แนวโน้มนโยบายและสถาบันการเงิน
ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสินเชื่อ ชุมชนเมืองและชนบท
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้มีการจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสินเชื่อให้กับชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อเป็นการศึกษาสภาพแวดล้อมและบริบทสถานการณ์ของหน่วยงานที่สนับสนุนสินเชื่อแก่ชุมชน การจัดประชุมระดมความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบสินเชื่อ ของ พอช. ให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและสภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวข้องกับชุมชนในการบริหารจัดการสินเชื่อ ในการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆที่ดำเนินการสนับสนุนสินเชื่อชุมชนเมืองและชนบท ทั้งในรูปแบบสินเชื่อรายบุคคลและสินเชื่อสนับสนุนกลุ่มหรือสถาบันการเงินของชุมชน อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นักวิชาการจากสถาบันพัฒนาสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทีมศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนี้ยังมีแกนนำชุมชนจากพื้นที่ ที่มีการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน และเจ้าหน้าที พอช. เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ จำนวน 32 คน
ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสนับสนุนสินเชื่อชุมชนของหน่วยงาน และการให้ข้อคิดเห็นแนวทางการพัฒนาระบบสินเชื่อ พอช. โดยในที่ประชุมได้สะท้อนในมุมมองต่อสถานการณ์ของชุมชนว่า ในปัจจุบันมีแหล่งเงินทุนมากมายที่งสู่ชุมชนทั้งในรูปแบบของสถานบันการเงิน นโยบายของรัฐที่สนับสนุนกองทุนให้ชุมชนบริหารจัดการ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.) กองทุนหมุนเวียนอาชีพต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เงินด่วน หรือแม้กระทั่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินซ้ำซากและมากมาย แม้กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การขาดทักษะทางด้านการจัดการการเงิน
ในที่ประชุมมีความเห็นว่าการสนับสนุนสินเชื่อให้ชุมชนโดยมีกลไก กลุ่มหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ ความเข้มแข็งองค์กรชุมชนเป็นเรื่องที่สำคัญในกระบวนการสร้างความข้มแข็งโดยใช้เงินเป็นปัจจัยช่วยเร่ง โดยสิ่งที่จะต้องสร้างให้กับชุมชน คือการพัฒนาด้านคุณธรรมและจิตสำนึกของการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ในที่ประชุมเห็นด้วยและเพิ่มเติมว่านอกจากการพัฒนาทางด้านคุณธรรมแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านการบริหารจัดการ เน้นให้ชุมชนบริหารจัดการทุนชุมชนโดยการส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการออมเพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมที่ไม่หลงไปตามกระแสนิยม ชุมชนจะต้องร่วมกันสร้างรูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน รวมทั้งการสนับสนุนสินเชื่อสู่ชุมชน แต่พบว่าในปัจจุบันต่างคนต่างทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและขาดการประสานงานและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เนื่องด้วยข้อจำกัดของหน่วยงาน เช่น เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ การสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ชุมชนรับรู้เรื่องของสินเชื่อที่ทำให้เกิดการพัฒนา
จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นว่า พอช. เป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนซึ่งเป็นเรื่องที่ พอช. สร้างรูปธรรมได้ค่อนข้างชัดเจน และไม่มุ่งหวังกำไรจากการสนับสนุนสนินเชื่อชุมชน เพราะเงินที่นำมาให้สินเชื่อเป็นเงินที่ไม่มีต้นทุน ซึ่งแตกต่างจากสถาบันการเงินอื่นๆ เนื่องนำเงินฝากมาใช้ลงทุนเป็นเงินให้ชุมชนกู้ทำให้มีต้นทุนคือต้องมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนให้กับผู้ฝากเงิน ฉะนั้นแนวทางการสร้างความร่วมมือหรือการบูรณาการการสนับสนุนสินเชื่อชุมชนของหน่วยงานต่างๆจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีประสบการณ์การด้านการสนันบสนุนสินเชื่อมายาวนาน ได้ให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการดำเนินการสินเชื่อของ พอช. ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
“เห็นด้วยกับการสนับสนุนสินเชื่อชุมชนในรูปแบบที่ผ่านกลุ่ม องค์กร มิใช่รายบุคคล และบทบาทของ พอช. จะต้องใกล้ชิดกับชุมชนและสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการทุนให้กลุ่ม อย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับงานแผนชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดทำแผนชีวิต แผนชุมชน นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญของการประสานความร่วมมือการทำงานร่วมกันระหว่าง สถาบันการเงินต่าง ๆ / พช. / กองทุนหมู่บ้าน โดยมีการสร้างรูปธรรมหรือพื้นที่นำร่องที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน มีการจัดบทบาทการทำงานของแต่ละหน่วยงานที่สนับสนุนสินเชื่อชุมชน ถ้าหากจะสนับสนุนสินเชื่อแก่ชุมชนควรไม่ให้จำนวนมาก แต่เป็นเงินที่ชุมชนสามารถนำไปฝึกเรื่องบริหารจัดการ เน้นการออมให้มากขึ้น ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้การจัดการการเงินชุมชน โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นมีการเชื่อมโยงประสานงานกับสถาบันการเงินต่างๆให้สนับสนุนชุมชน โดยเปรียบเทียบ พอช. เป็นเหมือนโรงเรียนอนุบาล ที่ทำหน้าที่เป็นด่านแรกของชุมชนในการสร้างการเรียนรู้ หลังจากนั้นเมื่อกลุ่มเข้มแข็งสามารถส่งต่อให้สถาบันการเงินอื่นๆได้ (ส่งให้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ประถม มัธยม ปริญญาตรี) ความเหมาะสมกับศักยภาพของกลุ่ม และทั้งนี้ พอช. ก็ต้องสร้างความเข้าใจของชุมชนว่า สถาบันการเงินอื่นเป็นแหล่งเงินทุนที่มาจากเงินที่มีต้นทุน คือ ดอกเบี้ย เงินฝากความยืดหยุ่นในเรื่องกว้าง ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือมองเชิงสังคมได้เหมือน พอช. แต่สถาบันการเงินก็จะสามารถช่วยมองในเชิงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และระหว่างการดำเนินการของพื้นที่นำร่องการบูรณาการจะต้องมีการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสร้างเป็นคู่มือการทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องและเหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม การบูรณาการการทำงานของสถาบันการเงินที่สนับสนุนสินเชื่อชุมชน จะต้องร่วมกันวาดภาพ หรือการวางเป้าหมายที่ทำให้สถาบันการเงิน มีการนำแผนแม่บทการเงินระดับฐานรากมาแปลงสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทางและเป็นระบบของสถาบันการเงินต่างๆ และเรื่องที่สำคัญคือควรมีระบบการติดตาม วิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งในเชิงสังคมและการบริหารจัดการเชิงธุรกิจควบคู่กันไป การทำให้ชุมชน พอช. และสถาบันการเงินที่ร่วมมือกันเห็นเป้าหมายร่วมกัน อาทิ การกำหนดระดับการพัฒนาของชุมชน ดังนี้
· ขั้นที่ 1 พัฒนาเพื่อการอยู่รอด พ้นจาก (Suffer)
· ขั้นที่ 2 พัฒนาเพื่อการอยู่ได้ (Survival)
· ขั้นที่ 3 พัฒนาเพื่อการอยู่ดี (Surplus)
· ขั้นสูงสุดคือการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable)
ในที่ประชุมมีข้อเสนอว่าการสนับสนุนสินเชื่อชุมชนควรให้มีการเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจชุมชนและการจัดสวัสดิการชุมชน ใช้พื้นที่ที่ทำงานอยู่สร้างพื้นที่รูปธรรม และพอช.ก็มีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับ ศตจ.ปชช. การทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานของสถาบันการเงินร่วมอย่างเกิดรูปธรรม โดยการประสานให้เกิดความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ประชาชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และเสนอให้มีการจัดเวทีหารือเรื่องการบูรณาการอย่างจริงจังในโอกาสต่อไป




