แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรมในสังคม
โดย นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการกระบวนการปฏิรูปโครงสร้างสังคมประชาธิปไตย และสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเร่งด่วนและเป็นขบวนการในระยะ ประมาณ 4-5 เดือนข้างหน้าก่อนการเลือกตั้งและให้เกิดผลการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องไปสู่รัฐบาลใหม่ โดยจะต้องพยายามสร้างพื้นที่ของกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปอย่างจริงจังและกว้างขวางครอบคลุมทั้งพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้กลุ่มคน ในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะชุมชนฐานราก ชุมชนในท้องถิ่นทั้งประเทศและประชาสังคม นักวิชาการ ตลอดจนสถาบันทางสังคมต่างๆ สามารถ มีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางการปฏิรูปของประเทศร่วมกันในทุกระดับ จากชุมชนท้องถิ่นของตนสู่การปฏิรูประบบการจัดการของจังหวัดที่จะต้องมาจากคนในจังหวัด และเชื่อมโยงกับระบบส่วนกลางที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกัน แนวทางนี้มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วน และจริงจัง เนื่องจาก
1. สร้างพื้นที่ของการพูดคุย การฟื้นฟูและการทำงานร่วมกัน ที่ขนาดใหญ่ และหลากหลาย เพื่อให้พลังความแตกต่างขัดแย้งที่มีอยู่ลึก และกว้างขวาง มีทางออก มีการแลกเปลี่ยน และสามารถบูรณาการกันระหว่างคนทุกกลุ่ม และนำไปสู่การจัดการในเรื่องที่เป็นรูปธรรมทั้งปัจจุบันและอนาคต
2. สร้างแนวทางการปฏิรูปที่คนในทุกท้องถิ่นมีส่วนร่วมที่สามารถแก้ปัญหาความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมและรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เริ่มจากการสำรวจ วางแผน แก้ปัญหาที่มีอยู่ ปฏิรูปและจัดระบบที่จะสามารถจัดการชุมชนและท้องถิ่นร่วมกันในทุกเรื่องได้ให้มากที่สุด สร้างระบบประชาธิปไตย และการจัดการร่วมกัน พื้นฐานจากชุมชนฐานรากร่วมกับระบบอื่นๆในท้องถิ่น การปฏิรูประบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง (ไม่ใช่ทำแต่ในส่วนกลาง)
3. สร้างแนวทางการปฏิรูปที่มีกระบวนการเกิดขึ้นในทุกระดับทั้งระดับตำบล จังหวัด และส่วนกลาง และพยายามให้เกิดความสัมพันธ์กัน โดยเน้นระบบจากล่างขึ้นบน และมีตัวตน มีแนวทาง
4. ให้กระบวนการปฏิรูปดังกล่าวสามารถมีผลต่อการดำเนินการในบางเรื่องได้ทันทีโดยให้อำนาจการจัดการเรื่องเร่งด่วนที่ไม่เป็นธรรมและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ที่ระดับจังหวัดให้สามารถจัดการร่วมกับกลไกเฉพาะกิจที่จะตั้งขึ้นได้มากที่สุด เพื่อจะสามารถกระจายการตัดสินใจ การแก้ปัญหาของประชาชน และการเชื่อมโยงการพัฒนา เพื่อนำไปสู่กระปฏิรูปที่แท้จริงของระบบการบริหารจัดการของจังหวัดแนวใหม่ ที่จะต้องสร้าง และปรับให้มาจากคนในจังหวัดให้มากที่สุด อย่างต่อเนื่องต่อไป
5. เพื่อเตรียมชุมชนในทุกพื้นที่ให้มีวาระการพัฒนาของตนเอง เพื่อสามารถนำเสนอ หรือยันกับแนวทางการพัฒนาของการเมืองที่จะต้องเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองที่มาจากสาระของการปฏิรูป และ การพัฒนาที่เป็นของชุมชนเองกับสายการเมืองต่างๆ
6. เพื่อเป็นพื้นฐานสู่การสร้างและปฏิรูประบบรัฐที่จะต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อเนื่องจริงจังภายหลังการเลือกตั้ง
ระดับที่จะดำเนินการของกระบวนการปฏิรูป
ระดับที่จะต้องดำเนินการในกระบวนการปฏิรูปนี้ มี 3 ระดับ คือระดับพื้นฐานที่ตำบลทุกตำบล กระบวนการปฏิรูประดับจังหวัด และคณะทำงานหรือคณะกรรมการส่วนกลาง ที่จะเชื่อมโยงการทำงานทั่วประเทศในระดับชาติ
1. ระดับตำบล
เป็นระดับปฏิบัติการพื้นฐาน ที่จะต้องมีการเชื่อมโยงตัวแทนจากทุกหมู่บ้าน สภาองค์กรชุมชน ประชาสังคมที่อยู่ในท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่น ท้องที่ สถาบันหลักอื่นๆในท้องถิ่นเช่นวัด โรงเรียน อนามัย ฯลฯ เพื่อมาประชุม หาวิธีการทำงานและจัดการร่วมกัน เพื่อนำเสนอแนวทางและแผนการปฏิรูปชุมชนท้องถิ่น การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม ปัญหาความยากจน ปัญหาที่ดินที่ทำกิน เป็นต้น และนำไปสู่การเสนอแนวทางเพื่อการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ฟื้นระบบ ฟื้นคน ฟื้นทรัพยากรธรรมชาติ การทำมาหากิน ระบบสวัสดิการพื้นฐาน สังคม วัฒนธรรม การจัดการสิ่งต่างๆร่วมกัน การสร้างให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพัฒนาอย่างเข้มแข็ง มีศักดิ์ศรี มีแผนการพัฒนาหลักร่วมกัน และสามารถเป็นตัวตั้ง เป็นตัวของตัวเอง ระบบการพัฒนาที่ต้องเชื่อมโยงทำงานร่วมกัน การจะต้องปฏิรูประบบการมีส่วนร่วม และบริหารจัดการร่วมกันอย่างไร สร้างและปฏิรูปองค์กรท้องถิ่นให้เป็นของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ได้อย่างไร
เวทีตำบลดังกล่าวนี้ จะทำให้กระบวนการปฏิรูปสังคมและแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม ที่มีอยู่อย่างรุนแรงในโครงสร้างปัจจุบัน สามารถขยายกว้างไปครอบคลุมทุกตำบล และทุกชุมชน และสร้างวาระการปฏิรูปที่มีส่วนร่วมขนาดใหญ่ จากทุกชุมชนท้องถิ่นเอง ในเรื่องที่เป็นรูปธรรม ที่ตนเกี่ยวข้อง เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต และการทำมาหากินของตน
การจัดกระบวนการทำงานที่จะให้ครอบคลุมกว้างขวาง สามารถทำได้เพราะปัจจุบันมี การทำงานลักษณะนี้อยู่แล้ว มีเครือข่ายชุมชนระดับตำบล และระดับจังหวัดอยู่อย่างกว้างขวาง มีเครือข่ายชุมชนเชิงประเด็น เช่น เครือข่ายชุมชนสวัสดิการตำบลปัจจุบันครอบคลุม 3,500-4,000 ตำบล เครือข่ายแผนชุมชน ประมาณ 2,000 ชุมชน สภาองค์กรชุมชน ประมาณ 1,600 ตำบล คณะทำงานมีอยู่ทั้ง 76จังหวัด เป็นต้น
การทำงานจะต้องใช้เวลา ประมาณช่วงเดือน มิถุนายน-กันยายน
กลไกการทำงานจะต้องมีคณะทำงานที่มีตัวแทนส่วนใหญ่จากชุมชน จะต้องเป็นที่ยอมรับของชุมชน และเข้าใจวิธีของชุมชน ที่ส่วนกลาง มีคณะกรรมการ หรือคณะทำงาน ที่เป็นกลไกร่วมกันในระดับจังหวัด เพื่อเปิดพื้นที่ และเชื่อมโยงการทำงานจากทุกพื้นที่ให้สัมพันธ์กับระดับจังหวัด
2. ระดับจังหวัด
เป็นระดับที่จะต้องมีการปฏิรูปการทำงาน และบริหารจัดการใหม่ที่จะต้องมุ่งให้เป็นการเชื่อมโยงระบบท้องถิ่นเล็กๆ กับระบบส่วนรวมหรือส่วนกลาง และเป็นการจัดการพัฒนาทุกๆเรื่องโดยเนื้อหาแนวทางของคนในจังหวัด ให้มากที่สุดได้อย่างไร ต้องทำให้สถานะของจังหวัดไม่ใช่เป็นเหมือนศูนย์กลางการจัดการที่เป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯในเกือบทุกเรื่องเช่นในปัจจุบัน ต้องมีแผนการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ แนวทางการพัฒนา การสร้างแผน และกลไกต่างๆที่จะต้องคำนึงถึงแผน และแนวทาง ทิศทางการพัฒนาของประชาชนในจังหวัดเป็นหลัก และเชื่อมโยงกับแผนจากส่วนกลางอื่นๆให้มากที่สุด
อาจจะต้องสร้างความหลากหลายของระบบการบริหารจัดการที่มีการมีส่วนร่วมจากกลไก กระบวนการต่างๆของคน และสถาบันในจังหวัดที่มีอยู่ให้มาก ระบบที่จะต้องจัดใหม่ในลักษณะคำนึงถึงประชาชน (demand side) มากกว่าตัวตั้งและวิธีการจากหน่วยงานส่วนกลางเป็นหลัก (supply side)
ในกระบวนการปฏิรูปนี้จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานร่วมกันในระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงการทำงาน จัดกระบวนการในทุกๆตำบลที่มีอยู่ในจังหวัด และให้มีเวทีการเสนอแนวทางปฏิรูปจากตำบล เพื่อนำสู่การสร้างแนวทางการปฏิรูปของจังหวัด อย่างต่อเนื่อง
ในระยะเฉพาะหน้านี้เพื่อให้เกิดการกระจายกลไกการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมต่างๆให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ให้รัฐบาลกระจายอำนาจการบริหารจัดการปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน มาที่จังหวัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจะต้องเริ่มดำเนินการให้มากที่สุด และทำต่อเนื่องหลังจากการเลือกตั้ง เท่าที่จะทำได้
กลไกการทำงานร่วมระดับจังหวัดควรประกอบด้วย ตัวแทนชุมชน องค์กรท้องถิ่น ประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สัดส่วนภาคชุมชน ท้องถิ่น และ ประชาสังคม ไม่ควรต่ำกว่า สองในสาม
ระยะเวลากสฃารดำเนินงานในช่วงการปรองดองก่อนเลือกตั้ง อยู่ระหว่าเดือนมิถุนายน-ตุลาคม
3. ระดับประเทศ
มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษระดับชาติชุดใหญ่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หนึ่งชุดดูเชิงภาพรวม แนวทางนโยบายใหญ่ และกระจายการบริหารจัดการสู่คณะทำงานหรืออนุกรรมการ 2 ชุด
· ชุดแรกเน้นการปฏิรูปเชิงภาพรวม ส่วนกลาง เรื่องต่างๆ ประเด็นต่างๆ มี นักวิชาการ ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงาน ส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง อาจทำเรื่องสมัชชาต่างๆ หรือการที่จะต้องปฏิรูปหน่วยงาน กฎหมาย ระบบต่างๆ
· คณะทำงานชุดที่สอง เน้นเรื่อง ที่จะทำงานตรงกับชุมชนท้องถิ่นทั้งประเทศ (สร้างพื้นที่การปฏิรูปของชุมชนฐานราก และท้องถื่น) ขนาดใหญ่
ทั้งสองกระบวนการอาจมีการประสานแนวทาง และสร้างความสัมพันธ์ของกระบวนการปฏิรูปร่วมกันในระดับจังหวัด
สิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การทำงานให้บรรลุผล
1. รัฐบาลต้องมีความจริงใจและตั้งใจที่จะต้องจัดกระบวนการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศโดยภาคประชาชนอย่างจริงจัง ต้องประกาศเป็นนโยบาย เป็นวาระอันสำคัญ ให้ชัดเจนจริงจัง ให้ความสำคัญ มีสถานภาพที่จะทำงานได้ และมีงบประมาณ ให้หน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือ และร่วมทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ political space ของการปฏิรูป โดยประชาชนเปิด จึ้นอย่างสร้างสรร และรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเอง
2. มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำกับเชิงนโยบายโดยเร็ว เพื่อตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานระดับชาติ ทั้งสองชุดโดยเร็ว เพื่อให้เป็นกลไกการทำงาน ประสานงาน และจัดกระบวนการปฏิรูปทั้งสองกระบวนการที่จะทำงานกันไปพร้อมๆกัน
3. ความสำคัญ และความสำเร็จจะอยู่ที่การตั้งหัวหน้าคณะทำงาน และหน่วยงานเลขาฯ ของทั้งสองชุด ที่จะต้องมีความคล่องตัว และเชื่อในการปฏิรูประบบสังคม และการปฏิรูปจากประชาชน หน่วยงานส่วนกลางที่เน้นเชิงรวมศูนย์ การควบคุมจากส่วนกลาง ไม่ควรเป็นหลักในการทำงานนี้





