การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นอีสาน ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
ในงานมหาบุญไทบ้านอีสานพอเพียง ที่ี่จัดโดยขบวนองค์กรชุมชนและหน่วยงานภาคีในภาคอีสานเมื่อ 26-28 เมษายน ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นนั้น ได้มีการนำเสนอประเด็นรูปธรรมการแก้ปัญหาความยากจน ที่ขับเคลื่อนโดยขบวนองค์กรชุมชนซึ่งเป็นรากฐานของการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ บ้านมั่นคง แผนแม่บทชุมชน สวัสดิการชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และเกษตรกรรมยั่งยืน สาระหลักที่สะท้อนผ่านรูปธรรมงานประเด็นต่างๆ คือความพยายามในการน้อมนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดย ประเด็นบ้านมั่นคงนั้นชุมชนวัดโพธิวราราม จ.อุดรธานี ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดโดยตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อจัดการที่อยู่อาศัยของชุมชน ส่งผลให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงได้ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยตัวบ้านเป็นผลที่ได้รับและเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ของชุมชน ทำให้ชุมชนมีสถานะใหม่ที่มั่นคงมากขึ้น ประเด็นสวัสดิการชุมชน ที่หินกอง อ.สุวรรณ จ.ร้อยเอ็ด ได้นำผลกำไรจากกลุ่มออมทรัพย์ไปจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ทั้งด้านการเกิด การตาย สุขภาพ ผู้สูงอายุ และอาชีพ เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้านจากการรอรับการช่วยเหลือจากคนภายนอก มาเป็นการช่วยเหลือกันเอง ทำให้ได้ทั้งเรื่องเงินและเรื่องของจิตใจ ประเด็นทรัพยากรของบ้านเขาคอก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีร ายได้ ปีหนึ่ง 2 ล้านกว่า และลดรายจ่าย 2 พันกว่าบาทต่อเดือน มีการใช้ประโยชน์จากป่า ด้าน ไม้ฟืนถึง 98 %การหาของป่า 100 % และสมุนไพร ประมาณ 38 % ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ สามารถลดรายจ่ายจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก และมีรายได้จากการขยายผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งมีอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ
ด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างขบวนภาคประชาชนกับหน่วยงานท้องถิ่นนั้น องค์กรปกครองปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาร่วมงาน ได้แก่ นายกเทศบาลนครขอนแก่น นายก อบต.สระคู จ.ร้อยเอ็ด นายก อบต.สายนาวัง จ.กาฬสินธุ์ นายก อบต.บ้านหัน จ.นครราชสีมา และ นายก อบต.หนองแวงโสกพระ จ.ขอนแก่น ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวคิดก้าวหน้า บริหารงานโปร่งใส มีหัวใจในการบริการประชาชน มองเห็นศักยภาพของประชาชน และเห็นความสำคัญของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งให้โอกาสประชาชนในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น และสนับสนุนประเด็นงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชน แต่ก็สะท้อนในสิ่งที่เป็นปัญหาและข้อจำกัดตรงกัน คือ รัฐยังไม่กระจายอำนาจมาให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ทำให้มีข้อจำกัดในด้านกฎหมาย ระเบียบ และงบประมาณ รวมทั้งต้องต่อสู้กับแนวคิดกระแสหลักของเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้การที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงสิทธิอีกหลายอย่างตามรัฐธรรมนูญก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนยังยากจนอยู่ ข้อเรียกร้องสำคัญคือขอให้นายก อบต.ต่างๆ ทำตามเจตนารมณ์ที่เคยเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจ โดยบริหารอย่างโปร่งใส และทำเป็นแบบอย่างต่อ อบต.อื่นๆ รวมทั้งหวังว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด สามารถรู้และแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยข้อเสนอของวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ภาคอีสานได้เสนอว่า พอช. ควรสนับสนุนงานวิชาการ ที่ เป็นรูปธรรม เพื่อสังเคราะห์เรื่องนี้ ในเชิงของการจัดการความรู้ ให้ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น
ในส่วนของการสังเคราะห์เชิงวิชาการนั้น ได้มีนักวิชาการหลายท่านมาวิเคราะห์ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง โดย อ.บัณฑร
อ่อนดำ ได้ให้ความเห็นว่า หากประเทศไทยจะเข้าสู่โลกาภิวัตน์ต้องเยียวยาและฟืนฟูสังคมประเทศก่อนประมาณ 10-20 ปี และทำตัวให้เข้มแข็ง ต้องรู้ทันโลก สิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่ในขณะนี้เป็นการทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังช่วยหนุนเสริม การนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัตินั้น ประเทศไทยยังขาดรูปธรรมที่ชัดเจนและยังไม่เคลื่อนไหวเรื่องนี้มากนัก แต่นำของเก่ามาพูดใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อคือ เพิ่มปริมาณองค์กรชุมชนด้านเกษตรยั่งยืน ทรัพยากร สิ่งที่จะทำให้ยั่งยืนคือ ดิน น้ำ ป่า เพราะเป็นเสมือนเครื่องพิมพ์แบงค์ แต่ีที่ผ่านมา เราเอาไปขายหมด ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเราเน้นที่คน และระบบความสัมพันธ์ของคนนั้นไม่ใช่เงิน เราต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้นเพราะนั่นคือการกู้ชาติ
รศ.ดร.บัวพัน พรหมพักพิง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาในระดับปัจเจกได้ใช้ศีลธรรมเป็นตัวกำกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ในระดับครัวเรือนตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรของครัวเรือน คือ นอกจากจะทำเพื่อบริโภคแล้วก็ทำเพื่อทดแทนบนที่ดินเดิมของตัวเอง ส่วนในระดับชุมชนนั้น เศรษฐกิจพอเพียงสามารถเดินไปได้โดยมีกลุ่มองค์กรเครือข่าย มีสวัสดิการ มีการออมทรัพย์ ซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆ ของชุมชนในการหนุนช่วย แต่ช่องว่างที่พบคือ เศรษฐกิจชุมชนที่เราทำจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจวงกว้างอย่างไร ถ้ามองในปัจจุบันจะพบว่าเศรษฐกิจสมัยใหม่ก็มีส่วนในการอุ้มชูเศรษฐกิจพอเพียงด้วย และในระดับครัวเรือนเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นฟันเฟืองของเศรษฐกิจสมัยใหม่ด้วย โดยเศรษฐกิจสมัยใหม่เป็นตัวขับเคลื่อน ประเด็นคือ ถ้าเราจะทำเศรษฐกิจพอเพียงให้อยู่ในระดับของการขับเคลื่อนในระดับประเทศจะต้องทำอย่างไร ยังไม่มีการนำเสนอประเด็นนี้ที่ชัดเจน ดังนั้นในอนาคตที่จะเดินต่อจึงมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง คือ 1. เดินไปตามเศรษฐกิจสมัยใหม่ 2. ทำทั้งสองอย่าง อย่างละครึ่ง และ 3.ย้อนกลับมาทำเศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ
ในขณะที่ อ.สมพันธ์ เตชะอธิก ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า การทำเศรษฐกิจพอเพียงที่ผ่านมาทำได้ในบางระดับ เช่นระดับบุคคล ระดับครัวเรือน และชุมชน แต่ระดับเครือข่ายยังไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่เป็นผลอย่างชัดเจน และไปไม่ถึงการแปรรูปการตลาด อาจารย์ได้มีข้อสังเกตที่ท้าทาย 4 ข้อ คือ 1. ยังแก้จน ปลดหนี้ ไม่ได้ แต่บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจลดรายจ่าย เพิ่มรายได้บ้าง 2. ความรู้ความเข้าใจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่สะท้อนความลึกซึ้งในระดับปัจเจก / ครัวเรือนและเครือข่าย 3. มีความไม่ชัดเจนทางแนวคิดในการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง ตัวอย่าง เช่น ยังทำเกษตรเชิงเดี่ยวควบคู่ไปกับเกษตรผสมผสาน ฯลฯ และ 4. กระบวนการแสดงศักยภาพและพลังในการผลักดันกฎหมายโดยชุมชน ยังไม่เข้มแข็งมากพอที่จะทำให้เห็นภาพของประชาชนและเกิดการยอมรับว่ามีปัญหาจริง และต้องการกฎหมายที่มาเอื้อต่อการแก้ไขปัญหา ขาดความเข้มแข็งในด้านวิชาการ ข้อมูลขาดการ จัดระบบ การสังเคราะห์ด้านวิชาการและนโยบาย ดังนั้น ต้องกลับมาฟื้นฟูพลังชุมชนให้เข้มแข็งใหม่




