1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๖๖ ได้ระบุว่า "บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น และของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน"
มาตรา ๖๗ ได้ระบุว่า "สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม"
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษา และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
สิทธิของชุมชน (ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม) ที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง
2. ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 กับ พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551
พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง มีภารกิจที่สำคัญดังนี้
1) จัดทำแผนพัฒนาการเมืองโดยการทีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วนทางสังคม และภูมิภาคต่างๆ
2) ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง/วิถีชีวิตประชาธิปไตย
3) ส่งเสริมและพัฒนาการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันการเมือง และสถาบันการปกครอง
4) ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง
5) กำกับดูแลการบริหารเกี่ยวกับระเบียบการเงิน ทรัพย์สิน หลักเกณฑ์การใช้จ่ายกองทุน กำหนดนโยบายและเป้าหมาย การดำเนินงาน
สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ประกอบด้วยผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ดังนี้
(1) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนภาคประชาสังคม ซึ่งที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลเลือกกันให้เหลือจังหวัดละ 1 คน
(2) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมอื่นที่จดแจ้งจัดตั้ง ตาม พ.ร.บ.นี้ จำนวน 16 คน
(3) สมาชิกซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้แทนพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกในสังกัดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง
(4) สมาชิกซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้แทนพรรคการเมืองซึ่งมิได้มีสมาชิกในสังกัดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 2 คน
(5) สมาชิกซึ่งมาจากประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 1 คน
(6) สมาชิกโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมาธิการการเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี มีการประชุมปีละสองสมัย สมัยประชุมละหนึ่งเดือน
หมวดห้า ได้กำหนดให้มีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณะ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่าย สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเมือง กิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชน ชุมชน หรือองค์กรภาคประชาสังคม
ตามบทเฉพาะกาลได้ระบุให้ดำเนินการให้มีสภาพัฒนาการเมืองภายในสองร้อยสี่สิบวันหลังจากกฏหมายบังคับใช้
เนื้อหาสาระของ พรบ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องและต้องดำเนินร่วมกันกล่าวคือ
1) การกำหนดความหมาย (มาตรา 3) "องค์กรภาคประชาสังคม" หมายความว่า
(1) ชุมชน ชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งรวมตัวกันเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน
(2) องค์กรภาคประชาสังคมอื่นที่จดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้
2) อำนาจหน้าที่ (มาตรา 6) ให้สภาพัฒนาการเมืองมีอำนาจหน้าที่ ข้อ(4) ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง รวมถึงดำเนินการ (จ) ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน
3) องค์ประกอบของสมาชิก (มาตรา 8) ข้อ (1) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมตาม (1) ในมาตรา 3 ซึ่งที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนเลือกกันให้เหลือจังหวัดละ 1 คน นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองโดยตำแหน่ง ตามมาตรา 8 ข้อ (6)
4) การพ้นจากตำแหน่งตามวาระ เมื่อ ตาย ลาออก ขาด-คุณสมบัติ ถูกถอดถอน ซึ่งหากสมาชิกตามมาตรา 8 ข้อ (1) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ที่ประชุมตามมาตรา 8 ข้อ (1) ของจังหวัดนั้นดำเนินการเลือกบุคคลเป็นสมาชิกใหม่แทนสมาชิกที่พันตำแหน่งนั้น เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกผู้นั้นจะเหลืออยู่ไม่ถึง 180 วัน
5) บทเฉพาะกาล มาตรา 45 ในวาระเริ่มแรกให้สภาพัฒนาการเมืองประกอบด้วย ผู้ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งเป็นประธานสภา ผู้แทนองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชนสามคน ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวนห้าคน ทั้งนี้ตามที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งมาตรา 46 ในวาระเริ่มแรกในเลขาธิการดำเนินการต่อไปนี้
(1) ประสานงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกตามมาตรา 8(1) ภายในสองร้อยสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ




