ขบวนภาคประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน
ศูนย์อำนายการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.)ร่วมกับคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน จัดสัมมนา “ ขบวนภาคประชาชนกับการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน” ในระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2549 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการแก้ปัญหาที่ดิน โดยนำกรณีรูปธรรมที่ดำเนินการโดยภาคประชาชนมาหารือและขยายผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันให้กว้างขวางทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาที่ดินในวันที่ 15 พฤษภาคม ผู้เข้าร่วมการอบรมและการสัมมนาทั้งสองช่วงประกอบด้วยแกนนำชุมชนที่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่ดินทั่วประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 400 คน
ในการสัมมนา นาย เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการ
ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.) ได้มาเป็นประธานเปิดการสัมมนาโดยให้แนวทางสำคัญว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินนั้น นายอำเภอจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ โดยภาคราชการจะเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุน ส่วนขบวนชุมชนเป็นคนทำ ซึ่งการที่ภาคประชาชนมารวมตัวกันจัดทำข้อมูลและเสนอโครงการนั้นเป็นหลักการสำคัญ เพราะจะทำให้มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ รักษาการ ผอ.ศตจ.สัญญาว่าจะประสานผู้ว่าราชการจังหวัดให้เอื้ออำนวยศาลากลางจังหวัด เป็นศูนย์ประสานงานให้กับขบวนชุมชน และขอปลดล็อคการทำงานด้านที่ดินเพื่อให้สามารถ แก้ไขปัญหาที่ดินของคนจน 4 ล้านคน ให้สำเร็จภายในปี 2551
นอกจากนี้ นางสาว สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในฐานะสำนักงานเลขานุการ ศตจ.ปชช.ได้กล่าวในการฝึกอบรมการแก้ไขปัญหาที่ดินว่า การอบรมและการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ที่ภาคประชาชนจะมาร่วมกันปฏิรูปการใช้ที่ดินในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่ภาคประชาชนเป็นผู้สำรวจข้อมูลและวางแผนร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มาหลายครั้งแต่ก็ไม่นำไปสู่ผลที่ดีและสร้างสรรค์ ทำกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่นำไปสู่ความสมดุลและความสมานฉันท์ การทำเรื่องนี้เราต้องมีความรู้และมีพลังที่จะจัดการกับระบบต่าง ดังนั้น การจัดขบวนภาคประชาชนต้องหนักแน่นและเชื่อมโยงกัน จึงจะประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกันพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน ได้กล่าว่าการแก้ปัญหาที่ดินได้ยึดหลักการสำคัญ 4 ข้อคือ ชอบด้วยกฎหมาย เกิดความเป็นธรรม มีความเสมอภาค และแก้ปัญหาความเดือดร้อนได้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ส่วน นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะผู้อำนวยการสำนักงานจัดการที่ดินรัฐ และเลขานุกาคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน ได้กล่าวในสาระสำคัญว่า การที่ประชาชนจะเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาที่ดินจะต้องมองใน 3 เรื่อง คือ 1. ประชาชนต้องเป็นผู้สำรวจและบอกข้อมูลว่าใครคือคนที่จนจริงๆ รวมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพครัวเรือนว่าคนนั้นสามารถทำกินในที่ดินขนาดเท่าไร 2. นายอำเภอจะเป็นแม่ทัพในการปฏิบัติการ โดยนำข้อมูลจากประชาชนมาดำเนินการต่อ และมีหน่วยงานราชการในพื้นที่เป็นผู้ช่วย และ 3. ภาคกระทรวง ทบวง กรมเป็นผู้กำหนดนโยบายให้หน่วยปฏิบัติและสั่งการเจ้าหน้าที่ ซึ่งศตจ.จะทำหน้าที่เชื่อมประสาน และผลักดันให้มีการคุยกันระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหา
ในการสัมมนา ได้มีการเสนอประสบการณ์ของนายอำเภอ และ อบต.ในการแก้ไขปัญหาที่ดินจากพื้นที่ต่างๆ การแบ่งฐานปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าและนอกเขตป่า การวางแผนปฏิบัติการและจัดกลไกร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่อง “
โฉนดชุมชน” ผลการอบรมและสัมมนาทั้งสามวัน ได้มีการจัดขบวนการชุมชนเพื่อแก้ปัญหาที่ดินระดับอำเภอ จังหวัด ภาค และชาติ มี พื้นที่เป้าหมาย200 อำเภอทั่วประเทศ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ คือ 1. เป็นพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนด้านที่ดินชัดเจน 2. มีเครือข่ายทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว 3. มีแกนนำคนทำงานร่วมกัน และ 4. มีข้อมูลพื้นที่ การใช้ที่ดิน และคนเดือดร้อนบางส่วน แผนการดำเนินงานในช่วง 3 เดือน ได้แก่ จัดทำสำรวจข้อมูล จัดเวทีทำความเข้าใจ การเชื่อมประสานแผนของชุมชนกับอำเภอ การจัดระบบข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการและจัดทำกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหา จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ รวมทั้งเชิญคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดินไปลงพื้นที่ นอกจากนี้ยังมี การจัดกลไกการทำงาน โดยเสนอให้มีอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดินภาคประชาชนระดับชาติ คัดเลือกภาคละ 3 คน (รวม 21 คน) เพื่อทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงงานกับอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินของ ศตจ.ชาติ นอกจากอนุฯ ที่ดินภาคประชาชนในระดับชาติแล้ว ยังมีระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ซึ่งมีตัวแทนของแต่ละระดับมาเป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันด้วย




