห้วย ซึ่งยอมเป็นหนูทดลองยา เราไม่กลัวโดนโกงเพราะมีนายกเทศบาลกล้าการันตี ชุมชนจึงเริ่มจากการออมทรัพย์ร่วมกัน ประชุมร่วมกันทุกอาทิตย์ จนเราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ทำสาธารณูประโภคต่างๆ โดยได้ขอใช้สินเชื่อจากเทศบาลและพอช. เสร็จแล้วจึงแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน คือ ใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง 30 % ที่เหลืออีก 70 % ใช้เป็นพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน เราใช้ระเบียบนี้ทั้ง 3 โครงการ
ส่วนการบริหารการจัดการ ทุกคนได้มาออกกฎระเบียบเพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี ส่วนการแบ่งเนื้อที่ดินบางคนต้องการ 18 ตารางวา บางคนต้องการ 22 ตารางวา แต่ไม่เกินนี้ ค่าบ้านส่งเดือนละ 1,800 กว่าบาท เป็นเงินไม่มากไม่น้อย พอหาได้ โครงการบ้านมั่นคงจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ขบวนการสร้างบ้าน เราช่วยเหลือกันเอง โดยมีช่างในชุมชนเป็นพี่เลี้ยงให้ การที่มีโครงการบ้านมั่นคงทำให้ชาวบ้านมีรายได้ เราจ้างกันเอง ช่วยเหลือกันเอง จึงพอมีรายได้ช่วยครอบครัวในยามสร้างบ้าน แถมเงินก็ไม่รั่วไหลออกจากชุมชนอีกด้วย”
“นี้เป็นความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของคนจนทั้งเมืองในจังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดจากการร่วมือกันหลายฝ่าย วันนี้ชาวสลัมลำปาวจึงมีบ้านที่มั่นคง”





