วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดพัทลุง ได้จัดกิจกรรมวันบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชน จ.พัทลุง ซึ่งเป็น 1 ในจังหวัดที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องบูรณาการดำเนินงานตามนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนระดับจังหวัด และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมจังหวัดนำร่องในโครงการจังหวัดบูรณาการที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อสรุปการเคลื่อนงานที่ใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือการแก้ปัญหาความยากจน เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงานแผนแม่บทชุมชนภาคประชาชน และเพื่อเชื่อมประสานยุทธศาสตร์ภาคประชาชนกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของผู้ว่าราชการจังหวัดCEO พัทลุง
นายฉิ้น บัวบาน ตัวแทนศูนย์ประสานงานภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดพัทลุง กล่าวสรุปการทำงานของการจัดทำแผนแม่บทชุมชนจังหวัดพัทลุงว่า จังหวัดพัทลุงมีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนแบบเต็มพื้นที่มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน2548 มีตำบลที่ดำเนินการสมบูรณ์แล้ว 52 ตำบล 416 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างการดำเนินงาน เช่น ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จำนวน 22 ตำบล 307 หมู่บ้าน เกิดการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 30 คน ผู้เข้าร่วมการจัดทำแผนแม่บทชุมชน 3,450 คน ผู้ประสานงานในตำบล 1,080 บาท วิทยากรกระบวนการ 162 คน และมีผู้รู้กระบวนการแผนแม่บทชุมชน 2,464 คน
ข้อมูลสำคัญที่เกิดจากการจัดทำแผนแม่บทชุมชนทั้งจังหวัด พบว่า ชาวพัทลุงมีรายรับทั้งจังหวัด 9,435 ล้านบาท รายจ่าย 54,931 ล้านบาท (มากกว่ารายรับประมาณ 6 เท่า) มีหนี้สิน 1,022 ล้านบาท และมีทุนที่ชุมชนได้รับจากนโยบายของรัฐ 1,378 ล้านบาท
“สาเหตุที่รายจ่ายมากกว่ารายรับค่อนข้างมาก มีสาเหตุมาจากประชาชนยังไม่ได้ให้ข้อมูลรายรับและรายจ่ายที่แท้จริง เพราะเกรงว่าจะมีการเก็บภาษีจากรายได้ จึงทำให้กรอกรายรับน้อย รายจ่ายมากเกินความเป็นจริง” นายฉิ้น กล่าว และว่า
การจัดทำแผนแม่บทชุมชน ยังพบประเด็นที่น่าสนใจ ที่มีการดำเนินการตั้งแต่ก่อนและค้นพบจากกระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาต่อยอดสู่การผลักดันเป็นแผนปฏิบัติงานของยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป ประกอบด้วย ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน มีการดำเนินงานอยู่ 9 ตำบล ในตำบลแหลมโตนด บ้านพร้าว ท่ามิหรำ ท่าแค ตำนาน ลำปำ ควนขนุน แพรกหา และพญาขันเกิดเครือข่ายเครือนาอินทรีย์ การทำนาอินทรีย์ และโรงเรียนเกษตร
ประเด็นวิสาหกิจชุมชน มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนพัทลุงใน 13 ตำบลและจะขยายผลไปสู่ 16 ตำบล ประเด็นองค์กรการเงินมีการดำเนินงานในหลายพื้นที่ แต่มีตำบลนำร่อง ที่มีเป้าหมายบูรณาการแหล่งทุนในตำบล ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นกองทุนเดียว เพื่อนำไปสู่การสร้างกลไกแก้ปัญหาความยากจนต่อไป ประเด็นทรัพยากร ที่รวมถึงสิทธิทำกินและที่ดิน ดำเนินการ 5 ตำบลนำร่อง คือ ชุมพล ดำเนินการที่วังโต๊ะขุ้ย 3 พันกว่าไร่ บ้านพร้าว ดำเนินการในทุ่งลานโย 2 หมื่นกว่าไร่ เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม 3 พันกว่าไร่ พนางตุง ดำเนินการ 2 ร้อยกว่าไร่ และตะโหมด ซึ่งนำไปสู่การพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกินให้กับประชาชน ประเด็นสื่อสาธารณะ ที่ต้องสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง มีการติดป้ายประชาสัมพันธ์ การจัดรายการวิทยุ เป็นต้น ประเด็นการแก้จนสู่ครัวเรือน มีการดำเนินการใน 5 ตำบลนำร่อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่มาจากผู้ลงทะเบียน ส.ย.1 และดำเนินการแบบถึงลูกถึงคน คือ พญาขัน โตนดด้วน ลำสินธุ์ ตะโหมด และปากพะยูน
สำหรับกิจกรรมวันบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลงานของแต่ละตำบล การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การเชื่อมประสานยุทธศาสตร์ภาคประชาชนกับยุทธศาสตร์ผู้ว่า CEO พัทลุง โดย นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และการเสวนาเวทีชาวบ้าน เรื่อง แก้ปัญหาความยากจนของจังหวัดพัทลุง โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ดร.สิลาภรณ์ บัวสายจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นายกฤษดา สมประสงค์ จากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นายศิริพงษ์ หมัดศิริ จากกรมการพัฒนาชุมชน นายอัมพร แก้วหนู ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ พอช. และนายแก้ว สังข์ชู ประธานกรรมการร่วม ศตจ.ปชช.
นายแก้ว สังข์ชู ประธานกรรมการร่วม ศตจ.ปชช. ในฐานผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า การแก้ปัญหาความยากจนของจังหวัดพัทลุง ใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือ ทำให้มีข้อมูลที่ถูกต้องทั้งปัญหาและสาเหตุความยากจน เพราะมีการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันของชุมชน จึงทำให้เห็นว่าแต่ละครัวเรือนมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นอย่างไร เมื่อเห็นว่าสิ่งไหนฟุ่มเฟือยก็ลด ขณะที่สิ่งไหนที่ชุมชนมีการบริโภคกันมาก ก็มีการคิดร่วมกันที่จะพึ่งตนเอง เช่น ซื้อปุ๋ยจากภายนอกมากรวมกันทั้งชุมชนหลายแสนบาท ก็หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
“การวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละครัวเรือนจะขาดพลัง หากไม่ได้นำมาวิเคราะห์ร่วมกันในชุมชน เมื่อเอาตัวเลขทั้งชุมชนมารวมกัน บางคนถึงกับสะดุ้ง เพราะไม่คิดว่า เราจะกินเหล้า สูบบุหรี่เป็นแสนบาทต่อเดือน หรือ ซื้อบัตรเติมเงินแต่ละเดือนเป็นเงินนับแสนบาท เมื่อเห็นพฤติกรรมแบบนี้ ก็ต้องหาทางแก้ไขร่วมกัน อันไหนทำเองได้ในครัวเรือน ก็แก้กันเอง ส่วนไหน อบต.ช่วยได้ ก็ให้ อบต.ไป ถ้าในท้องถิ่นแก้ไม่ได้ก็ต้องมาเสนอยังผู้ว่าซีอีโอ ผลักดันเป็นยุทธศาสตร์จังหวัด” นายแก้ว กล่าว
ด้าน ดร.สิลาภรณ์ บัวสาย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. กล่าวว่า แผนแม่บทชุมชนเป็นนวัตกรรมใหม่ของชาวบ้านในการเรียนรู้ ซึ่งพัทลุงเป็น 1 ใน 12 จังหวัดนำร่องที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐท้องถิ่น รัฐส่วนกลาง และองค์กรชุมชน ทำให้หน่วยงานต่างๆ เข้าใจชุมชนมากขึ้น มีการต่อเชื่อมข้อมูลจากชุมชนขึ้นไปหาจังหวัด ขณะที่จังหวัดเองก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าว มาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรได้
“เดิมเป็นข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่นำมาใช้พัฒนาจังหวัด มันผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน แม้ชาวบ้านจะพัฒนา แต่ไม่ใช่ตัวตนของเขา” ดร.สิลาภรณ์ กล่าว







