playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     เมื่อวันที่ ๘-๙ มีนาคม ๒๕๕๓  ผู้แทนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง ๖ จังหวัดภาคอีสานจาก ๖๔ตำบล>จำนวน ๖๐ คน มีการประชุมเพื่อร่วมแก้ปํญหาแม่น้ำโขงแห้ง  ที่โรงแรมจดีย์เพลส จ.หนองคาย พร้อมจัดแถลงข่าวร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อำเภอบุงพล้า และนักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ตำบลบุ่งพล้า  อ.บุ่งพล้าจ.หนองคาย

     นายสมภพ เนตรไล ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้าโขง ๖ จังหวัดร่วมกับ  ผู้แทนนักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนา ม.ขอนแก่น และปลัดอำเภอบุ่งพล้า  มีการแถลงข่าวร่วมกันว่าสถานการณ์วิกฤติน้ำในแม่น้ำโขงแห้งอย่างผิดปกติในปีนี้ ด้วยสาเหตุสำคัญหลายประการด้วยกัน ก็คือ

    ประการที่หนึ่ง การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำโขงในประเทศจีน และเริ่มมีการการปิดเพื่อกักเก็บน้ำ จึงส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างของแม่น้ำโขงลดลงจนอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างมีนัยสำคัญ จึงส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งปริมาณน้ำที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำโขงในฤดูแล้งที่สำคัญมาจากการละลายของหิมะ และน้ำแข็งในเทือกเขาตอนบนของแม่น้ำโขงที่อยู่ในประเทศจีน

 ประการที่สอง การสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาที่เป็นพื้นที่รับน้ำแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตประเทศลาวที่เป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดของแม่น้ำโขง ซึ่งมีหลายโครงการที่ดำเนินการสร้างเสร็จแล้ว และมีโครงการจะดำเนินการก่อสร้างมากกว่า ๗๐ แห่งในพื้นที่ลุ่มน้ำ ๑๕ แห่งในลาว โดยโครงการเหล่านี้มีบางแห่งนายทุนจากประเทศไทยมีหุ้นส่วนส่วนเกี่ยวข้อง

 ประการที่สาม ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และภัยธรรมชาติที่ทำให้ปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างน่าวิตกในช่วงปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา

 ประการที่สี่ การใช้พื้นที่สำหรับการเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน และตอนกลางที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อการชะล้างพังทลายดิน และพื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างน่าวิตก จึงส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมของแม่น้ำโขง

     ดังนั้น จากสาเหตุหลายประการดังกล่าวข้างต้น สถานการณ์วิกฤติปริมารณน้ำในแม่น้ำโขงในปีนี้จึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง ๖ จังหวัด ในด้านต่างๆ ดังนี้

1. การเกษตรกรรม

- ซึ่งชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงได้อาศัยแหล่งน้ำจากแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ทำการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง เช่น พืชผักต่างๆ และข้าว ได้รับความเสียหายอย่างหนักตลอดสายน้ำในพื้นที่ ๖ จังหวัด

2. การประมง ทั้งในด้านประมงธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์

- โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดในกระชังได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิงในพื้นที่ที่มีการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดในกระชัง เช่น หนองคาย นครพนม และมุกดาหาร

- การประกอบอาชีพประมงธรรมชาติในแม่น้ำโขง ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากน้ำแห้งชุมชนชาวประมงทั้ง ๖ จังหวัดไม่สามารถประกอบอาชีพหาปลาจากแม่น้ำโขงได้เช่นเคย ชาวประมงเหล่านี้ต้องสูญเสียรายได้ และขาดโอกาสในการทำมาหาเลี้ยงชีพ และต้องอยู่อย่างแร้นแค้น จนทำให้ต้องอพยพแรงงานออกไปทำงานต่างถิ่น และเปลี่ยนอาชีพ

3. การคมนาคมขนส่งในแม่น้ำโขง

- ปริมาณน้ำที่แห้งขอดมีผลกระทบต่อการเดินเรือขนส่งสินค้า และการสัญจรทางน้ำระหว่างชุมชน และระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากมีสันทราย และดอนทรายขวางกั้นทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการเดินทาง และมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าปกติ จึงทำให้ธุรกิจการขนส่งทางเรือต้องชะงักงัน

4. การค้าชายแดน

- สืบเนื่องจากต้นทุนการขนส่งทางน้ำสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อราคาสินค้าระหว่างชุมชนชายแดนไทย-ลาวเพิ่มมากขึ้นตามมา จึงทำให้การค้าระหว่างชายแดนซบเซา และมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการค้าด้วย

5. การท่องเที่ยว

- การลดลงของน้ำโขงอย่างรวดเร็วมีผลกระทบต่อทรัพยากรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านภูมิลักษณ์ และจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเพาะพื้นที่ชายหาดต่างๆ เช่น หาดเกษมณี และหาดสะอาด จังหวัดหนองคาย ที่ได้รับผลกระทบทำให้ผู้ประกอบการต้องเคลื่อนย้ายร้านค้าลงไปตามน้ำบ่อยครั้ง จึงทำให้ต้นทุนการประกอบการสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อราคาสินค้าที่นำมาบริการนักท่องเที่ยวสูงขึ้น

6. ยาเสพติด

- การเคลื่อนย้ายขนส่งยาเสพติดผู้ประกอบการสามารถทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถขนข้ามชายแดนไทย-ลาวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถเดินข้ามได้ง่าย และบางจุดสามารถใช้รถยนต์ขนส่งได้ง่าย ซึ่งชุมชนชายแดนไทย-ลาวทั้ง ๖ จังหวัดยอมรับว่ามีการขนย้ายยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าวิตก

7. การค้ามนุษย์

- การเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถกระทำได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านจุดข้ามแดนตามกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย จึงมีการเข้าเมืองมาหางานทำในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งผ่านไปยังประเทศอื่นๆ ได้สะดวก

8. สุขภาวะของประชาชนในท้องถิ่น

- ปัญหา และผลกระทบจากการประกอบชีพที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ จากแม่น้ำโขงของชุมชนทั้ง ๖ จังหวัด เริ่มมีเครียด และความวิตกกังวลต่อความไม่แน่นอนในระยะยาว และผลทบที่เกิดขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้สุขภาวะของประชาชนแย่ลงทั้งในด้านจิตใจ และสุขภาพกายอย่างเห็นได้ชัดเจน

9. ระบบนิเวศน์ และความมั่นคงทางอาหาร

- ความเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงมีผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งในด้านแหล่งที่อยู่อาศัย และอาหารของสัตว์น้ำต่างๆ อย่างรุนแรง เนื่องจากน้ำแม่น้ำโขงที่แห้งลงอย่างรวดเร็วมีผลกระทบต่อพืชพรรณธรรมชาติ และแหล่งที่อยู่อาศัย รวมทั้งสัตว์น้ำถูกจับได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเพราะน้ำตื้นเขิน ดังนั้นจึงมีผลกระทบต่อปริมาณอาหารจากสัตว์น้ำในปัจจุบัน และอนาคตลดลงอย่างรวดเร็ว

- พืชพรรณธรรมชาติที่เป็นอาหารตามธรรมชาติของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงได้รับความเสียหาย จึงส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารธรรมชาติที่ชุมชนได้พึ่งพาอาศัยลดลง และขาดความมั่นคงในอนาคต และทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยจากภายนอกมากขึ้น

10. การก่ออาชญากรรม

- ปัญหาการจารกรรมยานยนต์สามารถขนย้ายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถขนส่ง และเคลื่อนย้ายได้สะดวก ไม่ต้องอาศัยการขนถ่ายลงเรือเช่นเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีความต้องการสูงจากประเทศเพื่อนบ้านสามารรถขับข้ามแม่น้ำโขงได้ในหลายๆ แห่ง

ข้อเสนอแนะ และมาตรการแก้ไขปัญหา

    จากปัญหา และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทั้ง ๖ จังหวัดดังกล่าวข้างต้น ในนามของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ๖ จังหวัด ๖๔ ตำบล จึงมีข้อเสนอแนวทาง และมาตรการในการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังนี้

1. การสำรวจข้อมูลผู้ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำโขงวิกฤติในทุกสาขาอาชีพ และทุกมิติ โดยเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยสนับสนุนส่งเสริมให้เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ ๖ จังหวัดที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงมีบทบาทสำคัญ

2. การจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูอาชีพผู้ประสบภัยพิบัติ” จากผลกระทบแม่น้ำโขงแห้งวิกฤติในครั้งนี้ เพื่อการช่วยเหลือในระยะยาว โดยส่งเสริมสนับสนุนบทบาท “สภาองค์กรชุมชนตำบล และเครือข่าย” ในพื้นที่ ๖ จังหวัดมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาคีพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

3. การส่งเสริมสนับสนุน “สภาองค์กรชุมชนตำบล และเครือข่าย” ในพื้นที่ ๖ จังหวัดติดกับแม่น้ำโขงเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาร่วมกับภาคีพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ

4. การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำสาขาต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายการสร้าง “เขื่อน หรือฝาย” ที่จะปิดกั้นลำน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ และวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น จะต้องให้ภาคประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการศึกษาผลกระทบ และตัดสินใจชี้ขาดต่ออนาคตของตนเอง โดยส่งเสริมสนับสนุนบทบาทสภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำเข้มามีส่วนร่วมกับภาคประชาชน และภาคีพัฒนาต่างๆ

5. การศึกษาปัญหา และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทั้ง ๖ จังหวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง โดยใช้แนวทาง “การวิจัยไทบ้าน” เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันวิชาการในท้องถิ่นภายใน ๖ จังหวัด และในระดับภูมิภาคนี้ในระยะยาว เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นต้น

6. การสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบลในการจัดตั้ง “เครือข่ายการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ของแม่น้ำโขงครอบคลุมทุกภูมิภาคที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย ทั้งในด้านทรัพยากร และเทคโนโลยีความรู้ที่เกี่ยวข้อง

7. สนับสนุนการศึกษาองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับลุ่มน้ำ ชุมชน และครัวเรือน เพื่อพัฒนาทางเลือกในการจัดการทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน โดยใช้แนวทางการวิจัยไทบ้านเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเช่นเดียวกับข้อ ๕

 

แถลง ณ วันที่ ๘-๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง ๖ จังหวัด ๖๔ ตำบล  ณ ตำบลบุ่งคล้า อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย

โดยครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ๖๔ องค์กร ๖ จังหวัด(เลย  หนองคาย  นครพนม   มุกดาหาร  อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี)

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter