บริเวณบ้านปางแดงในปัจจุบันถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ “บ้านมั่นคงชนบทบ้านปางแดง” เป็นบ้านมั่นคงของคนหลังเขาเผ่าดาราอั้ง ที่นับว่าต้องถูกใจเขาเป็นอย่างมาก เพราะนับตั้งแต่อพยพมายังไม่เคยมีบ้านที่อบอุ่นเช่นนี้และดาราอั้งต้องจารึก ไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะก่อนที่จะมีบ้านและถึงจุดนี้พวกเขาเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยชีวิต และความทุกข์ทรมาน
คำ นายนวล หญิงสาวที่เป็นผู้นำแถวหน้าแห่งชุมชนบ้านปางแดง บอกว่า จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน คนบ้านปางแดงในอดีตอาศัยอยู่ตะเข็บชายไทย-พม่า แต่เมื่อถูกรุกรานอย่างหนักจึงอพยพเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยที่บ้านนอแล ดอยอ่างขาง มีอาชีพรับจ้างทั่วไปพอประทังชีวิต โดยผู้ชายได้ค่าแรง 35 บาท ส่วนผู้หญิงได้ค่าแรงวันละ 25-30 บาท แต่มาระยะหลังอาชีพรับจ้างน้อยลง รายได้จึงไม่ค่อยพอเลี้ยงครับครัว
กระทั่งได้มีเจ้าหน้าที่ได้นำชนเผ่า ดาราอั้งมาปลูกป่าที่ อ. เชียงดาว เมื่อปลูกป่าเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ไม่พากลับ พวกเราจึงต้องปลูกกระท่อมอาศัยอยู่ที่บ้านปางแดง ในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่
แต่เหตุการณ์กลับน่าห่วงหลังจากอาศัยอยู่บ้านปางแดงแห่งนี้ คือชาวบ้านปางแดงก็ถูกคุกคามเรื่อยมาและถูกจับครั้งแรกในปี 2536 ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2541 เผ่าดาราอั้งบ้านปางแดงนอก ถูกจับในข้อหาบุกรุกและแผ้วถางป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติเช่นกัน และครั้งที่ 3 เมื่อปี 2547 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส.ได้เข้าจับกุมชาวบ้านปางแดงอีกครั้งแต่ครั้งนี้มีทั้งผู้หญิงและชาย การจับกุมครั้งนั้นปรากฏว่าไม่มีหมายค้นหมายจับ และมีการตั้งข้อหาบุกรุกป่าสงวน
การจับกุมทั้ง 3 ครั้ง ทำให้หลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สุริยัน ทองหนูเอียด คณะทำงานปฏิรูปการเมือง กป.อพช.เหนือ บอกว่า แผ่นดินที่เขาเกิดเขาอยู่ไม่ได้เพราะเขาถูกคุกคามอย่างหนัก หากแต่เมื่อเขามีสิทธิความเป็นมนุษย์ด้วยกัน เราต้องยอมรับความเท่าเทียมและทุกคนต้องมาแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน
กระทั่งคณะทำงานแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอ เพียง (ศจพ.) นำโดย พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานอนุกรรมการฯ ได้นำคณะทำงานลงพื้นที่หมู่บ้านปางแดง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับชาวบ้าน โดยขั้นต้นให้สำรวจแนวเขตที่ดินก่อนว่าพื้นที่ใดอยู่ในเขตป่าสงวน พื้นที่ใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและมีจำนวนเนื้อที่เท่าไร และต้องสำรวจว่าชาวบ้านอาศัยอยู่ตรงส่วนไหน มีพื้นที่ทำกินตรงไหน เนื้อที่เท่าไร แล้วก็สำรวจข้อมูลพื้นฐานของชาวบ้านทั้งหมด ทั้งจำนวนประชากร การประกอบอาชีพแล้วนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำลงในแผนที่
และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างได้ผลให้ตั้งคณะทำงานในพื้นที่ขึ้นมา หนึ่งคณะ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินของชาวบ้านปางแดง โดยให้มีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วน เช่น นายอำเภอ อบต. ป่าไม้ ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนชาวบ้าน รวมทั้งองค์กรภาคประชาชน โดยมีโจทย์ที่จะต้องยึดไว้เป็นหลักในการปฏิบัติงานก็คือ จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านอยู่ได้อย่างมั่นคงและส่วนราชการอยู่ได้และไม่ต้อง เคลือบแคลงใจต่อกันอีก จนสถานการณ์ในขณะนี้ชุมชนปางแดงได้รับการช่วยเหลือให้ใช้ที่ดินเพื่อสร้าง บ้านได้

ก้าวสู่บ้านมั่นคงคนหลังเขา “ดาราอั้ง”
ที่อยู่อาศัย คือ ที่พักพิงกายในยามหลับนอน ที่ดินทำกิน คือ ศูนย์รวมแหล่งผลิตอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต สัญชาติ คือ สิทธิความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน หากให้เรียงลำดับความสำคัญระหว่าง 3 สิ่งนี้ หลายชีวิตในชุมชนบ้านปางแดง ตอบเป็นเสียงเดียวกันคือ ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และสัญชาติ
แสน ลุงที ผู้อาวุโสชุมชนบ้านปากแดง เล่าว่า สิ่งที่ชาวบ้านปางแดงอยากให้มีการแก้ไขในอันดับแรกก็คือเรื่องที่ดินสำหรับ อยู่อาศัย ให้ชาวบ้านสามารถที่จะอยู่ในพื้นที่ได้อย่างสงบสุขไม่ต้องถึงขนาดออกเอกสาร สิทธิ์มารองรับก็ได้ ชาวบ้านขอเพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุมอีกเท่านั้นเอง
ต่อมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้เข้ามาสนับสนุนเรื่องการรวมกลุ่ม ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ สำรวจข้อมูลกับหลายหน่วยงาน ประสานความร่วมมือทั้งป่าไม้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มูลนิธิสื่อพื้นบ้าน ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง หาที่ดินให้สร้างบ้าน แล้วเสนอให้ชาวบ้านทำโครงการขอความช่วยเหลือเรื่องการปลูกสร้างบ้านตาม โครงการบ้านมั่นคงชนบท ทำโครงการไม่นานก็ได้รับการอนุมัติเป็นจำนวนเงิน4,625,000 บาท งบสร้างบ้านจำนวน 2,816,000 บาท จำนวนครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือ 88 หลังคาเรือน หลังละ 32,000 บาท ในเนื้อที่ครอบครัวละ 64 ตารางวา ที่เหลือเป็นงบบริหารการจัดการและสาธารณูปโภค
แม้จะมีเงื่อนไขว่าต้องการบริหารแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชนแต่ก็เป็นโอกาส อันดี ชาวบ้านจึงได้เริ่มวางแผนกันถึงกระบวนการสร้างบ้านโดยใช้ 2 ส่วนมาประกอบกัน คือ ผสมผสานกับภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีอยู่ เพราะแม้จะอย่างไรชาวบ้านก็จะไม่ยอมทิ้งวิถีชีวิตความเป็นชุมชนเดิม การช่วยเหลือกันจะดูถึงความเหมาะสมของความเดือดร้อนเป็นหลัก
ผู้อาวุโสในชุมชน กล่าวอีกว่า เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างให้กับชีวิต จึงได้คัดเลือกคณะกรรมการขึ้นกันเองในชุมชน โดยแยกออกเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ตั้งแต่หน้าที่ควบคุมดูแลงบประมาณ ฝ่ายจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ฝ่ายประสานงาน ฯลฯ จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างบ้าน
การสร้างบ้านทำแบบขอแรงกัน และแยกกันทำงานอย่างชัดเจนตั้งแต่การปรับที่ดิน ตรงไหนพอปรับได้ด้วยมือลงมือทำทันที ส่วนรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ ส่วนขึ้นโครงสร้างบ้านเป็นหลังๆไปจนเสร็จสมบูรณ์
ส่วนรอบบริเวณบ้านของทุกครัวเรือนก็แปลงเป็นที่ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ไว้เป็นอาหารในครอบครัว ปัจจุบันชาวดาราอั้งยังนำบ้านปรับเป็นโฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบ บรรยากาศที่เรียบง่าย
ด้านนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เล่าว่า ชนเผ่าดาราอั้งมีความอดทนสูงมาก เพราะทุกครั้งที่ถูกจับกุมคนที่เหลือต้องขยันทำงานเป็นสองเท่า เพื่อหาเงินซื้อข้าว ปลา อาหาร ซึ่งบางครั้งหากพ่อ แม่ถูกจับ ก็จะเหลือแค่ลูกๆ ซึ่งเด็กน้อยจะคอยถามปู่กับย่าเสมอว่า แม่ พ่อ หนูอยู่ไหน สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนถึงสิทธิความเท่าเทียม ความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเราๆ
หากถามว่าผิดไหมที่เรายื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่นับได้ว่า หลบหนีเข้าประเทศ ไม่มีสัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน แต่หากมองด้านสิทธิมนุษย์ชนแล้วเขาก็เป็นคนเหมือนๆ กัน และการที่ พอช. ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างบ้านนั้นเรามองถึงความเป็นวิถีชีวิต ความเป็นชุมชน เพราะหากมองย้อนอดีตดูพวกเขาเข้ามาอาศัยอยู่ประมาณ 29 ปีแล้ว
หากใครผ่านไปบ้านปางแดงในยามนี้ จะเห็นบ้านเรือนที่เป็นต้นแบบบ้านชนเผ่าดาราอั้ง สร้างเป็นหย่อมๆ บ้าน พร้อมพักอาศัยและกำลังจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์อีกเล็กน้อย และรอวันฉลองบ้านใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนเรื่องทำกินช่วงนี้ก็ยังรับจ้างเช่นเดิม แต่ไม่ลำบากมาก ส่วนเรื่องสิทธิหากได้เป็นคนไทยก็จะดีมาก เพราะสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึง
แสน ลุงที พูดทิ้งท้ายว่า “เรารักที่ดิน ต้นไม้ สายน้ำลำธาร รักคุณค่าของความเป็นเผ่าชน และเรารักประเทศไทยที่เป็นดั่งแดนสวรรค์ที่ให้ชีวิตใหม่สำหรับเรา วันนี้เราหลับนอนอย่างเต็มอิ่มไม่หวาดกลัวอีกต่อไป เพราะวันนี้เรามี บ้านมั่นคง”




