playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
ผลการดำเนินงานส่งเสริมการจัดตั้งและพัฒนาสภาองค์กรชุมชน ประจำปี 2558

ตามที่ พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้  ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชน ซึ่งเป็นสังคมฐานราก  มีความเข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น และเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้บัญญัติให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้ง และพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชน ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้กำหนดแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนงานโดยมุ่งเน้นให้เครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับต่างๆมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงงานพัฒนาด้านต่างๆ ของชุมชนทั้งในระดับตำบลและจังหวัด  การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น พัฒนาพื้นที่เรียนรู้รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดกระบวนการในการทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา 

               ความคืบหน้าการสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 สรุปได้ดังนี้

1.      ผลการส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล
 





การส่งเสริมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบัน (31 กรกฎาคม 2558)  มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลรวมทั้งสิ้น 4,621 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 59.05 ของจำนวนตำบล/เทศบาล/เขตทั่วประเทศ  โดยในปี 2551 การส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล มีจำนวนมากที่สุดถึง  เนื่องจากเครือข่ายองค์กรชุมชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้มีปริมาณเพียงพอและครอบคลุมในทุกพื้นที่  เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการขยายผล  โดยการสนับสนุนให้องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีการเชื่อมโยงขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนตามฐานประเด็นงานพัฒนาที่หลากหลาย  ได้ร่วมกันจัดกระบวนการในการรับรองกลุ่ม/องค์กรชุมชน  และจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล  ในขณะที่การส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในช่วงระหว่างปี 2552-2558 จะมีจำนวนลดลง  เนื่องจากต้องดำเนินการส่งเสริมจัดตั้ง  ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว รายละเอียดดังตารางที่ 1 

ตารางที่ 1  แสดงผลการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำแนกรายภาค ปี 2551 - 2558

ภาค

พื้นที่องค์กรปกครอง

ส่วนท้องถิ่นทั้งหมด

สภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว



รวม



2551-2555

2556

2557

2558

1.กรุงเทพฯ ปริมณฑล

207

138

18

11

3

170

2.กลาง

885

479

60

24

17

580

3.ตะวันตก

564

261

35

14

5

315

4.ตะวันออก

575

326

17

11

8

362

5.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง

947

343

62

37

65

507

6.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้

1,230

467

91

43

10

611

7.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

770

435

63

16

2

516

8.ใต้ตอนบน

559

270

41

14

44

369

9.ใต้ตอนล่าง

617

339

55

12

22

428

10.เหนือตอนบน

815

296

72

27

19

414

11.เหนือตอนล่าง

656

260

55

19

15

349

รวม

7,825

3,614

569

228

210

4,621



หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2558 กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ปฎิบัติการ (อปท.) 50 เขต

ด้านสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล  ซึ่งมีองค์ประกอบจาก (1) สมาชิกซึ่งเป็นผู้แทนของชุมชนหรือท้องถิ่นดั้งเดิมในแต่ละหมู่บ้านและผู้แทนชุมชนอื่นในตำบล  ที่ได้รับการคัดเลือกและมีจำนวนตามที่ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลกำหนด และ (2) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวนไม่เกินหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกตาม (1) จากจำนวนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งหมด 4,621 แห่ง มีจำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้น 156,976 คน หรือจำนวนสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลโดยเฉลี่ยแห่งละประมาณ 34 คน  โดยในปีงบประมาณ 2558  มีสมาชิก จำนวน 13,731 คน คิดเป็นร้อยละ 8.75 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดรายละเอียด  ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2  แสดงจำนวนสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลจำแนกรายภาค ปี 2551 - 2558

ภาค

จำนวนสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล (คน)



รวม

2551-2555

2556

2557

2558

1.กรุงเทพฯ ปริมณฑล

5,343

707

276

89

6,415

2.กลาง

15,784

2,378

799

953

19,914

3.ตะวันตก

8,727

1,201

493

400

10,821

4.ตะวันออก

11,221

589

325

280

12,415

5.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง

14,045

2,716

1,004

3,873

21,638

6.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้

11,345

1,520

342

3,221

16,428

7.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

15,342

2,125

569

653

18,689

8.ใต้ตอนบน

8,541

1,138

352

1,297

11,328

9.ใต้ตอนล่าง

8,549

1,183

352

931

11,015

10.เหนือตอนบน

10,219

1,715

695

1,575

14,204

11.เหนือตอนล่าง

11,079

1,877

694

459

14,109

รวม

120,195

17,149

5,901

13,731

156,976





หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2558









          ในส่วนของชุมชน/กลุ่ม/องค์กรชุมชน/เครือข่ายองค์กรชุมชนที่จดแจ้ง  ปรากฎว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 110,497 องค์กร โดยภาคเหนือตอนบนมีจำนวนชุมชนที่จดแจ้งมากที่สุด 16,693 องค์กร คิดเป็นร้อยละ 15.11 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จำนวน 13,209 องค์กร คิดเป็นร้อยละ 11.95รายละเอียดดังตารางและแผนภูมิที่ 3  ส่วนในปีงบประมาณ 2558 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้มีจำนวนชุมชน/กลุ่ม/องค์กรชุมชนจดแจ้งจัดตั้งมากที่สุด จำนวน 2,784 องค์กร คิดเป็นร้อยละ 30.52 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางจำนวน 1,872องค์กร คิดเป็นร้อยละ 20.52 และภาคเหนือตอนบน จำนวน 1,708องค์กร คิดเป็นร้อยละ 18.72 ของจำนวนองค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้ง



ตารางที่ 3  แสดงจำนวนชุมชน/กลุ่ม/องค์กรชุมชน/เครือข่ายที่จดแจ้งจำแนกรายภาค ปี 2551 – 2558

ภาค

สภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว

จำนวนชุมชน/กลุ่ม/องค์กรชุมชน/

เครือข่ายที่จดแจ้ง (องค์กร)



รวม



2551-2555

2556

2557

2558

1.กรุงเทพฯ ปริมณฑล

170

4,016

323

208

24

4,571

2.กลาง

580

9,247

1,226

463

638

11,574

3.ตะวันตก

315

5,145

432

167

60

5,804

4.ตะวันออก

362

10,678

386

192

210

11,466

5.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง

507

9,521

1,132

684

1,872

13,209

6.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้

611

7,890

1,317

690

2,784

12,681

7.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

516

8,663

1,059

239

633

10,594

8.ใต้ตอนบน

369

4,893

470

129

547

6,039

9.ใต้ตอนล่าง

428

5,977

513

151

370

7,011

10.เหนือตอนบน

414

13,161

1,450

374

1,708

16,693

11.เหนือตอนล่าง

349

8,546

1,533

499

277

10,855

รวม

4,621

87,737

9,841

3,796

9,123

110,497





หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2558



หากพิจารณาถึงประเภทของกลุ่ม/องค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้ง จากข้อมูลองค์กรชุมชนที่จดแจ้ง ทั้ง 110,497 องค์กร ปรากฏว่ามีการจดแจ้งกลุ่ม/องค์กรชุมชนด้านสวัสดิการชุมชน มากที่สุดถึง31,967องค์กร คิดเป็นร้อยละ 28.93 ของจำนวนกลุ่ม/องค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้ง  รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจชุมชน/อาชีพ ร้อยละ 28.29 และองค์กรการเงิน ร้อยละ 26.38 ตามลำดับ รายละเอียดดังตารางที่ 4









ตารางที่ 4  แสดงประเภทของกลุ่ม/องค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้งจำแนกรายภาค ปี 2551 – 2558

ภาค

ประเภทองค์กรชุมชน

รวม (องค์กร)

ธุรกิจชุมชน

/อาชีพ

วัฒนธรรม

ภูมิปัญญา

สวัสดิการชุมชน

องค์กรการเงิน

สิ่งแวดล้อม/ทรัพยากร

สื่อชุมชน

องค์กรทางสังคม

เครือ

ข่าย

อื่นๆ

1.กรุงเทพฯปริมณฑล

664

122

1,418

1,021

804

12

14

355

16

4,571

2.กลาง

2,958

290

4,828

2,305

656

16

26

427

68

11,574

3.ตะวันตก

1,820

158

1,625

1,311

392

17

27

373

81

5,804

4.ตะวันออก

3,203

229

3,196

3,307

882

36

31

542

40

11,466

5.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

5,230

736

2,722

3,083

490

107

337

460

44

13,209

6.ตะวันออกเฉียงเหนืแตอนกลาง

3,650

413

2,761

4,473

837

9

84

422

32

12,681

7.ตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้

3,390

294

1,983

3,766

804

10

35

292

20

10,594

8.ใต้ตอนบน

1,417

280

2,081

1,250

419

207

132

233

20

6,039

9.ใต้ตอนล่าง

1,389

357

2,006

2,409

243

22

20

561

4

7,011

10.เหนือตอนบน

4,720

327

6,597

2,586

932

93

115

1,313

10

16,693

11.เหนือตอนล่าง

2,824

107

2,750

3,636

419

15

22

1,663

61

10,855

รวม

31,265

3,313

31,967

29,147

6,878

544

843

6,641

396

110,497

หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2558

               องค์กรทางสังคม ได้แก่  กลุ่มผู้สูงอายุ  กลุ่มฌาปนกิจ  กลุ่มพัฒนาสตรี  กลุ่มเยาวชน  ศูนย์สงเคราะห์ 

   กองทุนช่วยเหลือ  กลุ่มต่อต้านยาเสพติด  กลุ่มอสม.  กลุ่มอปพร.  กลุ่มผู้ป่วย/ผู้พิการ



 
 
2. ผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล



 









               นอกจากการเติบโตและขยายผลการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในเชิงปริมาณข้างต้น ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชน ยังมีการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2558 มีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งขึ้นในช่วงปี 2551 – 2558 จำนวน 4,621 แห่ง จัดส่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปี จำนวน 1,922 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 41.59 ของจำนวนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งทั้งหมด  ซึ่งจากการรายงานพบว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลส่วนใหญ่สามารถจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละสี่ครั้งตามที่พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 19 ได้บัญญัติไว้  

               ในส่วนของการดำเนินการตามบทบาทภารกิจมาตรา 21 ซึ่ง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้สภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการจำนวน 12 ด้าน จากการรายงานปรากฏว่า  สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถเสนอชื่อผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อไปร่วมประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนสองคนมากที่สุด  จำนวน 1,301 แห่ง  ซึ่งไม่แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา อาจเนื่องมาจากเป็นภารกิจหลักที่สภาองค์กรชุมชนตำบลต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานกับที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล  ในส่วนของบทบาทภารกิจอื่นที่เหลืออีก 11 ข้อ  พบว่ามีสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ได้จัดส่งรายงาน และมีการดำเนินการตามบทบาทภารกิจตามที่กฎหมายกำหนด





ตารางที่ 5 ผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลตามมาตรา 21

บทบาทภารกิจตามมาตรา 21

จำนวน (แห่ง)

1.         ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ

1,283

2.         ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐในการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

1,175



3.         เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจรวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

1,107

4.         เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

1,096

5.         เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขหรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

982

6.         จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัยคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการ ต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย

945



7.         ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็งและสมาชิกองค์กรชุมชนรวมตลอดทั้งประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

1,077

8.         ประสานและร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตำบลอื่น

1,094

9.         รายงานปัญหาและผลที่เกิดขึ้นในตำบลอันเนื่องจากการดำเนินงานใดๆขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ โดยรายงานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

913



10.      วางกติกาในการดำเนินกิจการของสภาองค์กรชุมชนตำบล

1,284

11.      จัดทำรายงานประจำปีของสภาองค์กรชุมชนตำบลรวมถึงสถานการณ์ด้านต่างๆ ที่เกิดในตำบล เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบ

1,270

12.      เสนอชื่อผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อไปร่วมประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนสองคน

1,301















3. บทบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนในรอบปีที่ผ่านมา



 
              



               ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งและพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชนตำบล ทั้งนี้ ในช่วงปี 2558  นอกจากการสนับสนุนการจัดตั้งและการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว สถาบันฯ ยังได้มีการสนับสนุนการดำเนินงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนสามารถดำเนินการได้ตามเจตนารมณ์ และบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้

3.1 การส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชน

1)    การส่งเสริมการขับเคลื่อนและปฏิบัติการระดับตำบล  เป็นกระบวนการพัฒนายกระดับการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนมาตรา 21 เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นตำบลจัดการตนเอง  โดยได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่ประกอบด้วย       

(1) มีระบบข้อมูลที่แสดงให้เห็นตัวตน รู้จักตนเอง(ข้อมูลสภาองค์กรชุมชน ,ข้อมูลพื้นที่ และ
    รูปธรรมการขับเคลื่อนงานประเด็นต่าง ๆ ที่หลากหลาย)


(2) มีกติกาตำบล เรื่อง การทำงาน การบริหาร การประชุมฯลฯ

(3) มีแกนนำขับเคลื่อนอย่างน้อย 5-10 คน

(4) มีกลุ่ม องค์กร ชุมชนจดแจ้งหลากหลายครอบคลุมทุกพื้นที่

(5) มีการเชื่อมโยง ประสานภาคีท้องที่ ท้องถิ่น สนับสนุนการทำงาน 

               (6) มีระบบการสื่อสารภายในภายนอก(มีรายงานผลการดำเนินงานประจำปี  ประชาสัมพันธ์
                   ผลงานสภา)


(7) มีการจัดทำแผนพัฒนาสภาองค์กรชุมชน

(8) มีการทำแผนพัฒนาภาคประชาชนตำบล/แผนชุมชน และประสานแผน/ข้อเสนอ แก้ไข
    ปัญหาและพัฒนาชุมชน กับหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น


(9) มีข้อบัญญัติท้องถิ่น/ธรรมนูญตำบลเพื่อการจัดการตนเอง

        ความคืบหน้าในการส่งเสริมการขับเคลื่อนพื้นที่ปฏิบัติการสภาองค์กรชุมชนตำบลจัดการตนเอง  ได้มีการคัดเลือกพื้นที่ปฏิบัติการสภาองค์กรชุมชนตำบลจัดการตนเองนำร่อง ในระดับภาคย่อย ภาคละ 10 ตำบล เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลตามตัวชี้วัด โดยจะมีการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานพื้นที่ตำบลนำร่อง  ถอดองค์ความรู้การขับเคลื่อนงานตำบลรูปธรรมภาคย่อยละ 2 ตำบลด้วย และจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนงานตำบลรูปธรรมของผู้ปฏิบัติงานด้วย เพื่อค้นหาปัจจัยแห่งความสำเร็จของการขับเคลื่อนงาน ข้อค้นพบ และปัญหาอุปสรรคของการขับเคลื่อนงานสร้างพื้นที่รูปธรรมของสภาองค์กรชุมชนตำบล

         2)การส่งเสริมจังหวัดนำร่องสภาองค์กรชุมชนสู่การปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก  คณะกรรมการดำเนินการตามมติของที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ได้มีมติให้มีการสนับสนุนส่งเสริมจังหวัดนำร่องจัดการตนเองโดยสภาองค์กรชุมชนต่อเนื่องจาก ปี 2557 ซึ่งในปี 2558 ได้รับการสนับสนุนจาก พอช.ให้มีพื้นที่จังหวัดนำร่องขยายเพิ่มขึ้นอีก 7 จังหวัด โดยมีตัวชี้วัดของจังหวัดนำร่องจัดการตนเองโดยสภาองค์กรชุมชน ดังนี้

       (1) มีตำบลจดแจ้งที่กระจายครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 80 ของตำบลทั้งหมด

       (2) มีระบบข้อมูลสภาฯ และข้อมูลพื้นที่

       (3) มีการเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่าย

       (4) มีระบบการหนุนเสริมเชื่อมโยงสภาองค์กรชุมชนตำบล

       (5) มีแกนนำเชิงการเปลี่ยนแปลง 30-50 คน

       (6) มีกติกา การทำงาน การบริหาร การประชุม การสื่อสารภายในภายนอก ฯลฯ

       (7) มีการประสาน เชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชน ภาคีภาครัฐ ท้องถิ่น ในจังหวัด

       (8) มีการประสานแผนพัฒนาภาคประชาชนตำบล จัดทำเป็นแผนพัฒนาภาคประชาชนจังหวัด
                 และประสานแผนกับยุทธศาสตร์จังหวัด


       (9) มีธรรมนูญจังหวัดเพื่อการจัดการตนเอง

               ทั้งนี้ ปี 2558 สถาบันฯ ได้จัดสรรกรอบงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่องจังหวัดละไม่เกิน 200,000 บาท  โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้เกิด คือ  1)มีการเชื่อมแผนชุมชนกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด  2) สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางเชื่อโยงภาคี ขบวนองค์กรชุมชน เกิดสภาพลเมืองของจังหวัด  3) มี “ธรรมนูญจังหวัด” นำไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง รวมทั้งสถาบันฯ ได้จัดทีมเฉพาะกิจสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ซึ่งมีภารกิจสนับสนุนจังหวัดนำร่องเป็นภารกิจสำคัญทั้ง 11 ภาคย่อย

         3.2 จัดทำทิศทางการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ปี 2558 เนื่องจากปี 2558 เป็นปีแห่งการปฏิรูป เพื่อให้การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนมีความชัดเจน สถาบันฯได้จัดทำทิศทางการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ปี 2558 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประสานพลังและสนับสนุนการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ โดยมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย

ทิศทาง: สภาองค์กรชุมชนมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศไทยจากฐานรากเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

แนวทางสำคัญ

1. สนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

2. สนับสนุนการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนเป็นสภาพลเมืองและกลไกคู่ขนานกับการปฏิรูป

3. สนับสนุนการปรับปรุงและแก้ไข พรบ.สภาองค์กรชุมชนให้เป็นองค์กรที่สามารถจัดทำแผนและ

   เสนอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลได้โดยตรง

4. สนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น สสส., สช., สกว., กปร. ,ประชาสังคม

   และกองทุนสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนและชุมชน   

   ท้องถิ่นในระดับพื้นที่ (ตำบล/จังหวัด/ภูมินิเวศน์)

5.พัฒนาศักยภาพคนทำงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน (เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
          ชุมชน
, ผู้ประสานงานสภาองค์กรชุมชนระดับภาค และ จนท.สำนักสภาฯ ) 
          6. สนับสนุนกลไกการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน (คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน,
          คณะกรรมการดำเนินการ
, คณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนระดับภาค)

โดยได้มีการสนับสนุนให้คณะกรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชน นำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานรากนำเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์การปฏิรูป การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ สนับสนุนขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนในสถานการณ์การปฏิรูป อาทิ การจัดเวทีระดับภาคระดมความคิดเห็นเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชนและภาคี และ เวทีส่วนกลาง ติดตามสถานการณ์และให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะต่อรัฐธรรมนูญใหม่ ประเด็นการกระจายอำนาจ สิทธิชุมชน สมัชชาพลเมือง รวมทั้ง ได้สนับสนุนการประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนา อาทิ สภาพัฒนาการเมือง ตั้งคณะทำงานประสานความร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชน

        3.3 การจัดกลไกสนับสนุนการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน สถาบันฯ ได้นำเรื่องสำคัญของสภาองค์กรชุมชนเข้าหารือในคณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ทั้งในเรื่องผลการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งที่ 2/2557 การขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนในสถานการณ์การปฏิรูป  การพัฒนาศักยภาพแกนนำสภาองค์กรชุมชน การติดตามประเมินผล การยุบเลิกสภาองค์กรชุมชนตำบล ฯลฯ

                 3.4 การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนธันวาคม- ปัจจุบัน สถาบันฯได้สนับสนุนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์งานสภาองค์กรชุมชน โดยมีผลการดำเนินงานตามแผนงานดังกล่าวที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีดังนี้

                       3.4.1  เผยแพร่ข่าวและผลการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนในปี 2557 รวมถึงสภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูป มีพื้นที่รูปธรรม ผ่านสื่อโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ช่อง 3, T-news, The nation, วิทยุแห่งประเทศไทย วิทยุชุมชนท้องถิ่น ข่าวชุมชน และสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์สถาบันและเว็บไซต์สาธารณะ เช่น สำนักข่าวอิสรา ไทยรัฐออนไลน์ ฯลฯ รวม 70 ครั้ง

3.4.2  สนับสนุนการผลิตสื่อ โดยการจัดพิมพ์ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน จำนวน 10,000 เล่ม

3.4.3  จัดพิมพ์หนังสือ คู่มือการรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน จำนวน 2,500 เล่ม

3.4.4 จัดพิมพ์หนังสือ คู่มือการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนตำบลที่สมาชิกครบวาระ 4 ปี จำนวน3,000 เล่ม

3.4.5  จัดพิมพ์หนังสือ คู่มือการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวน 5,000 เล่ม

3.4.6  สนับสนุนการจัดประชุมในระดับชาติ ปี 2558 โดยจัดทำนิทรรศการและการ

                              ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ 

3.5   การจัดทำทะเบียนกลางเกี่ยวกับสภาองค์กรชุมชน ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจัดตั้ง

ชุมชน/กลุ่ม/องค์กร และสภาองค์กรชุมชนตำบล ลงในฐานข้อมูลสภาองค์กรชุมชน พร้อมทั้งออกใบรับรองการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ของเอกสาร ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนที่มีการบันทึกในระบบฐานข้อมูลสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งสิ้น 4,621 แห่ง จำนวนองค์กรสมาชิก 110,497 องค์กร จำนวนสมาชิก 156,976 คน นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโปรแกรมสภาองค์กรชุมชนให้สามารถใช้งานได้สอดคล้องกับความต้องการเพิ่มมากขึ้น

3.6   การประเมินผลสภาองค์กรชุมชนปี 2558 สถาบันฯได้จัดจ้างคณะพัฒนาสังคมและ

สิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ประเมินผลสภาองค์กรชุมชนทุกระดับ เพื่อนำผลมาใช้ในการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป โดยได้มีการจัดเก็บตัวอย่างทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพในพื้นที่ตำบล จังหวัด รวม 11 ภาค รวมทั้ง จัดเก็บข้อมูลกลไกกลางสภาองค์กรชุมชน ซึ่งสถาบันฯได้สนับสนุนการจัดกระบวนการกลุ่มในพื้นที่ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วย

3.7   การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ ในปีงบประมาณ 2558  พอช.ได้จัดสรรงบประมาณ

ตามโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 110.66 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน ทั้งการส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล การพัฒนาคุณภาพของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว  การประชุมในระดับตำบล จังหวัด ภาค และสนับสนุนกลไกการดำเนินงานและการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล   





4. บริบทสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง







 





           5.1 การแก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 2/2558 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557 ได้เห็นชอบให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกของชุมชน ที่มีการบริหารงานที่คล่องตัว มีความเป็นอิสระ มีขีดความสามารถในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนชุมชนให้เข้มแข็งจัดการตนเองได้ โดยมีเนื้อหาที่จะแก้ไขเพิ่มเติม 8 ประเด็นซึ่ง คณะกรรมการดำเนินการ  และสำนักสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน  ได้ประสานการแก้ไขกฎหมายนี้ต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และได้มีการนำเรื่องการแก้ไขกฎหมายสภาองค์กรชุมชน ไปเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการปฏิรูประบบเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ที่ประกอบด้วย การจัดการชุมชน การจัดการทรัพยากรและทุนชุมชน สัมมาชีพชุมชน และ สวัสดิการชุมชน และ นำเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 และ ได้รับความเห็นชอบรายงานการปฏิรูประบบฯโดยให้นำความเห็นที่ประชุมไปปรับปรุงรายงานฯ และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

           5.2 ในช่วงสถานการณ์การปฏิรูปปี 2558 สภาองค์กรชุมชน และ สภาพัฒนาการเมือง ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อติดตาม ผลักดัน ๑) การพัฒนาคน/โรงเรียนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ๒) การขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง/กระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ๓) เสนอหลักการเรื่องชุมชนในรัฐธรรมนูญ ๔) สิทธิชุมชน/สิทธิเสรีภาพพลเมือง ๕) ปฏิรูปการเมือง การปกครอง”เพิ่มอำนาจประชาชน” โดยได้มีการประสานความร่วมมือจัดทำแถลงการณ์ แสดงจุดยืน และ ยื่นความเห็นต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในเรื่องการกระจายอำนาจ สิทธิชุมชน สมัชชาพลเมือง และการปฏิรูปการเมือง การปกครอง รวมทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็น ประสบการณ์การขับเคลื่อนจังหวัดนำร่อง การพัฒนาคน เพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกันในระยะต่อไป

5. พื้นที่รูปธรรมตำบลจัดการตนเองโดยสภาองค์กรชุมชน





 



         

                   “ปฏิบัติการตำบลจัดการตนเอง” เป็นกระบวนการพัฒนายกระดับการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 มาตรา 21 เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นตำบลจัดการตนเองโดยมีเกณฑ์ในการพิจารณา คือ เป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจดแจ้งจัดตั้งกลุ่ม/องค์กรชุมชนครอบคลุมทั้งตำบล มีแกนนำในการขับเคลื่อนงาน  มีการทำกิจกรรมในพื้นที่ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคีพัฒนาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตำบล โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายตำบลและจัดทำแผนขับเคลื่อนงานร่วมกันของคนในพื้นที่



          การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลโดยส่วนใหญ่ จะเริ่มจากการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเชื่อมโยงประเด็นปัญหา/ความเดือดร้อนเดิมที่ประชาชนในพื้นที่ประสบอยู่ เช่น ปัญหาการผลิต ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดินทำกิน ฯลฯ หรือการใช้ฐานกลุ่ม/กิจกรรมการพัฒนาที่มีการดำเนินการอยู่แล้วในระดับชุมชน/หมู่บ้าน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพต่างๆ ฯลฯ ในการเชื่อมโยงให้เกิดกระบวนการในระดับตำบล โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลจนสามารถเชื่อมโยงคน/กลุ่ม/องค์กรชนชนต่างๆ ในตำบลหรือประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความเดือนร้อน/พัฒนาชุมชนท้องถิ่นในด้านต่างๆ จากนั้นจึงมีการขยายผลสู่การดำเนินงานด้านอื่น ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากพื้นที่รูปธรรมการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลในหลายแห่ง



          กล่าวได้ว่า การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อการจัดการตนเองโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีพูดคุยที่ทุกคนสามารถนำเรื่องทุกเรื่อง ทั้งปัญหาและการพัฒนามาถกเถียงแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและการพัฒนาวางแผน  หรือกำหนดอนาคตของชุมชนท้องถิ่นโดยคนในชุมชนเป็นแกนหลัก และที่สุดของความร่วมมือกันขับเคลื่อนปฏิบัติการตำบลจัดการตนเอง ได้ทำให้ชุมชนตำบลเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญใน 3 ประการ ประการแรกคือ เปลี่ยนแปลงในเชิงกลุ่มองค์กร ประการต่อมาคือ ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบุคคลนั่นคือตัวชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น และประการสุดท้ายคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงประเด็นงานพัฒนาในพื้นที่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงประเด็นงานพัฒนาในพื้นที่ตำบลจัดการตนเองโดยสภาองค์กรชุมชน ได้สะท้อนรูปธรรมที่เป็นผลการดำเนินงานของชุมชนท้องถิ่นจากการมีสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักขับเคลื่อนปฏิบัติการชุมชนท้องถิ่นจัดการตน ในหลายพื้นที่สามารถเป็นตัวอย่างพื้นที่รูปธรรมการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จในประเด็นงานที่หลากหลาย อาทิ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินโดยชุมชนเป็นแกนหลัก การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนให้เป็นฐานของระบบสังคมสวัสดิการ ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการเกษตร และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง เป็นต้น



1.สภาองค์กรชุมชนตำบลรูปธรรมชุมชนเมือง

 สภาองค์กรชุมชนตำบลในเมืองอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

          เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฏีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองในปีพ.ศ. 2479  มีพื้นที่เขตเทศบาลรวม 4.5 ตารางกิโลเมตรมีการแบ่งเขตชุมชนออกเป็น 3  เขต 20 ชุมชน ภายในพื้นที่ตำบลในเมืองมีลักษณะเป็นชุมชนเมืองกึ่งชนบท คนในพื้นที่มีอาชีพหลากหลาย ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง พนักงานร้านค้า/ห้างสรรพสินค้า งานราชการ และอื่นๆ คนในพื้นที่ตำบลในเมืองจึงมีทั้งคนที่อาศัยอยู่เดิมและคนที่ย้ายมาเพื่อทำงาน ดังนี้เอง ย่อมเกิดปัญหามากมายในความเป็นชุมชนเมืองนั่นคือ ปัญหเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ขยะมูลฝอย และปัญหาความแออัดของที่อยู่อาศัยซึ่งในเขตพื้นที่ตำบลในเมือง ซึ่งปัจจุบันได้เกิดชุมชนแออัดขึ้นมา 2 ชุมชน คือ ชุมชนริมคลองวัดบูรพาภิราม และชุมชนวัดเหนือ ผลพลอยของปัญหาต่อมาคือยาเสพติด การลักเล็กขโมยน้อย ปัญหาขาดที่อยู่อาศัย ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินนอกระบบที่พบว่ามีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมชุมชนเปลี่ยนไปในแบบพึ่งพากันไม่ค่อยได้ รวมถึงวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามถูกมองข้ามความสำคัญไป



          อีกด้านหนึ่งในเขตตำบลในเมืองมีการจัดตั้งกลุ่ม และองค์กรต่างๆ ขึ้นมามากมายทั้งหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานเอกชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์,กลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ, กลุ่มผู้เลี้ยงโค, กลุ่มปลาร้าบอง, กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นบ้าน, กลุ่มแตรวง, กลุ่มผู้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ, กลุ่มผู้ผลิตหมวกยางพารา, กลุ่มร้อยมาลัย และกองทุนสวัสดิการ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีทั้งที่ได้ยุบเลิกไปและยังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนหนองหญ้าม้า เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด และกลุ่มกองทุนสวัสดิการตำบลในเมือง ซึ่งทั้งสองกลุ่มดังกล่าว มีการดำเนินงานที่ประสบความมสำเร็จอย่างมาก โดยกิจกรรมสำคัญคือส่งเสริมให้สมาชิกออมทรัพย์ และจัดให้มีเงินกู้แก่สมาชิกตามข้อกำหนดอันควร อีกทั้ง จัดสรรกำไรเพื่อพัฒนาคุ้มและช่วยเหลือสมาชิกตามความจำเป็น เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการจัดการตนเองของคนในตำบล



          ขณะที่ สภาองค์กรชุมชนตำบลในเมือง เกิดจากการปรึกษาหารือกันของกลุ่มแกนนำคนในพื้นที่ เพื่อหาทางจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นโดยมุ่งหวังการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือให้ประชาชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมสนับสนุนสืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณี  ส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นคิดเป็น ทำเป็น มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดของตนร่วมกับกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ต่อมา เมื่อมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับตำบล มีปราชญ์ชาวบ้าน และผู้นำที่เป็นทางการร่วมผลักดันการขับเคลื่อนงานสภาฯ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จึงแล้วจึงมีกลุ่ม องค์กรต่างๆ ในพื้นที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนจำนวนมาก



           รูปธรรมการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลในเมือง คือการนำข้อมูลองค์กรชุมชนที่จดแจ้งมาดูด้วยกัน/วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน ปรึกษาหารือปัญหาชุมชน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาหนี้สิน เรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องที่อยู่อาศัย การจัดการที่ดิน การพัฒนาเกษตรยั่งยืน ทั้งวางแผนการทำงานสภาฯ ในทุกๆ เรื่องที่คณะกรรมการเสนอในที่ประชุมเพื่อดำเนินการแก้ไขและปรับปรุง และนำไปสู่การวางแผนการดำเนินการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ครอบคลุมทุกชุมชน เพื่อส่งเสริมการมีสวัสดิการด้านการเงินภายในชุมชน ด้วยกลไกระบบการทำงาน ระบบงบประมาณ การจัดการประชุมสภาฯ ที่ดี ประกอบกับได้มีการวางกติกาในการดำเนินกิจการสภาฯ จัดทำรายงานประจำปีของสภาองค์กรรวมถึงสถานการณ์ด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตำบล เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบครอบคลุมทั้งตำบล ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่ตำบลในเมืองเห็นความสำคัญและเกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของศูนย์ประสานงานร่วมขององค์กรชุมชนตำบลและกองทุนเพื่อการพัฒนาตำบล



2.มติร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ

 โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

ตำบลว่าโคกพระเจดีย์ ตั้งชื่อตามชื่อวัดที่ตั้งขึ้นตามสภาพทั่วไปของตำบลพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ดินดีมีธาตุอาหารสมบูรณ์ อีกทั้งมีลำคลองธรรมชาติในชุมชนไหลผ่าน 22 คลอง มีปริมาณน้ำเต็มคลองตลอดทั้งปี ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด และเป็นแหล่งอาหารให้กับคนในชุมชนมาช้านานเป็นวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเองบนพื้นฐานความเป็นธรรมชาติ ปัจจุบัน ตำบลโคกพระเจดีย์มีเขตการปกครองออกเป็น 4 หมู่บ้าน อาชีพส่วนใหญ่ของคนในตำบลคือทำสวน เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง อย่างไรก็ดี ความเจริญของยุคสมัยมีผลทำให้วิถีชีวิตของชาวตำบลโคกพระเจดีย์มีความเปลี่ยนแปลง เช่น นิยมหันมาใช้ปุ๋ยเคมี/สารเคมีในการทำเกษตร ชาวบ้านบางส่วนเริ่มขายที่ดินให้นายทุน และเปลี่ยนอาชีพไปเป็นคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ปัญหามลพิษจากต้นเหตุคือโรงงานอุตสาหกรรมได้ทวีความรุนแรงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหาการเงินและหนี้สิน ล้วนส่งผลให้ความเอื้ออาทรต่อกันลดลง สิ่งแวดล้อมถูกทำลายรวมถึงวัฒนธรรมเปลี่ยนประเพณีดีงามเริ่มหายไป



          เมื่อปี พ.ศ. 2551 ได้เกิดวงสนทนาถึงปัญหาดังกล่าวและได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มนักเคลื่อนไหวพัฒนาสังคม” มีสมาชิกเข้าร่วมจากทุกหมู่บ้านในตำบล ตั้งเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อการพึ่งพาตนเอง เริ่มต้นโดยการรวบรวมข้อมูลชุมชนเพื่อนไปสู่การแก้ไขปัญหานำ เช่น แผนครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย แผนชุมชน และได้เข้าร่วมเสนอแผนพัฒนาตำบลในนามกลุ่มองค์กรที่จัดตั้งขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ กระทั่งปี 2552 ได้มีการขับเคลื่อนให้เกิดสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ขึ้น



สภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์พื้นที่กลางในการจัดการปัญหาร่วมของคนในชุมชนให้ทำงานร่วมกับ อบต. ภาคีที่เกี่ยวข้องได้เสริมหนุนศูนย์การเรียนรู้ สื่อความรู้ให้ขยายผลองค์ความรู้ลงสู่ชุมชนและเครือข่ายส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประเพณี การรักษาสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำคูคลอง ขยายผลการทำงานของกลุ่มอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน โดยมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้คนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของชุมชน รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงาน ท้องที่ ท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบและกลไกการทำงานร่วมกัน ที่โดดเด่นคือเรื่องการฟื้นฟู และรักษาสภาพของคลองให้ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ อนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงการแก้ไขปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในพื้นที่ตำบล ในชื่อโครงการ ชุมชนร่วมใจจัดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน”ภายใต้การดำเนินกิจกรรมโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล



นับได้ว่าความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ ส่วนหนึ่งมาจากการมีสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางในการเชื่อมทั้งระดับนโยบายและระดับชุมชนให้มีแนวทางในการดำเนินงานไปพร้อมกันโดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเมืองท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมทำงานให้ชุมชน โดยตั้งเป็นที่ปรึกษาของสภาองค์กรชุมชนตำบล มีกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักการแก้ไขปัญหาโดยการพึ่งพาตนเอง

ประกอบกับการมีทุนทางสังคมเดิมคือการรวมตัวเป็นกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มจักสาน กลุ่มเกษตรกร หรือการรวมตัวกันเป็นกลุ่มสวัสดิการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกันมาก่อน



3.ตำบลเวียงคุก ตำบลแห่งการจัดการน้ำชุมชน

สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุก 

          ตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีเนื้อที่ 11,406 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองหนองคาย เป็นที่ราบลุ่มและที่ดอนยาวไปตามลำน้ำโขงแบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านนาเหล่า หมู่ที่ 2 บ้านเวียงคุกใต้ หมู่ที่ 3 บ้านเวียงคุกกลาง หมู่ที่ 4 บ้านเวียงคุกเหนือ หมู่ที่ 5 บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ที่ 6 บ้านไผ่สีทอง หมู่ที่ 7 บ้านเวียงชัย หมู่ที่ 8 บ้านเวียงแก้ว อาชีพของชาวเวียงคุกส่วนใหญ่ทำการเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ เช่นทำนา ยาสูบ ข้าวโพด มะเขือเทศ แตงกวา และพืชผักต่างๆ เนื่องจากมีสภาพพื้นที่ที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง ทำให้พื้นที่ตำบลเวียงคุกเป็นพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์พอสมควรใน ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาน้ำหลากพื้นที่ตำบลเวียงคุกมักประสบกับปัญหาน้ำท่วม ขณะที่บางพื้นที่ของตำบลกลับมีปัญหาน้ำแล้งขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภค



          ในปี 2552 สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุกซึ่งเกิดจากกลุ่มองค์กรชุมชน 22 องค์กร ที่ต้องการสร้างพื้นที่กลาง ในการจัดการแก้ไขปัญหาของชุมชนร่วมกัน ได้ร่วมกับขบวนจังหวัดหนองคายและเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทั้งในเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชน การจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก อันเกิดจากภาวะผิดปกติของแม่น้ำโขงเพื่อหาทางจัดการปัญหาเรื่องน้ำ โดยในปี พ.ศ. 2553 – 2554ได้จัดทำโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วมในเขตพื้นที่นอกเขตชลประทานเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) หรือ สสนก.  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้การสนับสนุน บทบาทของสภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุก คือได้เลือกหมู่บ้านพื้นที่นำร่องเพื่อขุดลอกคลองชักน้ำเข้าสู่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าซึ่งต่อมาได้รับอนุมัติโครงการ “ขุดลอกคลองชักน้ำ” จาก สสนก. และต่อมาในปี 2555สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุกได้เสนอแผนงานโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ทำให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุกมีความมั่นใจในการพัฒนาระบบการจัดการน้ำชุมชนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เป้าหมายเพื่อจัดสวัสดิการแก่คนในชุมชน และแก้ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบของคนในพื้นที่ตำบล ก็เป็นอีกเป้หมายหนึ่งที่สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุกได้มีการขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง



          จากการดำเนินงานของตำบลเวียงคุกที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ทำให้เกิดรูปธรรมการแก้ไขปัญหากับชุมชนมากมายเช่น ที่โดดเด่นคือการขุดลอกและเชื่อมต่อแหล่งน้ำ ทำให้เกิดการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลัก แก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน นอกจากนี้ จากการขุดลอกและพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่ทำให้เกิด “วังบัวแดง” ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แห่งใหม่ เกิดการสร้างอาชีพรายได้ให้กับคนในชุมชนจากการท่องเที่ยวในมิติของการสร้างความร่วมมือ ชุมชนก็สามารถสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายทั้งระดับพื้นที่เช่น อปท. ในพื้นที่ อำเภอ จังหวัด และหน่วยงานภาคีอื่นเช่น สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้นรวมถึงหน่วยงานทหารที่จะเข้ามาสนับสนุนให้ตำบลเวียงคุกเป็นพื้นที่ต้นแบบของการจัดการน้ำชุมชนอีกด้วย



ในการดำเนินงานระยะต่อไป สภาองค์กรชุมชนตำบลเวียงคุกได้กำหนดแผนที่จะพัฒนางานด้านการเกษตรของคนในชุมชนโดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับพื้นที่ตำบลเวียงคุก ซึ่งขณะนี้ ได้เริ่มกิจกรรมจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูประถัมภ์ อีกทั้ง มีแผนที่จะดำเนินการสร้างเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชน โดยขยายออกไปอีก 5 ตำบลข้างเคียง ได้แก่ ตำบลบ้านเดื่อ อ.ท่าบ่อ ตำบลพระธาตุบังพวน อ.เมือง ตำบลปะโค อ.เมือง และตำบลเมืองหมี อ.เมือง ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนทั้งระบบ



4.บทเรียนการจัดการความรู้พื้นที่รูปธรรมสภาองค์กรชุมชนตำบล

กรณี “ตำบลท่าผาปุ้ม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          บริเวณอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนดั้งเดิมซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีชาวไทยใหญ่(เงี้ยว) เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรก ต่อมามีชาวพื้นเมืองซึ่งอพยพมาจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เข้ามาอาศัยเพิ่ม และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งหนีภัยสงครามจากพม่าเข้ามาอาศัยอยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่ม บริเวณตำบลท่าผาปุ้ม เป็นตำบลหนึ่งที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ณ ปัจจุบันมีจำนวน 8 หมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงหรือปกาเกอญอ และกลุ่มคนพื้นเมืองบางส่วน ประชากรส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ราบหุบเขา ในพื้นทีป่าต้นน้ำที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไปและดำรงชีวิตโดยการพึ่งพาธรรมชาติ



          ปัจจุบัน การบุกรุกใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชากรในพื้นที่ได้ถูกแก้ไขโดยใช้นโยบายเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้มได้กำหนดขึ้น นโยบายดังกล่าวเป็นที่มาของ “แผนแม่บทชุมชนการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน “ เพื่อจัดทำแนวเขตพื้นที่ทำกินในปี 2549 และได้ขยายโครงการสู่พื้นที่ทั้ง 5 หมู่บ้านในเวลาต่อมา ในปี 2553 แกนนำชุมชน คสข.มส และสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าผาปุ้ม ได้มีการผลักดันเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน ผ่านกระบวนการจัดทำเป็นข้อ “บัญญัติตำบลผังชุมชนตำบลท่าผาปุ้ม” โดยความร่วมมือสถาบันพัฒนานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้ม กระทั่งได้ประกาศใช้ใน วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้มได้อยู่ในฐานะของกลไกประสานงานหลักของกลุ่มองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอนโซนใต้ในการเสริมศักยภาพเครือข่ายตำบลจัดการตนเอง และเชื่อมโยงไปสู่ระดับจังหวัด



          บนรูปธรรมการดำเนินงานจัดการตนเองในวิถีของคนตำบลท่าผาปุ้ม ที่ประกอบด้วยประชากรสองกลุ่ม คือ กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอและกลุ่มคนเมือง ต่างมีวิถีชีวิต มีความเชื่อและมีภูมิปัญญาอยู่บนรากฐานของการพึ่งพาซึ่งกันแหละกัน และมีวัฒนธรรมประเพณีที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะโดดเด่นในพิธีกรรม ดังนั้นกระบวนการทำงานของคนตำบลท่าผาปุ้มจึงยึดหลัก “คน/ประชาชน” เป็นหลักในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการจัดการสู่การจัดสรรเชิงระบบตามวิถีชีวิต ความเชื่อและภูมิปัญญาของตนในการจัดการปัญหาชุมชนด้านสุขภาพ ด้านสังคม  ด้านเศรษฐกิจและด้านทรัพยากรตามลำดับ ประกอบด้วยการจัดการใน 6 ระบบ/ประเด็น ได้แก่ 1) ระบบทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน”ผังชุมชน”บ้านแม่กวางเหนือ บ้านแม่สะกั๊วและบ้านท่าผาปุ้ม ป่าชุมชนบ้านแม่เตี๋ย กองทุนธนาคารที่ดินตำบลท่าผาปุ้ม เป็นต้น  2) ระบบสุขภาพชุมชน เช่น ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าผาปุ้ม กลุ่มกิจกรรมวันพุธ ชมรมผู้สูงอายุบ้านแม่เตี๋ย เป็นต้น 3) ระบบสวัสดิการชุมชน เช่น 4) ระบบเด็กและเยาวชน เช่น กลุ่มอาสาต้นกล้าเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม กองทุนแม่พิมพ์แห่งไพร กลุ่มก่อไผ่ใบตองเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  5) ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลท่าผาปุ้ม กลุ่มน้ำส้มควันไม้ กลุ่มผู้ทำนาบ้านแม่กวางเหนือ (ข้าวปลอดสาร) กลุ่มอินทรีย์สามหมอก เป็นต้น 6) ระบบเศรษฐกิจชุมชน เช่นกลุ่มผลิตข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ กลุ่มทอผ้าบ้านห้วยผึ้ง  กลุ่มจักรสานผู้สูงอายุบ้านท่าผาปุ้มและบ้านใหม่พัฒนา เป็นต้น โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าผาปุ้ม มีส่วนร่วมเป็นกลไกหนุนเสริมการบริหารจัดการตำบลจากหลายฝ่ายทั้งท้องถิ่น คือองค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้มและองค์กรชุมชนต่าง



5.“ธรรมนูญสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานสู่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน”

สภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลาน

          ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล มีพื้นที่ทั้งหมด 12.7 ตารางกิโลเมตร หรือ 7,942 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 5,000 ไร่ มี 4 หมู่บ้าน อาณาเขตของตำบลขอนคลาน ทิศเหนือติดกับคลองวังวน ตำบลทุ่งบุหลัง อำเภอทุ่งหว้า ทิศใต้ติดกับตำบลแหลมสน อำเภอละงู ทิศตะวันออกติดกับตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้าและทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบเหมาะกับทำการเกษตร และพื้นที่ป่าชายเลนตลอดแนวถนนและแถบชายฝั่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งรองลงมาคือทำนา (เพื่อการบริโภคในครัวเรือน) ทำสวนมะพร้าว สวนปาล์ม ปลูกพืชหมุนเวียน เลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลากะชัง ค้าขาย รับจ้าง โดยมีอาชีพที่พึ่งพิงฐานทรัพยากรหลัก 3 ส่วน คือ ทะเล ป่าชายเลนและชายหาด   



          ในอดีตที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านต้องเผชิญกับปัญหาการทำประมงแบบทำลายล้างจากเรือประมงอวนลาก  อวนรุน  และเรือปั่นไฟของผู้ประกอบการเรือประมง และเจ้าของแพปลาเอารัดเอาเปรียบในการรับซื้อสัตว์น้ำ กระทั่งในปี พ.ศ. 2541 มีเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนจากโครงการความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน เข้ามาทำงานความคิดในตำบลขอนคลานของนักพัฒนาเป็นการจุดประกายให้ชาวบ้านมองเห็นแนวทางในการฟื้นฟูท้องทะเลเพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาทำให้ พ.ศ. 2542  ชาวประมง จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องทะเลขึ้นมาใช้ชื่อว่ากลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลขอนคลานต่อมาในปี พ.ศ. 2543  กองทุนซิปสนับสนุนให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ 4 หมู่บ้านของตำบลขอนคลานขึ้นมา เพื่อเป็นกองทุนในการกู้ยืมไปประกอบอาชีพหรือใช้จ่ายในยามจำเป็นและหาทุนในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์สำคัญและผลกระทบที่นำไปสู่พัฒนาการของชุมชนรู้จักจัดการตนเองนั่นคือ“เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ส่งผลเป็นความเสียหายแก่เครื่องมือประกอบอาชีพประมง และทรัพยากรธรรมชาติเสียหายจำนวนมาก มูลนิธิไทยได้เข้ามาให้การช่วยเหลือด้านภัยพิบัติในพื้นที่ตำบลขอนคลาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลเป็นความหวาดระแวงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ชาวบ้านหยุดออกทะเลทำประมงเป็นเวลาถึง 2-3 ปี กระทั่งในปี พ.ศ. 2549 ได้มีการจัดตั้ง กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลขอนคลาน และกลุ่มออมทรัพย์ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้กับคนในชุมชนเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ



          การรวมตัวที่เข้มแข็งของคนในตำบลขอนคลานเป็นทุนเดิมของคนในตำบลที่พยายามรวมกลุ่มกันหาทางแก้ไขปัญหาของชุมชน จนทำให้ปัญหาเริ่มคลี่คลาย มีการพัฒนาไปในทางที่ดี และเมื่อผู้นำของตำบลรู้จักและเล็งเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 จึงได้ปรึกษาหารือกันรวมกลุ่มองค์กรที่มีในพื้นที่ จำนวน 27 กลุ่ม จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานขึ้นเมื่อ วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 และได้มีการกำหนดระเบียบ กติการ่วมของสภาองค์กรชุมชนอย่างชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาร่วมกันของตำบล



           ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานที่ผ่านมา มีปัญหาที่เกิดจริงในพื้นที่ตำบลขอนคลาน และได้รับการแก้ปัญหาโดยสภาองค์การชุมชนตำบลขอนคลาน ได้แก่ 1. เรื่องการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของคน 100 ราย ที่ซึ่งมีที่ดินอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนของการดูแลของกรมป่าไม้ 2. เรื่องปัญหาที่อยู่อาศัย 3. เรื่องการจัดตั้งธนาคารปู 4. เรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ 5. เรื่องการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และ 6.กิจกรรมอื่นๆ ปัจจุบัน สภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลาน ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก มูลนิธิสยามกัลป์มาจล ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยการจัดการพื้นที่ทางทะเลนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วม เรื่องปากท้อง ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การดำรงชีวิตทั้งระบบของคนในชุมชนซึ่งจะดำเนินการ โดยสภา 6 เรื่อง ดังนี้ 1. การจัดการพื้นที่ทางทะเล 2. การประกอบอาชีพประมงที่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำง 3. การอนุรักษ์-ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 4. การแก้ปัญหาหนี้สิน 5.การเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติ (สึนามิ) และน้ำท่วมขัง 6. ปัญหาทางด้านสังคมต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การศึกษา



          ปัญหาดังกล่าว สภาองค์กรชุมชนได้เปิดเวทีกลางเชิญกลุ่ม/องค์กรมานั่งพูดคุย วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาว่าแท้จริงแล้วสาเหตุรากเหง้าของปัญหาคืออะไร ทำให้คนในชุมชนตระหนก และตระหนักคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน มองปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน เกิดการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ รู้ถึงคุณค่าการดำรงชีวิตให้อยู่ควบคู่ไปกับทรัพยากรธรรมชาติ รู้ว่าควรจัดการอะไรก่อนหลัง และผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร วิธีการแก้ไขปัญหาใครจะเป็นคนแก้ และแก้อย่างไรถึงจะถูกจุด ดังนี้เอง ถือว่าเป็นกระบวนการของสภาองค์กรชุมชนที่ต้องมาพูดคุยกัน วางแผนการพัฒนาชุมชนในอนาคตของพี่น้องสภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานร่วมกัน และด้วยสภาพภูมิประเทศของตำบลขอนคลานมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่สำคัญ สภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานจึง ได้ยกระดับการพูดคุยในเรื่อง“การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”เป็นประเด็นปฏิรูปไปสู่การเป็นชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในระดับตำบล



          นั่นคือ สภาองค์กรชุมชนตำบลขอนคลานต้องการให้ขบวนองค์กรชุมชนเอาจริงเอาจังกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ฟื้นฟูธรรมชาติ โดยต้องมีมาตรการลงโทษผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการทำลายล้างทรัพยากรทางทะเล และคัดค้านการเกิดขึ้นของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ในโครงการนิคมอุตสาหกรรมปากบารา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่โครงการประมาณ 150,000 ไร่ โดยในส่วนของชาวบ้านตำบลขอนคลานนั้น  เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ติดต่อกันกับอำเภอละงู จึงกังวลว่าจะได้รับผลกระทบทั้งด้านวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม  อาชีพประมงพื้นบ้านของตนเองในอนาคต









6. “พลังชุมชน” ร่วมแก้ไขทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สภาองค์กรชุมชนตำบลเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย

ชุมชนเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ สันนิษฐานว่า น่าจะเริ่มตั้งถิ่นฐานในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) คนในชุมชนส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายมอญ ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นจึงมีลักษณะผสมผสานกันวัฒนธรรมมอญ เช่น สงกรานต์มอญเดิงฮะโมกข์ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่เทศบาลผูกพันกับสังคมการเกษตร อาทิ การทำนา ทำสวน เลี้ยงปลา คนในชุมชนยังมีลักษณะพึ่งพาอาศัยระหว่างกันและมีรูปแบบความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ

          เขตการปกครองของเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายประกอบด้วย 5 ตำบล คือ ตำบลสำโรง ตำบลสำโรงกลาง ตำบลสำโรงใต้ ตำบลบางหัวเสือและตำบลบางหญ้าแพรก โดยแยกออกเป็น 67 หมู่บ้าน สภาพเศรษฐกิจ และสังคมทั่วไปของเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายเป็นเขตอุตสาหกรรมเก่า ประชากรส่วนใหญ่คือ ผู้ที่อาศัยในท้องถิ่นมาตั้งแต่เดิมและอีกส่วนหนึ่งเป็นคนที่อพยพเข้ามาอาศัยเพื่อประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่จะทำงานโรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม รับจ้างทั่วไป ค้าขาย หรือ ประกอบอาชีพอิสระ ดังนั้น รายได้หลักส่วนใหญ่ของชาวบ้านจึงมาจากการประกอบอาชีพรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม

จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่แรกของการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๙ ดังนั้น พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ ถนน ท่าเรือ สนามบิน หมู่บ้านจัดสรร ขณะเดียวกัน ได้สร้างความเสื่อมโทรมให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำเน่าเสีย มลภาวะทางเสียง ประชากรแฝง ยาเสพติด ภัยคุกคามและอาชญากรรม

ดังนี้เอง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและระบบโครงสร้างขั้นพื้นฐานในพื้นที่จังหวัดสมุทราปราการ จึงเป็นที่มาสาเหตุของชุมชนท้องถิ่นที่แทบสิ้นสลาย “สภาองค์กรชุมชนตำบลเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ที่ประกอบด้วย ๕ ตำบล ได้แก่ ตำบลบางหัวเสือ ตำบลสำโรง ตำบลสำโรงกลาง ตำบลสำโรงใต้ และตำบลบางหญ้าแพรก จึงได้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่กลางในการพูดคุยปัญหา ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับท้องถิ่นและเชื่อมโยงคนทั้ง ๕ ตำบลเป็นหนึ่งเดียวกัน



          สภาองค์กรชุมชนตำบลเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ถือเป็นประกายพื้นฐานแห่งความคิดของการ สร้างพื้นที่เรียนรู้ให้กับคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง โดยช่วงของการก่อตั้งสภาองค์กรชุมชนใหม่ๆ กลุ่มองค์กรเกิดความตื่นตัวกับการทำงานในชุมชน และจากความพยายามของแกนนำตำบลที่ได้รวมตัวทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ในบทบาทภารกิจของสภาองค์กรชุมชนต่อการแก้ไขปัญหาของชุมชนแก่หน่วยงานภาคี โดยเฉพาะเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ส่งผลให้หน่วยงานภาคีมีส่วนร่วมกับประชาชนมากขึ้น ปัจจุบัน แผนพัฒนาของแต่ละชุมชนสามารถรวมกันเป็นแผนของตำบลนำไปการผนึกเป็นแผนของสภาองค์กรชุมชนตำบลเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายโดยยื่นเสนอบรรจุเป็นเทศบัญญัติของเทศบาล



          จากสภาพปัญหาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมอย่างรุนแรงในเขตเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ปัญหาผลกระทบจากโรงงานไฟฟ้าที่ปล่อยน้ำหล่อเย็นจากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และปัญหาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุของมลพิษต่างๆ รวมถึงภัยคุกคามทางสังคมทำให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ผ่านการพูดคุย และเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคี จนกระทั่งมีผลงานอย่างเด่นชัด เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด และได้ร่วมกันจัดตั้ง “ชมรมรักษ์คลองบางฝ้าย” ขึ้นมาในปี ๒๕๔๔ และมีการจัดตั้งกองทุนไฟฟ้าเพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากโรงไฟฟ้ากล่าวได้ว่า การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนได้สร้างพื้นที่ของการพูดคุยปัญหาของตนเองและข้อเสนอแนวทางการแก้ไขร่วมกับท้องถิ่นได้นำไปสู่การปฏิบัติจริง



7. เรียนรู้ ต่อยอด สร้างสรรค์ คิดค้น โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเชื่อมประสาน

สภาองค์กรชุมชนตำบลบางขุนไทร

          ตำบลบางขุนไทร จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอบ้านแหลมประมาณ 5  กิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 17 กิโลเมตรพื้นที่ตำบลมีลักษณะเด่น  คือมีพื้นที่บางส่วนของตำบลติดกับอ่าวไทย จึงมีป่าชายเลนที่ทอดยาวไปตามชายฝั่งอ่าวบางขุนไทร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,000 ไร่  สภาพป่าชายเลนยังคงสมบูรณ์ จนบริเวณดังกล่าวได้ชื่อว่าเป็น “แหล่งผลิตหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” จากภูมิประเทศของตำบลบางขุนไทร    ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ที่ติดชายทะเลและพื้นที่ดอนมีผลให้การประกอบอาชีพของประชากรในพื้นที่ค่อนข้างมีความหลากหลายทั้งการทำประมงชายฝั่ง รับจ้างทั่วไปและทำนาเกลือ ส่วนชุมชนที่ตั้งยู่บนที่ดอนมักประกอบอาชีพทำนาข้าว ทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์และรับจ้างทั่วไป



          จากการเปลี่ยนแปลงในการสร้างเขื่อนเพชรบุรีและคั้นกั้นน้ำเค็มในปี พ.ศ. 2511-2515เป็นแนวเขตยาวตลอดในพื้นที่ของตำบลบางขุนไทรทำให้การไหลของน้ำตามธรรมชาติไม่สะดวก เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภคและการทำเกษตรของชุมชน คลองชลประทานคลองที่เป็นแหล่งส่งน้ำเพื่อทำการเกษตรตื้นเขิน ในฤดูฝนเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งปัจจุบันชุมชนได้รวมกลุ่มจัดตั้ง“ กลุ่มผู้ใช้น้ำชุมชนตำบลบางขุนไทร ” ขึ้นมาเพื่อเป็นการต่อรองกับสำนักงานชลประทานในพื้นที่เพื่อทำการเปิดปิด จัดตารางเวลาการส่งน้ำ ให้ชุมชนแต่ละพื้นที่ได้ใช้น้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงกัน ต่อมาในปีพ.ศ 2536 ได้มีการจัดตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล” เนื่องจากตำบลบางขุนไทรเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรมาก คนในพื้นทีตำบลจึงจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อปกป้องภัยคุกคามต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน นอกจากนั้น ได้มีการจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ เฝ้าระวังและป้องกันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างต่อเนื่องมาโดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม/องค์กรต่างๆ จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนนอกจากนั้น คนในตำบลยังร่วมกันจัดตั้งกลุ่มต่างๆ เพื่อทำงานพัฒนาชุมชนหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน เช่น องค์กรสวัสดิการชุมชนตำบลบางขุนไทร กลุ่มอาชีพ/กลุ่มพัฒนาต่างๆในชุมชนที่รับรองแล้วอีก จำนวน 22 กลุ่ม ยึดแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำงานของกลุ่ม



สภาองค์กรชุมชนตำบลบางขุนไทร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 โดยสภาฯ มีบทบาทขับเคลื่อนให้กลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ตำบลสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว พร้อมเชื่อมงบประมาณจากหน่วยงานและเป็นเวทีพูดคุย ป้องกันแก้ปัญหากับสถานการณ์ที่มีผลกระทบกับกลุ่มองค์กรในตำบล รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมร้อยให้ผู้คนในตำบลได้เข้ามาพูดคุยร่วมแก้ปัญหาของครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบลตนเอง แม้ในช่วงแรกของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลบางขุนไทรคนในตำบลจะยัง“ไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงในการจัดตั้ง”แต่ด้วยประสบการณ์ของทีมงานที่ผ่านการจัดตั้งและดูแลบริหารกลุ่ม /องค์กรในชุมชนมายาวนานจึงไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบล



          จุดเด่นของสภาองค์กรชุมชนตำบลบางขุนไทร คือมีการวางกฎกติกาของสภาฯ และโครงสร้างไว้ชัดเจน    มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องสภาองค์กรชุมชนกับชาวบ้านทั้ง 11 หมู่บ้าน มีการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้สามารถมาสานต่องานจากคนรุ่นก่อน ประกอบกับมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาชุมชน สามารถพัฒนาผู้นำกลุ่มองค์กรให้สามารถประสานกับหน่วยงานและแหล่งทุนต่างๆได้ ซึ่งผลการดำเนินงานรูปธรรมสำคัญผ่านมา ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลปัญหาของประชาชนในตำบล การร่วมรับรอง สถานภาพองค์กรชุมชนในตำบลจำนวน 30  กลุ่ม/องค์กร การหนุนให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่ม/ชุมชนในตำบลโดยใช้องค์กรเครือข่ายชุมชนตำบลบาขุนไทร และทุนเดิมของการทำงานสวัสดิการชุมชนเป็นตัวเชื่อมโยง รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนชุมชนในระดับหมู่บ้าน/ตำบล (ตั้งแต่ปี 2553-ปัจจุบัน) ซึ่งสภาองค์กรชุมชนตำบลบางขุนไทรมีการทำงานที่ดีร่วมกับ อบต. และเทศบาล

























              
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter