playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

   เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธานกรรมการ ได้จัดประชุม ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ ณ ห้องประชุม ๓๐๓ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ โดยเห็นชอบโรดแมปการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย กำหนดจัดสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔

 

     ซึ่งก่อนเวทีสมัชชาจะมีการขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชน เริ่มจากการแลกเปลี่ยนบทเรียน ประสบการณ์การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความชัดเจนร่วมในนิยาม และแนวทางการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น จากนั้นจะมีประชุมร่วมระหว่างกลไกขบวนองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนขบวนชุมชนสู่การจัดการตนเอง รวมถึงสังเคราะห์เนื้อหา ข้อเสนอการปฏิรูปภาคประชาชน เพื่อเสนอในเวทีสมัชาปฏิรูปต่อไป

     นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการฯ กล่าวว่า เรื่องการปฏิรูปสรุปอย่างสั้นคือ การปฏิรูปวิธีคิด ปฏิรูปวิธีทำ ปฏิรูปวิธีวัดผลลัพธ์  ซึ่งการปฏิรูปวิธีคิด คือต้องคิดให้ครบ ต้องคิดทั้งระบบ คิดเชิงความสัมพันธ์ คิดเชิงความร่วมมือ ใครทำอะไรให้คุยกันถ้าหลายฝ่ายมาคุยกันจะทำให้คิดเชิงระบบได้ ไม่ใช่แยกส่วน ชุมชน ตำบล ท้องถิ่น จังหวัดจัดการตนเอง อาจจะไปถึงเรื่องระบบการปกครอง ระบบการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่เราขาดอย่างมากคือเรื่องข้อมูล เรื่องงานวิจัยถ้าเป็นไปได้ควรหานักวิชาการมาประมวลวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล หรือจะใช้หนึ่งจังหวัดหนึ่งมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมทำงานกับชุมชนในจังหวัด โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยมีหน่วยพิเศษที่รวมข้อมูล ประสาน สนับสนุนเรื่องงานวิจัยที่ประชาชนมีส่วนร่วม

ส่วนการปฏิรูปวิธีทำ นายไพบูลย์ ระบุว่าต้องอาศัยสามเสาหลัก ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ เพื่อร่วมกันจัดการกับเรื่องต่างๆในพื้นที่ ต้องทำในเชิงบวก และต้องไม่ลืมที่จะดึงภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคศาสนา เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทำแบบร่วมมือเชื่อมประสานกัน มารวมพลังกันทั้งตำบล อำเภอ จังหวัด มาร่วมกันคิด เราปฏิรูปเริ่มจากข้างล่างขึ้นไป โดยเริ่มที่การปฏิรูปตัวเอง

    นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิรูปวิธีวัดผลลัพธ์นั้น ถ้าหากทำได้ครบผมว่าสังคมไทยเกิดความคลี่คลาย ขณะนี้เรายังไม่มีวธีวัดผลลัพธ์ เรามีความฝันถึงความอยู่ดีมีสุขนั่นหมายถึงอะไร ความครัวแตกแยกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้มีสุขหรือไม่ ถ้าเกษตรมีแต่สารพิษ มีสุขหรือไม่ เราต้องดูให้ถึงผลลัพธ์ การเริ่มต้นวัดผลในระดับตำบลที่มีชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่นมาร่วมกันกำหนดการวัดผลลัพธ์ว่า ถ้าตำบลเราดีจะดูที่อะไรบ้าง อย่างที่ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่มีการกำหนดตัวชี้วัดแบ่งออก ๙ หมวด ๑๘ ตัวชี้วัด แหล่งข้อมูลมาจากไหน วิธีวัดดูอย่างไร วัดจากเล็กไปใหญ่จากง่ายไปยาก ใช้ตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม

  สิ่งที่ พอช.เราขาดคืองานวิจัย งานข้อมูล การวัดผลลัพธ์เรายังน้อยไป เราทำเยอะมากแต่ไม่มีการวัดผลผมเสนอให้ทำทั่วประเทศ จะได้รู้ว่าจังหวัดนี้คิดแบบนี้ ทำแบบปรึกษาประชาชน มีกระบวนการสนทนา เนื้อหาดีอย่างเดียวไม่พอ ชาวบ้านต้องได้เรียนรู้ ชาวบ้านต้องมาร่วมปฏิรูป ถ้าชาวบ้านไม่มาร่วมไม่สำเร็จ เราต้องเน้น ต้องทำให้วิธีคิดถูกต้องคิดภาพใหญ่ วิธีทำร่วมมือประสานงาน ประชามีส่วนร่วม วิธีวัดผลต้องให้เห็นผลสุดท้ายว่าอะไรจะเกิดขึ้น  

     การเปลี่ยนแปลง ต้องมาจากกระบวนการดีประชาชนมีส่วนร่วม เน้นความร่วมมือ ทุกคนทุกกลุ่มเป็นเจ้าของ มีพื้นที่เป็นตัวตั้ง เป็นพื้นที่จัดการตนเอง ฉะนั้นเวลาไปทำโรดแมฟ สำคัญเราอยู่ตรงไหน และต้องตระหนักว่ามีรถอีกหลายคันที่วิ่งอยู่บนถนนร่วมกันกับเรา นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม

     ด้านรศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร ที่ปรึกษาฯ กล่าวให้ข้อคิดว่า เมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเราเคยพูดไม่ดีต่อชาวบ้านว่า “โง่ จน เจ็บ” เวลานี้ชาวบ้านได้พ้นวงจรเหล่านั้นหรือไม่  เราพูดถึงเป้าหมายให้ชัดที่จะแก้ความจนแก้ความไม่รู้ ความไม่รู้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก อย่ามองแค่ระดับหมู่บ้าน ต้องมองให้ทะลุถึงระดับครัวเรือน ชุมชนเข้มแข็งครัวเรือนล่มสลาย ต่อให้มีที่ดินก็เก็บไว้ไม่ได้ บางครัวเรือนเป็นหนี้มากถึง ๒๐ กองทุน เป็นหนี้หมุนเวียนกู้อันนี้ไปโปะอันนั้นกู้อันนั้นมาโปะอันนี้ ถ้าเราไม่มีข้อมูลไม่มีบทเรียนที่ชัดเจน จะทำให้ข้อเสนอซ้ำวนเวียนอยู่เช่นนี้ไปตลอด

     จำเป็นต้องมองถึงระดับครัวเรือนในแง่ของการตระหนักรู้ เรื่องทุกข์เรื่องทุนของตนเองด้วย ถ้าไม่ถึงตรงนี้เราก็ภูมิใจแค่ว่าทุกหมู่บ้านมีแผนแม่บท ทุกหมู่บ้านได้รับงบประมาณและกิจกรรมไปทำเอง ซึ่งจะมีคนโดดเด่นไม่กี่คน เก่งแล้วเก่งอีก เก่งซ้ำเก่งซาก 

     รศ.ปาริชาติ กล่าวต่อไปว่า การจัดการตนเองเบื้องต้นคือการเปลี่ยนวิธีคิดเข้าใจปัญหา เข้าใจตัวเอง เข้าใจปัจจัยเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ไม่งั้นเราจะมองแต่ที่ผิวน้ำตลอด และข้อเสนอก็ไม่เคยพ้นไปจากเดิม วนอยู่อย่างนี้กลายเป็นคนบางคนเข้มแข็ง มีอำนาจเพิ่มขึ้น แต่สภาพชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม มีหนี้มากขึ้น มีสุขภาพย่ำแย่มากขึ้น คือไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิถีการผลิต วิถีการบริโภคหรือวัฒนธรรมการตลาด เราจะมีรูปธรรมอะไรที่ชัด ใหม่มากขึ้น มีพลังทั้งจากในระดับครัวเรือน มีเทคนิควิธีการอะไร ระดับหมู่บ้านเป็นอย่างไร ระดับตำบลมีอะไร อย่างที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันสามารถต่อรองกับห้างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนทุนนิยมสามานย์เป็นทุนที่สร้างสรรค์ สร้างความเป็นธรรมกับประชาชน รับซื้อพืชผักจากประชาชนมีการกำหนดราคาร่วมกันอย่างเป็นธรรม เกษตรกรไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องตลาด ห้างอยู่ได้ชาวบ้านอยู่ได้ ลักษณะแบบนี้เราน่าจะหยิบขึ้นมาไม่งั้นก็จะมีรูปธรรมแบบดั้งเดิม บทเรียนแบบเดิมๆ วนอยู่อย่างนี้ กรณีแบบที่เจรจากับกลุ่มทุนใหญ่แล้วสามารถอยู่ร่วมกันได้ ปรับเปลี่ยนมาให้เอื้อเฟื้อเกื้อกลูต่อกันตรงนี้น่าสนใจ 

     เราต้องพูดให้ชัดเจนว่าการจัดการตนเองเป็นอย่างไร ไม่สิ้นสุดแค่แผน แค่งบประมาณที่ชุมชนทำได้ ต้องลงไปถึงคุณภาพชีวิตหน่วยเล็กของชุมชน สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร เราควรไปกระเทาะบทเรียนออกมาได้มาแค่ไหน นโยบายเรื่องที่ดินมีมาตั้งเท่าไหร่ มีมาตั้งกี่ปีมาแล้ว เงินช่วยเงินสวัสดิการกองทุนเงินต่างๆ สารพัดที่จะลงไปทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้มากขึ้น ที่ดินหลุดมือมากขึ้น เจ็บป่วยมากขึ้น อีกมือปล่อยเงินกู้ อีกมือปล่อยสารเคมีและยาฆ่าแมลง ชาวบ้านถูกรีดนาทาเร้นจนแทบไม่เหลือแล้ว ถ้าเรามองเห็นภาพเหล่านี้ข้อเสนอเราจะชัดมากขึ้น จะนำไปสู่การแก้ไขที่มีความเป็นธรรม

     ข้อเท็จจริงของครัวเรือนเป็นอย่างไร ต้นทุนการผลิตสูง ซื้อปุ๋ยซื้อยา เป็นหนี้ซ้ำซาก กลับมาสู่วงจรเดิมตลอด เราจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลตรงนี้ให้มีความชัดเจน ไม่ใช่รัฐบาลต้องทำเพียงฝ่ายเดียว ในระดับครัวเรือนต้องทำอย่างไรกันบ้าง เราต้องทำอะไรบ้าง ถ้าเราไม่เปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีดำเนินชีวิต จะกี่นโยบายก็ช่วยอะไรไม่ได้ แถมจะช่วยให้จนซ้ำซากมากขึ้น รศ.ปาริชาติ กล่าวเพิ่ม

     นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ กรรมการฯ การปฏิรูปเป้าหมายต้องชัดเจน ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองคืออะไร ท้องถิ่นเหมาเอาว่าเป็นเรื่องของ อปท. อบต. การปฏิรูปต้องแยกชัดว่าจะปฏิรูปจุดไหน เกิดการเปิดพื้นที่ระหว่างตำบลกับหมู่บ้าน ต้องมีการกระจายอำนาจ ในระดับหมู่บ้านก็ต้องกระจายอำนาจ โดยเปิดพื้นที่ให้ส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม การตัดสินใจ การระดมทุน ไม่ใช่การพึ่งตนเองแบบที่เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็นพึ่งพางบประมาณ ชุมชนเข้มแข็งคือกระบวนการ เป็นการสร้างทีมบริหารจัดการหมู่บ้าน ร่วมกันทำแผนชุมชน สำรวจข้อมูลร่วมกัน ดึงมหาลัยมาร่วมวิเคราะห์สังเคาะห์ ต้องมีการออกแบบการทำร่วม ร่วมกับตำบลหมู่บ้านอื่นๆ สร้างแผนฯ ที่บอกว่าอะไรทำเอง จัดการกันเองโดยไม่ใช้สตางค์ คำตอบต้องอยู่ที่หมู่บ้าน ระดับตำบลต้องกระจายอำนาจสู่หมู่บ้าน เปิดพื้นที่มาร่วมกันบริหารตำบล หรือสภาฯ สภาตำบล

     การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนความคิดคน ข้างบนยังไม่ตรงกันจะไปอย่างไร อยากเห็นการบูรณาการระหว่างองค์กรต่างๆ  เอารูปธรรมความสำเร็จมากองรวมกัน มากำหนดเป้าหมายร่วมกันจากทุนเดิมที่มีอยู่ ลงมือทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดอัตตาองค์กร เอารูปธรรมความจริงมานั่งคุยกัน จะได้ไม่หลุดลอยจากความเป็นจริง เป็นทิศทางที่ถูกต้อง

     ทั้งนี้ในเรื่องการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย มีเป้าหมายที่จะเคลื่อนใน ๒,๓๐๐ ตำบล ๗๖ จังหวัด/ภูมินิเวศน์ เพื่อปฏิบัติการออกแบบวางแผนพัฒนา “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” ระดับตำบลจังหวัด ของ ๕ ภาค   

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter