playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     วันที่  12  กุมภาพันธ์   2553  ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ  ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงการคลัง  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน  ได้จัดงาน” ความมั่นคงในที่ดินและการอยู่อาศัยด้วยไทยเข้มแข็ง”   โดยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้มอบเงินสินเชื่อบ้านมั่นคงจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจำนวน 857.95 ล้านบาทแก่องค์กรชุมชนที่ได้รับการอนุมัติโครงการฯ มีรมว.กระทรวงการคลัง  รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคม  ผู้นำองค์กรชุมชน   ผู้แทนหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมงานกว่า 500  คน

 

    คุณหญิงสุพัตรา  มาศดิตถ์  ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่า  การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงในครั้งนี้
ถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่สำคัญ  ที่จะทำให้คนจนในชุมชนแออัด ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของสถาบันการเงินในระบบ  ได้มีโอกาสแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของตนเอง   ร่วมสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยด้วยพลังของชุมชนและท้องถิ่น   โดยเริ่มจากทุนของชุมชนที่ชาวบ้านได้ออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย  การใช้แรงงานที่เป็นช่างชุมชนในการพัฒนาสาธารณูปโภค  การพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชน   รวมทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัย   จึงเป็นส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการและความเข้มแข็งของชุมชน  

     ด้านนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี   ได้กล่าวแสดงความยินดีกับองค์กรชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้ง 81  โครงการ วงเงิน  857.95  ล้านบาท  ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยได้ถึง 5,664 ครัวเรือน  นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนที่สำคัญอยู่ 2 เรื่องคือเรื่องที่อยู่อาศัยและสวัสดิการชุมชน  ซึ่งมีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯและสถาบันพัฒนาองค์กรหรือพอช.เป็นผู้สนับสนุนโครงการฯ  โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณทั้งหมดภายในปี 2555 จำนวน  6,000 ล้านบาท  ซึ่งเป็นงบสนับสนุนในปี 2553 จำนวน 3,000  ล้านบาทนั้น  เป็นสินเชื่อที่ต้องการให้เกิดการหมุนเวียน  เพื่อให้เกิดการขยายโครงการอย่างรวดเร็วจะได้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอีกจำนวนหนึ่ง   โดยโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในระดับนโยบาย   เป็นความร่วมมือของทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงการคลัง และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ส่วนการทำงานจริงในพื้นที่ต้องขอบคุณส่วนราชการและหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้ช่วยสนับสนุนชุมชน  นายกรัฐมนตรีกล่าว

     ด้านนายกรณ์  จาติกวณิช   รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางสังคม  ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน มีแผนงานโครงการหลายด้าน    รวมทั้งการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546  ซึ่งรัฐบาลทุกชุดได้ให้การสนับสนุน  และการที่โครงการบ้านมั่นคงประสบความสำเร็จเพราะมีปัจจัยสำคัญอยู่ 4  ด้านคือ 1.เป็นเรื่องที่ประชาชนมีความต้องการ  2.เป็นเรื่องที่ดำเนินการโดยประชาชนและทำเพื่อประชาชน   3. มีการบริหารจัดการที่ดี  และ 4.ประชาชนที่เดือดร้อนเข้าถึง เพราะเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่ม สหกรณ์ ผ่อนชำระระยะยาว 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยต่ำ  การจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมารัฐบาลได้ดูข้อเท็จจริงที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน  จึงได้อนุมัติงบประมาณในปี 2553 จำนวน 3,000 ล้านบาท  จากที่ประมาณการไว้ในช่วงแรก 1,500  ล้านบาท

     ในขณะที่นางทิพย์รัตน์  นพลดารมย์   ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  หรือพอช.เปิดเผยว่าผู้รับประโยชน์จากสินเชื่อไทยเข้มแข็งบ้านมั่นคงรอบแรกใน 81 โครงการมาจากกลุ่มผู้เดือดร้อนที่โดนไล่รื้อและประสบภัยจากไฟไหม้ น้ำท่วม กลุ่มที่ขาดความมั่นคงในเรื่องที่ดิน  และกลุ่มที่มีความแออัดในที่เดิม   ซึ่งมีความต้องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในรูปแบบที่ต่างกันเช่น เช่นแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่เดิม   ย้ายใกล้ที่เดิม  สร้างใหม่ในที่เดิมและสร้างใหม่ในที่ดินแปลงใหม่  นางทิพย์รัตน์  กล่าวต่อว่า  สินเชื่อบ้านมั่นคงไทยเข้มแข็งจำนวน 3,000 ล้านบาทในปี 2553 เป็นสินเชื่อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและซื้อที่ดิน  มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  20,110  ครัวเรือน   โดยเฉลี่ยมีการใช้สินเชื่อที่ครัวเรือนละ 156,000  บาท  และการชำระคืนต่อครัวเรือนส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน 

      นอกจากนี้ในวันเดียวกันหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้มอบสินเชื่อและกล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนแล้วได้มีเวทีเสวนา  “การเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินชุมชนเมืองและชนบท”   ซึ่งมีนายอิสสระ สมชัย  รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นประธานการเสวนา   ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย   นายสามารถ    วีระกุล   ผู้แทนองค์กรชุมชนเมือง
นายอัฮมัดมูฮำมัดยูนุสอัมอุฮ  มะยูนุ  ผู้แทนชุมชนภาคชนบท    นายสุชาติ  นิลเมือง  นายกอบต.ปิล็อก   นายธีรวุฒิ  กลิ่นกุสุม  รองนายกเทศมนตรีเมืองรังสิต   นางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา  ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน   และนายประพจน์   ภู่ทองคำเป็นผู้ดำเนินการเสวนา

 

     นายสามารถ วีระกุล   ผู้แทนองค์กรชุมชนเมือง  กล่าวว่าผลกระทบจากการพัฒนาเมืองทำให้คนจนไม่มีที่อยู่อาศัย  ซึ่งคนกลุ่มนี้ล่มสลายมาจากชนบท   การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงหมายถึงการดูแลภาคชนบท  ไม่ให้ชุมชนล่มสลาย  ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างขบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชน   การแก้ปัญหาของเมืองและชนบทในปัจจุบันประชาชนต้องการมากกว่ากระบวนการมีส่วนร่วม    แต่ต้องการบริหารจัดการร่วมกับภาครัฐ   เพราะประชาชนมีความเติบโตขึ้น เช่นก่อนนี้เมื่อเงินลงไปที่ชุมชนก็เอาเงินมาหารกันต่างต่างทำ   แต่เดี๋ยวนี้ในโครงการบ้านมั่นคงต้องเอาเงินมารวมกัน  มาสร้างการยอมรับและแบ่งปันสร้างมิตรภาพของความเป็นมนุษย์  นายสามารถกล่าว

     นางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา   กล่าวว่ารัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนช่วยแก้ปัญหา  การแก้จากหน่วยงานฝ่ายเดียวมักไม่ประสบความสำเร้จ   ประชาชนต้องเป็นผู้ปฏิรูปโดยการเคลื่อนตัวจากข้างล่างสู่ข้างบน  เช่นในเวลานี้มีการยอมรับโครงการบ้านมั่นคงทั้งจากประชาชน หน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลมากขึ้น   เพราะเป็นโครงการที่บริหารจัดการแบบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นแกนหลักในการดำเนินการ  ในช่วงที่ดำเนินการใหม่ๆเป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าใจยาก  และธนาคารก็ไม่มีเงินให้คนจนกู้  แต่เมื่อมีโครงการที่ประสบความสำเร็จ  จึงได้ผ่านการพิสูจน์ที่สำคัญว่าประชาสามารถทำได้  เพราะประชาชนไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องความสามารถ  เมื่อมีประชาชนผู้เดือดร้อนมากแสดงว่าเรามีกำลังในการแก้ไขปัญหาได้มาก   ส่งผลให้การดำเนินงานทำได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว  

     ด้านนายอัฮมัดมูฮำมัด  มะยูนะ    กล่าวว่าการแก้ปัญหาของเมืองและชนบท   ต้องแก้ที่ต้นตอ  ในพื้นที่ชนบทชาวบ้าน 40%  อยู่กับป่าในขณะที่แต่ละป่าถูกกฎหมายประกาศทับ   ชาวบ้านอยู่ในที่ดินมา 300  ปีต้องอยู่อย่างผิดกฎหมายถามว่าความมั่นคงของชนบทอยู่ที่ไหน    หรือที่ตำบลสุคิริน จ.นราธิวาส ชาวบ้าน 10,000 คน  ติดหนี้นิคมถึง 400 ล้าน  ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน     จึงเสนอว่าปัญหาขนาดใหญ่รัฐบาลต้องเปิดใจในการยอมรับปัญหาของประชาชน  และเปิดใจให้ชาวบ้านเข้าร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา  อย่างกรณีการแก้ปัญหาที่ดินพื้นที่อ.บาเจาะ นราธิวาส  ชาวบ้านกับหน่วยงานในพื้นที่ทำข้อมูลมาครบถ้วน  มีมติครม.อนุมัติให้ดำเนินการแก้ปัญหาตามข้อมูลที่ช่วยกันทำ  ชาวบ้านวิ่งมาผลัดสุดท้าย  รัฐบาลจะจริงจังสักขนาดไหน ต้องลองแก้สักจุดหนึ่งก่อนได้ไหม 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter