playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ย้อนอดีตไปเมื่อ 30 ปีพื้นที่แห่งนี้เป็นของเอกชนส่วนเจ้าของที่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเนื่องจากไม่ค่อยได้มาดูแล ต่อมาก็ได้มีผู้คนได้อพยพมาจากต่างถิ่นที่เข้ามารับจ้างสร้างเพิงพักเพื่อเป็นที่หลับนอน จากไม่กี่หลังคาเรือนก็ได้ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นชุมชนขนาดย่อมอย่างทันที โดยเรียกชุมชนนี้ว่า ชุมชนตะบกเตี้ย ต่อมาก็ได้มีผู้คนเรียกชุมชนนี้ว่า ชุมชนหน้าเทคนิค จนติดปากกันเรื่อยมา

นายบัญชา เฮงเจริญ ชาวบ้านหน้าเทคนิค ย้อนอดีตเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ที่แห่งนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะเดินผ่าน เพราะได้ยินว่ามีงูเห่าชุกมากมีคนเห็นอยู่เป็นประจำ ลุงเป็นคนอีสานได้เดินทางมารับจ้างถ่างป่าตามสวนผลไม้และอาศัยหลับนอนตามสวนของเฒ่าแก่กับเพื่อนๆ 4-5 คน เมื่อเสร็จจากไร่คนนี้ก็จะย้ายไปไร่อื่นต่อใครให้ทำอะไรก็ทำหมดแต่บางครั้งเวลาไม่มีงานก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่หลับที่นอนตรงไหนก็เลยเข้ามาสร้างเพิงพักนอนกับเพื่อนๆ ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาก็ได้นำครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย จากนั้นก็ได้มีคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่นับสิบๆ หลัง ทางเจ้าของที่รู้เข้าก็เข้ามาไล่ และรื้อถอนบ้านเรือนอยู่เป็นประจำ อยู่กันไม่ค่อยเป็นสุข ในที่สุดก็เลยตกลงกันรวมกลุ่มเพื่อต่อรองกับเจ้าของที่ดินว่าจะขอเช่าที่ดินแห่งนี้จนเจ้าของที่ยินยอมและตกลงทำสัญญากันเป็นปีต่อปี หลังจากนั้นไม่นานเจ้าของคนเก่าก็ได้ขายให้กับนายทุนอีกทอดหนึ่งเมื่อหมดสัญญาเช่าก็มีเรื่องให้มาขบคิดอีกเนื่องจากเจ้าของที่ใหม่ต้องการนำที่แห่งนี้มาทำโรงงานอุตสาหกรรมพวกตนไม่มีทางเลือกก็เลยจำยอมแต่ว่าจะขอหาที่ให้ได้ก่อนจึงค่อยพากันอพยพออกจากที่แห่งนี้

 นายศุกิจ  จินดาวงค์  ประธานกลุ่มออมทรัพย์ เล่าว่า พอรู้ว่าทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่อยู่อาศัยก็เลยรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้น โดยคนทั้งชุมชนได้รวมตัวกันเข้าโครงการทั้งหมด 60 ครัวเรือน ตอนแรกก็เก็บออมเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาทแต่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และโดนเจ้าของที่ใหม่ไล่ที่อยู่ตลอดก็เลยต้องปรึกษาหารือกันอีกทีในที่สุดก็เลยตกลงกันได้ว่าจะเก็บเป็นรายวัน วันละ 50 บาท/ ครัวเรือน

หลังจากนั้นจึงนำเสนอขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินในการปลูกบ้านเพื่อที่อยู่อาศัยทาง พอช. จึงได้เข้ามาสำรวจแลเก็บข้อมูลจากนั้นจึง ได้รับอนุมัติสินเชื่อเป็นเงิน 850,000 บาท โดยเนื้อที่แบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงที่หนึ่งมีจำนวน 2 ไร่กับ 1 งาน มีผู้ได้รับประโยชน์ 28 หลังส่วนแปลงที่ สอง มีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน มีผู้ได้รับประโยชน์ 32 หลังคาเรือน จากนั้นจึงได้กู้เพื่อสร้างบ้านอีกเป็นจำนวน 10,601,400 บาท มีผู้เข้าโครงการ 44 หลังคาเรือน ส่วน 16 หลัง ไม่เข้าโครงการแต่ก็ได้อาศัยอยู่ในที่ดินเดียวกัน จากนั้นทาง พอช. จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการทำสาธารณูปโภคอีกเป็นเงิน จำนวน 3,965,000 บาท เป็นค่าสร้างถนน ทำทางระบายน้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย ประปา ไฟฟ้า และที่สำคัญใช้เป็นค่าถมที่ในการปลูกสร้างบ้านด้วย โดยทั้งหมดมีการเปิดซองประมูลตามกฎหมาย

นายนันทพล จิตรถวิล ช่างประจำหมู่บ้าน เล่าว่า การสร้างบ้านได้ช่วยกันคิดในการออกแบบบ้านโดยได้รับการสนับสนุนจาก สถาปนิก พอช. ช่วยในการออกแบบบ้านด้วย โดยเราได้กำหนดบ้านออกเป็น 6 แบบด้วยกัน แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน บางคนชอบบ้านเดี่ยว บางคนชอบบ้านแฝด เพราะมีกำลังสร้างน้อย และเป็นเครือญาติกันด้วย โดยมีพื้นที่ตั้งแต่ 12x13.5 เมตร จะเป็นบ้านแฝดติดกัน ราคาก็ตกประมาณ 150,000 บาท บ้านเดี่ยวขนาด  6x13.5 เมตร  ถ้าปลูกเองก็ตกประมาณ 80,000 – 170,000 บาท และบ้านเดี่ยวขนาด 8x10 เมตร เข้าโครงการจะตกหลังละ 135,000 – 170,000 บาท โดยสมาชิกต้องคืนสหกรณ์อย่างน้อย 111 บาทต่อเดือน

นายนันทพล ยังได้เล่าต่ออีกว่า วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างที่อยู่อาศัยนั้นจะรวมกลุ่มกันไปซื้อเพราะจะได้ราคาถูกกว่า เพราะเราซื้อในปริมาณที่มากทางร้านจึงลดราคาให้และจะสอบถามตามร้านถ้าร้านไหนให้ราคาถูกก็จะซื้อร้านนั้นโดยไม่จะเพาะเจาะจงร้านั้นๆ เป็นหลัก ส่วนบางคนที่มีไม้เดิมอยู่แล้วก็จะนำมารีไซเคิล สร้างบ้านใหม่จากนั้นก็จะซื้อเพิ่มเติมที่ละเล็กๆ น้อยๆ

ป้าแสงจันทร์ แพงเพ็ง เหรัญญิกบ้านตะบกเตี้ย เล่าว่า ตอนนี้บ้านยังสร้างไม่เสร็จแต่ก็ดีใจที่ได้บ้านเป็นของตัวเองไม่ต้องนอนหวาดผวา0เหมือนแต่ก่อน ตอนนี้ก็สร้างไปแล้วประมาณ 30-40% ด้านไฟฟ้า และประปา ตอนนี้ก็กำลังประสานงานไปทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ คิดว่าอีกไม่นานคงจะได้

ป้ายังพูดอีกว่า เมื่อเรามีบ้านแล้ว ต่อไปเราก็วางแผนกันไว้ว่าจะสร้างอาชีพเสริมขึ้นมาในชุมชนของเราเองยามที่เวลาว่างๆ ที่คิดๆ กันไว้ก็คือจะตั้งกลุ่มจักรสานตะกร้าที่ทำจากเส้นปอ จะตั้งร้านค้าชุมชนขึ้นมาโดยให้เยาวชนเรามีรายได้ และหันมาสนใจในเรื่องของการพัฒนาเพื่อห่างไกลยาเสพติด

ทุกวันนี้รู้สึกว่าโล่งใจมาก ไม่เป็นกังวล ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาไล่เราเนื่องจากเรามีกรรมสิทธิ์ในที่นี้ 100% การร่วมมือกันครั้งนี้ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของพวกเราที่รู้จักรักสามัคคี มีความอดทนเป็นกันเองเปรียบเสมือนเครือญาติแม้ว่าจะมาจากต่างถิ่นก็ตาม ทุกวันนี้เราจะทำเพื่อบ้านเพื่อบ้านที่มั่นคงชุมชนที่เข้มแข็งตลอดไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter