playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ผมไม่อยากจะเร่ร่อน ไม่อยากจะมานอนกลางดินกินกลางทราย ถูกไล่ตามจับเสมือนกับผมเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้คนที่ได้สัญจรผ่านไปมา และไม่คิดจะทำตัวให้เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ"

 

นี่เป็นคำพูดของ ลุงสุทิน เอี่ยมอินทร์ดยเฉพาะคนไร้บ้านไร้ที่อยู่อาศัยในเมืองต่างๆ ที่ต้องตกอยู่ในสภาพคนไร้บ้านที่อาศัยท้องสนามหลวงเป็นที่หลับนอน สังคมไทยทุกวันนี้ ยังมีความเลื่อมล้ำทางสังคมอยู่ไม่น้อย "คนจร" ด้วยเหตุผลต่างๆ กันบ้างก็เป็น กรรมกรก่อสร้างเป็นผู้รักษาความปลอดภัย หรือแม้กระทั่งคนใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

 

หลังจากกิจการได้ปิดตัวเองลง อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐ์กิจทรุดตัว ทำให้คนเหล่านี้ต้องตกงานโดยไม่ได้ตั้งใจ จำนวนเงินที่ได้รับก็หมดไปกับการหางานใหม่ การกิน และค่าเช่าที่พักอาศัย

 

หรือแม้แต่อดีตคนคุกเมื่อพ้นโทษออกมาแล้วไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน กลัวคนรอบข้างจะรังเกียจไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมญาติมิตร จิตใจคนกลุ่มนี้แข็งแกร่ง คิดแต่เพียงว่า ขออยู่สู้เพื่อตายเอาดาบหน้า ไม่กล้าไปรบกวนใคร 

 

ลุงสุทิน เอี่ยมอินทร์ คนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ท้องสนามหลวง ย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า เมื่อก่อนบ้านลุงอยู่เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯพ่อเป็นคนนครชัยศรี แม่เป็นคนพุทธมณฑลสายสาม มีอาชีพทำนาแต่ก็ไม่ค่อยได้กำไรสักเท่าไหร่ เนื่องจากต้องแบ่งคนละครึ่งกับเจ้าของที่นา  จากนั้นแม่ก็หันมาเลี้ยงเป็ดไข่ ก็ล้มไม่เป็นท่าอีก เนื่องจากถูกโกง เพราะพ่อค้าจะจับแต่เป็ดตัวผู้ขายให้ หลังจากนั้นก็ได้มีชาวจีนมาขอเช่าที่ดินจากเจ้าของเดิม เพื่อนำมาเป็นแปรงสวนผัก ช่วงนั้นเขาก็ได้จ้างพวกเราช่วยงานในสวนแต่ก็ไม่ค่อยมีกำไร เนื่องจากราคาไม่ค่อยดี

 

ชีวิตของลุงเริ่มเปลี่ยน เพราะทางบ้านเริ่มขัดสนเงินทอง ในระหว่างนั้นพี่น้องบางคนที่มีครอบครัวก็มีลูกหลานเต็มไปหมด จากนั้นลุงก็ได้ติดทหารกองประจำการอยู่สองปี ช่วงที่เป็นทหารอยู่นั้นไม่ได้กลับบ้านเลย ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำไม เพราะไม่มีอะไรจะทำ หลังจากปลดประจำการแล้วก็เลยไม่กลับบ้าน และได้ไปรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัย กินค่าแรงขั้นต่ำ  ในช่วงนั้นก็ได้วันละ 135 บาท อยู่ได้ไม่นานก็ต้องออก เพราะทนแรงกดขี่ไม่ไหว ทำสัญญากันเดือนต่อเดือนอนาคตไม่แน่นอน จากนั้นก็ได้สมัครเข้าทำงานที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ ทำได้สี่เดือนกว่าร้านก็ขาดทุนอีก นายทุนต้องขายกิจการและปิดตัวเองลง และนายจ้างก็ให้เงินมา 2000 บาท ใช้จ่ายอยู่ได้ไม่เท่าไหร่เงินก็หมด

 

ในที่สุดก็ต้องอาศัยท้องสนามหลวงเป็นที่หลับนอน ช่วงนั้นลุงมีเพียงถุงพลาสติกไว้สำหรับปูนอน และเสื้อผ้าเก่าๆอยู่สองสามชุด ไม่มีเงินติดตัวอยู่เลยแม้แต่บาทเดียว ตอนนั้นทั้งร้อนและทั้งหิวไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเด็กสามสี่คน วิ่งไล่แย่งขวดพลาสติก จึงเป็นสาเหตุให้มาเก็บขยะขายเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ แรกๆก็รู้สึกอายมากแต่ก็ต้องทำ ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ส่วนใหญ่จะคอยเก็บตอนกลางคืน และจะนำไปขายในตอนเช้า ได้เงินมาครั้งแรก 60 บาท รู้สึกว่าดีใจมากเลย สุดท้ายต้องยึดเป็นอาชีพหลักเรื่อยมา

 

"คนไร้บ้านส่วนใหญ่จะเก็บของเก่าขาย โดยเราจะรู้กันว่าใครต้องเก็บเวลาไหน และเขตไหนจะไม่ไปก้าวก่ายกัน ส่วนสถานที่ขายจะมีอยู่สองแห่งคือ ใต้ต้นโพธิ์ข้างหอศิลป์และแถวสถานีหัวลำโพง เพราะสองที่นี้จะให้ราคาดี ถ้าเป็นขวดพลาสติกใส่น้ำก็ตกกิโลกรัมละ 18-20 บาท หรือจำพวกกระป๋องน้ำอัดลมก็ตกประมาณกิโลกรัมละ 40 บาท ก็แล้วแต่ประเภทของขยะด้วย รายได้ก็จะตกวันละ 80-100 บาท"

 

อาทิตย์หนึ่งจะอาบแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น โดยจะไปอาบน้ำกันที่ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์ ช่วงประมาณสองสามโมงเช้า คนที่เก็บของตอนเย็นจะอาบเช้า พวกเก็บเช้าจะอาบเย็น จะสลับกันอย่างนี้เรื่อยไป และจะถือโอกาสซักผ้าและตากผ้าในตอนนั้นเลย เราจะตากผ้ากันกับพื้นเพื่อจะหลบเทศกิจ บางทียังไม่แห้งดีเราก็เก็บกันแล้วเพื่อความปลอดภัย"

 

หลังจากนั้นเมื่อปี .. 2544 ทางมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยและเครือข่ายสลัมสี่ภาค ลงมาสำรวจความเป็นอยู่ของพวกเราและคอยช่วยเหลือเรื่อยมา แรกๆ เราก็ยังไม่วางใจจึงไม่ได้ให้ข้อมูลมากนัก แต่พวกเขาก็มีความจริงใจที่จะช่วยพวกเรา จะเห็นได้จากหลายๆครั้งที่พี่น้องพวกเราไม่สบายก็จะพาไปหาหมอ ออกค่าใช้จ่ายให้ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็จะคอยช่วยเหลือไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา ในที่สุดเราจึงจริงใจและให้ข้อมูลทุกอย่างที่เขาอยากได้

 

นายสมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าว่า การลงพื้นที่สำรวจข้อมูลของเราตอนแรกไม่ค่อยได้รับความร่วมมือมากนัก เนื่องจาเรายังไม่วางใจว่าเราเป็นใครมาทำอะไรกันแน่ แต่ราก็ไม่ลดละความพยายามที่จะช่วยเขา และได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนสลัมสี่ภาค โดยเล็งเป้าหมายไปที่กรุงเทพฯเป็นหลัก ซึ่งมีอยู่ 13 แห่งด้วยกันเช่น สนามหลวง หมอชิต หัวลำโพง โค้งทางด่วนใกล้ กกต. และแถววงเวียน 22 เป็นต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่คนไร้บ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก ในช่วงต้น ปี 2544 เราได้รวบรวมคนไร้บ้านได้ 630 คน ข้อมูลที่ได้ ก็ประมาณ 50 % ที่เหลือยังไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง จากปัญหาที่เราได้ลงสำรวจก็พบว่ามีสาเหตุมาหลากหลายเช่น ปัญหาเรื่องการตกงาน มีปัญหาทางด้านครอบครัวอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงไม่ได้ คนชอบอิสระอยากหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง และกลุ่มคนที่พ้นโทษออกมา

 

แต่พอประมาณช่วงปลายปี 2544 ทางกรุงเทพฯสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่า ได้มีนโยบายที่จะทำให้สนามหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนของคนเมือง ส่งผลกระทบต่อคนไร้บ้านที่อาศัยสนามหลวงเป็นที่หลับนอน เนื่องจากสนามหลวงเป็นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา และเป็นแหล่งพบปะ สำหรับหารือในเรื่องการทำมาหากิน เรียกได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งงานก็ว่าได้

ต่อมาทางเครือข่ายสลัมสี่ภาคและชาวชุมชนตลิ่งชันได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยเสนอแบ่งที่ดินที่เขามีพื้นที่ไว้สำหรับสร้างศูนย์เด็กเล่น ให้คนไร้บ้านสร้างศูนย์พักชั่วคราว จนกว่าจะเซ็นสัญญากับทาง กทม. ให้เรียบร้อยและสร้างศูนย์พักชั่วคราวให้เสร็จ และชวนพี่น้องเราเข้ามาอยู่อาศัย ไม่ต้องไปเร่ร่อนเหมือนที่ผ่านมา

 

เราไม่ต้องการอะไรมาก  เพียงขอมีส่วนร่วมในการสร้างที่พักของเราเองเมื่อทำสัญญาเช่าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะสร้างเป็นศูนย์พักชั่วคราวแบบเปิด เพื่อให้พี่น้องของเราได้เข้ามาพักอาศัยและดำเนินชีวิตของเขาได้อย่างสะดวก ให้มาพูดคุยกันตอนนี้ได้มีพี่น้องของเราย้ายเข้ามาอยู่อาศัยแล้วประมาณ 20 ครอบครัว โดยกำหนดกฎระเบียบกันไว้ว่า ห้ามกินเหล้า ห้ามนินทา ห้ามลักขโมย ห้ามผิดลูกผิดเมียคนอื่น ฯลฯ ชีวิตลุงเริ่มมีความหวังเมื่อได้ข้อสรุปออกมาว่าให้มีการเซ็นสัญญาเช่าที่มีเราอยู่นี่ระหว่าง พอช.กับทางการรถไฟ โดยทางการรถไฟจะให้ทำสัญญาเช่า 3 ปีต่อครั้ง รวมระยะเวลา 30 ปี ลุงสุทิน กล่าว

 

 พวกเราไม่คอยทำผิดอะไร จะให้เราไปอาศัยอยู่ศูนย์สงเคราะห์ได้อย่างไร ทั้งๆที่เราก็มีครอบครัว และจะมาจับครอบครัวเราให้ออกจากกัน มันก็ไม่ต่างอะไรกับครอบครัวที่แตกแยก เพราะไม่รู้ว่าลูกเมียเราจะอยู่อย่างไร"

 

นอกจากนี้เมื่อเราได้ศูนย์พักที่ชั่วคราวแล้ว เรายังจะได้หารือกันว่าจะมีการรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพที่มั่นคงมากกว่านี้ ที่คิดไว้คืออาชีพรับซื้อขยะและเก็บขยะควบคู่กัน โดยมีข้อแม้ว่าเวลาเราเก็บเสร็จแล้ว เราต้องกวาดขยะที่เรี่ยราดออกมาจากถังให้เขาด้วย เพื่อความเป็นระเบียบ และเปรียบเสมือนคำขอบคุณ

 

นี่เป็นสิ่งที่คนไร้บ้านภูมิใจที่จะได้มีที่อยู่อาศัยถึงแม้ว่าจะเป็นแค่พื้นที่เล็กๆ ที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีหวัง แต่มันก็เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยพลังของพวกเราที่ได้ร่วมกันสร้างฝันนี้ขึ้นมา เพื่อลูกหลานของเราได้มีที่อยู่

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter